เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 28 สิงหาคม 2026 at 19:42.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,974
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,227
    ค่าพลัง:
    +26,999
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,974
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,227
    ค่าพลัง:
    +26,999
    วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๒๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ตรงกับวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๙ ปีมะเมีย แปลว่าพวกเราเข้าพรรษากันมา ๑ เดือนแล้ว เหลืออีกเพียง ๒ เดือนก็จะออกพรรษา

    คราวนี้เราท่านทั้งหลายที่ตั้งใจว่าจะสร้างสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นกับตนภายในพรรษานี้
    ได้ทบทวนตัวเองหรือยังว่าสิ่งที่เราตั้งใจไว้นั้นทำไปได้เท่าไร ? ประสบความสำเร็จ หรือว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า ?

    ความจริงการทบทวนตัวเองนั้นต้องทำทุกวัน วันละหลาย ๆ รอบยิ่งดี ไม่ใช่เดือนหนึ่งมาทบทวนกันครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่ทันกิน เพราะว่ากิเลสกินเราอยู่ทุกวัน นักปฏิบัติธรรมที่ดีจะต้องทบทวนตนเองอยู่เสมอ โดยมีเครื่องวัดก็คือนิวรณ์ ๕ ประการ ได้แก่

    ประการที่ ๑ กามฉันทะ ความยินดีในรูปสวย เสียงเพราะ รสอร่อย กลิ่นหอม สัมผัสระหว่างเพศ มีอยู่ในใจของเราหรือไม่ ? แต่ละวัน ๒๔ ชั่วโมง ใจของเราปราศจากกามฉันทะได้กี่นาที ?

    ประการที่ ๒ พยาปาทะนิวรณ์ หรือความอาฆาตพยาบาท ผูกโกรธคนอื่น มีอยู่ในจิตในใจของเราหรือไม่ ? บางคนเป็นบุคคลขี้อิจฉา ทนเห็นคนอื่นดีกว่าไม่ได้ แทนที่จะโกรธตนเองที่ทำดีอย่างเขาไม่ได้ กลับไปโกรธคนอื่นและผูกโกรธอีกด้วย ทำตัวเหมือนอย่างกับไฟสุมขอน โดนโทสะแผดเผาอยู่ทุกวัน สิ่งที่ปรากฏชันเจนก็คือความเครียดและแก่เร็ว..!

    ประการที่ ๓ ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอน ขี้เกียจปฏิบัติมีแก่เราหรือไม่ ? แต่ละวันใจของเราปลอดจากถีนมิทธะได้กี่นาที ?

    ประการที่ ๔ อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน หงุดหงิด รำคาญใจ ทำอะไรไม่ได้อย่างใจ แทนที่จะใจเย็น พินิจพิจารณาว่าเราพลาดตรงไหน กลับไปโกรธฟ้าโกรธดิน เตะหมูเตะหมาไปเรื่อย..!

    ประการที่ ๕ วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในคุณพระรัตนตรัย ว่ามีคุณงามความดีจริงอย่างที่เราคิดหรือไม่ ? หลักธรรมที่เราปฏิบัติจะมีผลจริงหรือไม่ ?
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,974
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,227
    ค่าพลัง:
    +26,999
    ส่วนหยาบ ๆ ที่จะวัดได้ก็คือนิวรณ์ ๕ นี่เอง ว่าแต่ละวันใจของเรานั้นปลอดจากนิวรณ์ได้มากน้อยเท่าไร ? อยู่กับการปฏิบัติภาวนาได้มากกว่า หรือว่าฟุ้งซ่านมากกว่า ?

    ถ้าเราไม่สามารถที่จะบังคับตนเองให้อยู่ในด้านของความดีมากกว่า ก็แปลว่ากิเลสมีอำนาจเหนือตน โอกาสที่จะโดนชักจูงลงสู่อบายภูมิในชาตินี้มีสูงมาก

    สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นกับเราเป็นปกติก็จริง แต่ก็เพราะว่าเราไปนึกคิดปรุงแต่ง ช่วยเหลือกิเลสด้วย อย่างที่เมื่อวาน "ท่านเจ" (พระนพรัตน์ ปฏิกาโร) สอบถามว่า "เกิดกามสัญญาขึ้นจะมีวิธีไหนทำให้ดับลงให้เร็วที่สุด ? วิธีดับให้เร็วที่สุดก็คือหยุดคิด..!"

    กระผม/อาตมภาพเคยเปรียบให้ฟังจนนับครั้งไม่ถ้วนแล้วว่า
    รัก โลภ โกรธ หลง ที่เจริญงอกงามเพราะความคิดของเราเอง เหมือนกับลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวใส่น้ำเปล่ามา เราก็ไม่อยากกิน แต่เราไปนึกคิดปรุงแต่งเพิ่มเติม ใส่หมูสับ ใส่กระเทียมเจียว ใส่หอมซอย ใส่ตังไฉ่ ใส่น้ำส้มพริก ใส่น้ำปลา ใส่มะนาว สารพัด ยิ่งใส่ก็ยิ่งอร่อย ยิ่งอร่อยก็ยิ่งอยากกิน

    กลายเป็นว่าหยุดความคิดไม่ได้ ยิ่งทำให้กิเลสเจริญงอกงาม ความจริง
    แค่เราย้อนกลับมาอยู่กับลมหายใจเข้าออก ทุกอย่างก็จบแล้ว เพียงแต่ว่าจะมีกำลังในการอยู่กับลมหายใจเข้าออกได้นานเท่าไร เนื่องเพราะว่าถ้าขาดการฝึกฝน ไม่ถึงนาทีก็โดนกิเลสจูงไปอีกแล้ว..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,974
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,227
    ค่าพลัง:
    +26,999
    โดยเฉพาะสิ่งยั่วยุต่าง ๆ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจนั้น ปัจจุบันนี้มาถึงพวกเราเร็วมาก โดยเฉพาะผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไลน์ อินสตาแกรม หรือเฟซบุ๊กก็ตาม

    กระผม/อาตมภาพเองขนาดไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ วันดีคืนดีในเฟซฯ ยังมีรูปผู้หญิงสุดอึ๋ม นุ่งน้อยห่มน้อยโผล่เข้ามาขอเป็นเพื่อน เจ้าพวกนี้โผล่มาเมื่อไร กระผม/อาตมภาพลบทิ้งหมด พูดง่าย ๆ ก็คือเหลือไว้ก็เป็นเสนียดแก่เครื่องตัวเองเปล่า ๆ..! เพราะว่าส่วนใหญ่
    ถ้ารู้ว่าเป็นพระแล้วยังมาในรูปแบบนี้ ก็แปลว่าตั้งใจที่จะทำอะไรไม่ดีกับเราอย่างแน่นอน..!

    แต่พวกท่านพอไปเห็นรูปร่างหน้าตาถูกตาถูกใจเข้า ก็อดไม่ได้ยอมรับเป็นเพื่อน ในช่วงที่ผ่านมา พวกท่านก็จะเห็นว่า "สีกากอล์ฟ" นั้นเป็นอย่างไร ? รูปที่ส่งไปให้สวยเซ็กซี่เสียไม่มี แต่ตัวจริงตำรวจไปถึงยังงงว่าใช่หรือเปล่า ? พูดง่าย ๆ ก็คือหาความ "ตรงปก" ไม่ได้เลย..!

    เพราะฉะนั้น..ปัจจุบันนี้ส่วนที่เป็นทุกข์เป็นโทษแก่พระภิกษุสามเณรมากที่สุด ก็คือโทรศัพท์มือถือ พวกท่านยังไม่ใจแข็งและโหดพอเหมือนกระผม/อาตมภาพ ยิ่งเปิดโอกาสให้โทรศัพท์อยู่ใกล้มากเท่าไร ก็ยิ่งเดือดร้อนมากเท่านั้น เพราะว่าพอถึงเวลาเห็นสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ได้ยินสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น เราก็จะไปนึกคิดปรุงแต่งเพิ่มเติม

    กระผม/อาตมภาพอยากจะบอกความจริงกับทุกท่านว่า รัก โลภ โกรธ หลง มีเป็นปกติของการเกิดมามีร่างกายนี้ เพียงแต่ว่าพระที่ท่านปฏิบัติถึงแล้ว ท่านเห็นเชื้อเพลิงกองโตอยู่ข้างหน้า แต่ท่านไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับมันด้วย ไม่เอาไฟไปแหย่เสียอย่าง เชื้อเพลิงมากเท่าไร ก็ไม่สามารถจะเผาผลาญเราให้ร้อนรนได้

    พูดง่าย ๆ ว่าพระอริยเจ้าจริง ๆ นั้นไม่ได้ลาขาดตัดกุดจากกิเลส ตราบใดที่มีร่างกายนี้ รัก โลภ โกรธ หลง ย่อมมีเป็นธรรมดา แต่สติสัมปชัญญะท่านสมบูรณ์จนไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับมัน ปัญญาแหลมคมว่องไวด้วยอำนาจของ ศีล สมาธิ ปัญญา ยิ่งกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,974
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,227
    ค่าพลัง:
    +26,999
    ทันทีที่ตาเห็นรูป หรือหูได้ยินเสียง หรือจมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายสัมผัส ท่านจะหยุดเอาไว้ได้ทันทีทันใด ปัญญาความคิดทุกอย่างจะบอกกับตนเองว่า ถ้าเราคิดในด้านนี้จะก่อให้เกิดโทษอย่างไร ถ้าเราคิดในด้านนี้ จะสร้างคุณประโยชน์อย่างไร แล้วท่านก็ทิ้งในด้านที่คิดแล้วเป็นโทษ และคิดเฉพาะในส่วนที่เป็นประโยชน์เท่านั้น

    แต่ส่วนใหญ่แล้วท่านจะไม่เสียเวลาไปคิด ก็คือปัดทิ้งไปจากใจเฉย ๆ ไม่มีอะไรที่จะต้องเสียเวลาไปนึกคิดปรุงแต่ง ดังนั้น..ต่อให้กิเลสท่วมหัวก็ทำอะไรท่านไม่ได้ เพราะว่าท่านปล่อยหมดแล้ว พูดง่าย ๆ ว่าต่อให้เมล็ดพืชมีเป็นคันรถ แต่โดนท่านทิ้งเอาไว้จนฝ่อหมด ไม่สามารถที่จะเจริญงอกงามได้ เพราะว่าท่านไม่ไปเพิ่มน้ำ เพิ่มปุ๋ย เพิ่มแสงแดดให้กับมัน ดังนั้น..ต่อให้ร่างกายนี้แบกกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง ไว้เท่าไร ก็ทำอันตรายท่านไม่ได้แม้แต่น้อยเดียว

    เราจะเห็นว่าในระหว่างพระอริยเจ้ากับเรานั้น ต่างกันแค่ตรงสติ สมาธิ และปัญญาเท่านั้น ทันทีที่สติรับรู้ว่า รัก โลภ โกรธ หลงเข้ามา สมาธิก็จะเป็นตัวห้ามล้อ เบรกให้หยุดทันที ปัญญาจะแยกแยะพินิจพิจารณาเรื่องของคุณเรื่องของโทษ ถ้าจำเป็นก็ปฏิบัติในด้านที่เป็นคุณ ละเว้นในด้านที่เป็นโทษ แต่ส่วนใหญ่แล้วท่านไม่เสียเวลาไปคิด ปัดตกไปเฉย ๆ มากกว่า

    ดังนั้น..เราท่านทั้งหลายที่ทบทวนตัวเอง ต้องมองดูด้วยว่าเราทำมาแค่นี้ยังห่างเท่าไร ? แล้วเร่งรัดตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เนื่องเพราะว่าเหลืออีกเพียง ๒ เดือนก็จะออกพรรษาแล้ว

    สิ่งที่เรายกขึ้นพิจารณาอยู่เสมอ ๆ ก็คือ
    "เวลาล่วงไป ล่วงไป เราทั้งหลายทำอะไรกันอยู่ ?" ยังเป็นทาสกิเลส โดนจูงจมูกอยู่ตลอดเวลา ? หรือว่าเพียรพยายามต่อสู้กับกิเลส ? เจ็บปวดปางตายขนาดไหนก็ไม่ย่อท้อ หรือว่าพอที่จะชนะกิเลสได้บ้าง ? ทำตัวเองเป็นเกาะหรือหินใหญ่กลางน้ำ ที่โดนกิเลสสาดซัดเท่าไรก็ไม่หวั่นไหว ? หรือว่าก้าวขึ้นฝั่ง พ้นจากน้ำ พ้นจากคลื่นลมไปแล้ว ?

    เป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายต้องทบทวนพิจารณาตนเอง ยังไม่ถึงจุดหมายปลายทางก็ต้องเร่งรัดให้มาก ถึงจุดหมายปลายทางแล้วก็ห้ามประมาท ต้องทำอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นแล้วเราไม่สามารถที่จะไว้ใจได้ว่ากิเลสจะกลับมากำเริบอีกหรือไม่ ?!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันศุกร์ที่ ๒๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...