ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,972
    ค่าพลัง:
    +97,153
    (Aug 19) ข่าวดี! บอนด์ยีลด์ดิ่งฮวบ หลัง US เพิ่มขนาดซื้อคืนบอนด์ : กระทรวงการคลังสหรัฐแถลงในวันนี้ว่า ทางกระทรวงฯ จะเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลมากกว่าสองเท่า

    ทั้งนี้ ภายใต้โครงการดังกล่าว กระทรวงการคลังจะซื้อคืนพันธบัตรในช่วงอายุ 10-20 ปี และ 20-30 ปี โดยทางกระทรวงฯ จะเพิ่มขนาดวงเงินสูงสุดของการซื้อคืนพันธบัตรดังกล่าวอย่างน้อยเป็นสองเท่า จากเดิม 2 พันล้านดอลลาร์ เป็น อย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน และจะดำเนินต่อไปจนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน

    กระทรวงการคลังระบุในแถลงการณ์ว่า การเพิ่มขนาดการดำเนินการซื้อคืนครั้งนี้สะท้อนถึงความต้องการของกระทรวงการคลังที่จะเพิ่มสภาพคล่องในกลุ่มพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุยาว ซึ่งเป็นส่วนที่นักลงทุนในตลาดให้ความสนใจอย่างมาก

    การประกาศของกระทรวงการคลังเป็นการส่งสัญญาณว่า กระทรวงฯ ตระหนักถึงปัญหาด้านสภาพคล่องในตลาดพันธบัตรระยะยาว และพร้อมที่จะเข้ามามีบทบาทในตลาดมากขึ้น

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐร่วงลงอย่างหนัก หลังจากมีการประกาศดังกล่าว

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 4.647% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ร่วงลงสู่ 5.196%

    ทั้งนี้ ราคาพันธบัตรและอัตราผลตอบแทนจะเคลื่อนไหวสวนทางกัน

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    Source: —สำนักข่าวอินโฟเควสท์
    https://www.ryt9.com/s/iq/12838330

    เพิ่มเติม
    - Treasury doubles debt buybacks as Bessent moves to steady bond market : https://www.cnbc.com/2026/08/19/tre...or-longer-term-debt-sending-yields-lower.html

    https://www.facebook.com/share/1cBxg8EaXP/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,972
    ค่าพลัง:
    +97,153
    (Aug 19) สหรัฐฯกำลังเสี่ยงล้มละลาย? สัปดาห์ที่แล้วกระทรวงการคลังสหรัฐฯออกพันธบัตรอายุ 30 ปี วงเงิน 25,000 ล้านดอลลาร์ จ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 5.216% เป็นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดในรอบ 25 ปี ตั้งแต่ปี 2001 อัตราดอกเบี้ยที่สูงลิ่วเช่นนี้ตอกย้ำข้อเรียกร้องของนักลงทุนที่ต้องการชดเชยความเสี่ยงที่สูงขึ้น เนื่องจากสหรัฐฯขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นสูงลิ่วอย่างไม่หยุดยั้ง นักลงทุนสถาบันและผู้จัดการกองทุนต่างเห็นพ้องกันว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯที่ทะยานขึ้นไปเหนือระดับ 5% เกิดจากปริมาณพันธบัตรที่ล้นตลาด (Supply Overhang) ยอดหนี้พันธบัตรสหรัฐฯปัจจุบันมีมากกว่า 31 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปี 2018และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากงบประมาณขาดดุล

    สาเหตุที่พันธบัตรล้นตลาดเพราะผู้ซื้อหลักคือ "ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)" ไม่ได้เป็นผู้ซื้อหลักอีกต่อไปทำให้ต้องพึ่งนักลงทุนเอกชนส่งผลให้ผลตอบแทน (Yield) สูงขึ้นมาก

    ก่อนหน้านี้ 13 ส.ค. กระทรวงการคลังสหรัฐฯเพิ่งเปิดเผยถึงภาวะขาดดุลงบประมาณในเดือนกรกฎาคม 2026เพิ่มขึ้นเป็น 432,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 48% เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคมปีก่อนเป็นการขาดดุลงบประมาณรายเดือนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 ในช่วงที่สหรัฐฯเผชิญกับโควิดระบาด สาเหตุที่ขาดดุลมหาศาลมาจากรายจ่ายในเดือนกรกฎาคมที่เพิ่มสูงขึ้น 22% เป็น 766,000 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่รายรับกลับลดลง 1% เหลือ 334,000 ล้านดอลลาร์ หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯต้องคืนภาษีนำเข้าสูงถึง 33,380 ล้านดอลลาร์ ในเดือนเดียวจากการขึ้นภาษีนำเข้าอย่างไร้เหตุผลของประธานาธิบดีทรัมป์

    สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯประเมินว่ารายได้ภาษีศุลกากรปี 2026 อาจต่ำกว่าที่คาดไว้ประมาณ 250,000 ล้านดอลลาร์ 10 เดือนแรกของปี งบประมาณ 2026 สหรัฐฯขาดดุลสะสมแล้วกว่า 1.799 ล้านล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน

    เมื่อ 26 ก.ค.อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีเจ้าของบริษัท SpaceX และ Tesla ได้ให้สัมภาษณ์ใน Money Wise เตือนว่า "สหรัฐฯกำลังมุ่งหน้าสู่ภาวะล้มละลายจากภาระหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง" มัสก์บอกว่าหนทางเดียวที่จะช่วยให้สหรัฐฯพ้นจากวิกฤตินี้คือ AI และหุ่นยนต์ ถ้าสหรัฐฯไม่ปฏิวัติผลิตภาพด้านเทคโนโลยีสหรัฐฯจะไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้มหาศาลได้ (ในขณะที่อุตสาหกรรม AI ก็กำลังก่อหนี้มหาศาลจนนักลงทุนเทขายอย่างหนัก เพราะกังวลว่าจะไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่าจริง)

    เดือน ก.พ.ก่อนหน้านี้มัสก์ก็ให้สัมภาษณ์ว่า "สหรัฐฯมีโอกาส 1,000% ที่จะล้มละลาย "หากไม่มี AI และหุ่นยนต์มาช่วยแก้ปัญหาหนี้ของชาติ

    หนี้สาธารณะสหรัฐฯพุ่งขึ้นสูงกว่า GDP สหรัฐฯในเดือน พ.ค.หนี้สาธารณะอยู่ที่ 31.27 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ GDP สหรัฐฯอยู่ที่ 31.216 ล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีทะลุไปที่ 100.2% นักวิเคราะห์ประเมินว่าปี 2026 นี้สหรัฐฯจะขาดดุลงบประมาณสูงกว่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์กว่า 63.65 ล้านล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากกฎหมาย One Big Beautiful BillAct (OBBB) ของประธานาธิบดีทรัมป์

    เรย์ ดาลิโอ นักลงทุนชื่อดังสหรัฐฯก็ออกมาฟังธงว่าเราจะได้เห็นการเปลี่ยนครั้งมโหฬารของสหรัฐฯในช่วง 5 ปีข้างหน้า เมื่อปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน การขาดดุลงบประมาณมหาศาลช่องว่างความมั่งคั่งที่ขยายตัวความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาในสหรัฐฯ

    การเลือกตั้งกลางเทอม (เดือน พ.ย.) พรรครีพับลิกัน (ของทรัมป์) จะสูญเสียที่นั่งในสภาผู้แทนซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นความขัดแย้งในสังคมสหรัฐฯการเมืองจะรุนแรงขึ้น จนถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2028 กติการะเบียบโลก(Rules-based order) จะไม่มีอยู่อีกต่อไป เห็นไหมครับ "ผู้นำห่วย" เพียงคนเดียวสามารถทำชาติมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐฯพังได้ในเวลาไม่ถึง 4 ปี เรื่องที่คนไทยทุกคนควรเป็นห่วงมากๆในเวลานี้ก็คือประเทศไทยจะเดินตามรอยสหรัฐฯ หรือไม่???

    "ลม เปลี่ยนทิศ"
    คอลัมน์ หมายเหตุประเทศไทย:

    Source - ไทยรัฐ

    https://www.facebook.com/share/p/1LyDN65tds/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,972
    ค่าพลัง:
    +97,153
    (Aug 19) ธปท.ชี้ ‘หนี้เสียใหม่-รายใหญ่’ พุ่ง ธุรกิจกระอักต้นทุน กำลังซื้อซบ: สถานการณ์หนี้เสีย “ระบบธนาคารพาณิชย์ไทย” เป็นประเด็นต้องติดตามใกล้ชิด แม้ภาพรวมคุณภาพสินเชื่อไตรมาส 2 ยังไม่สะท้อนการเร่งตัวรุนแรง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “หนี้เสียรายใหม่” มีภาพการไหลเพิ่มขึ้นสะท้อนความเปราะบางภาคธุรกิจ

    นายสุโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลอง และวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 2 ปี 2569 มีความมั่นคง มีเงินกองทุน และสภาพคล่องสูง แม้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวไม่เท่ากัน (K-shaped Recovery) โดยเอสเอ็มอีและครัวเรือนบางส่วนเผชิญปัญหารายได้ ต้นทุน และกำลังซื้อ

    ขณะที่ “หนี้เสีย” หรือ NPL อยู่ที่ 2.82% ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนที่ 2.85% ซึ่งหากพิจารณาเพียง NPL อาจไม่เพียงพอที่จะสะท้อนสถานการณ์หนี้ทั้งหมด เพราะช่วงที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์บริหารจัดการหนี้เสียต่อเนื่องทั้งการขายหนี้ การตัดหนี้สูญ และการปรับโครงสร้างหนี้จำนวนมาก

    โดยเฉพาะสินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่อที่อยู่อาศัย เป็นกลุ่มที่ขายหนี้เสียค่อนข้างมากทำให้ NPL ที่อยู่ในระบบธนาคารลดลง แต่การประเมินคุณภาพสินเชื่อ ธปท.ต้องติดตามว่าลูกหนี้ที่ยังอยู่ในระบบกำลังมีความสามารถชำระหนี้ดีขึ้นจริงหรือไม่

    จับตา “หนี้เสียใหม่” พุ่ง
    ธปท.ให้ความสำคัญมากขึ้นกับ “การไหลของหนี้” (Migration Rate) โดยเฉพาะการติดตามว่าลูกหนี้ที่เริ่มมีความเสี่ยงหรืออยู่ Stage 2 จะไหลสู่ Stage 3 ซึ่งเป็น NPL มากน้อยเพียงใด รวมถึงการเกิด “หนี้เสียใหม่” จากลูกหนี้ที่ไม่เคยเป็น NPL มาก่อน

    การเพิ่มขึ้นของ New Entry คือสินเชื่อที่เพิ่งเป็น NPL ครั้งแรก และ Re-Entry สินเชื่อที่เคยเป็นหนี้เสียมาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง และกลับมาเป็นหนี้เสียอีกครั้งสะท้อนลูกหนี้ที่เดิมอาจเปราะบางอยู่แล้ว เมื่อเผชิญแรงกระทบเศรษฐกิจเพิ่มมีโอกาสเป็น NPL มากขึ้น

    ทั้งนี้ ไตรมาส 2 พบการไหลเป็นหนี้เสียโดยรวม หรือมีอัตราเสื่อมของคุณภาพหนี้ (Migration) รวม 1.1 แสนล้านบาท แบ่งเป็น New NPL หรือหนี้เสียใหม่ 5.2 หมื่นล้านบาท และ Re-entry NPL หรือหนี้ที่เคยผ่านการปรับโครงสร้างแล้วกลับมาเป็นหนี้เสียอีกอยู่ระดับใกล้เคียงกันที่ 5.2 หมื่นล้านบาท

    รวมทั้งทำให้ ธปท.ติดตามทั้งลูกหนี้ที่เพิ่งเข้าสู่สถานะหนี้เสียเป็นครั้งแรก และลูกหนี้ที่เคยได้รับการช่วยเหลือหรือปรับโครงสร้างหนี้มาแล้ว แต่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืนใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่ม New Entry ที่มีความสำคัญเพราะไม่เคยเป็น NPL

    แต่เมื่อรับแรงกระแทกจากภาวะเศรษฐกิจก็เปลี่ยนเป็นหนี้เสีย

    ทั้งนี้ กลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษยังเป็นธุรกิจที่มีความเปราะบางจากโครงสร้างต้นทุนและกำลังซื้อ ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง และโรงแรม รวมถึงธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรง

    “ลูกหนี้บางส่วนอ่อนแอสะสมตั้งแต่โควิด-19 และฟื้นตัวไม่เต็มที่ เมื่อเผชิญแรงกระทบเพิ่มจากเศรษฐกิจ ต้นทุน และความขัดแย้งในต่างประเทศ จึงมีโอกาสสะดุดในการชำระหนี้ได้ง่ายกว่ากลุ่มที่ฐานะการเงินแข็งแรง”

    หนี้รายใหญ่เพิ่ม แต่เป็นปัจจัยเฉพาะตัว

    สำหรับหนี้เสียในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ไตรมาส 2 พบเพิ่มขึ้น โดย NPL อยู่ที่ 1.40% เพิ่มจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่เพียง 1.34% ซึ่งการเพิ่มขึ้นของ NPL กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็น “ปัจจัยเฉพาะตัว” ของลูกหนี้แต่ละราย

    ธปท.มองว่าธุรกิจที่กลายเป็น NPL ในกลุ่มรายใหญ่ไม่สะท้อนธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งระบบมีปัญหา แต่เป็นกรณีบริษัทบางแห่งที่อ่อนแอสะสมมานาน เมื่อเผชิญแรงกระแทกทางเศรษฐกิจจึงไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ ดังนั้น ไม่มองสถานการณ์ดังกล่าวเป็นความเสี่ยงระดับน่ากังวล เนื่องจากธนาคารพาณิชย์รับรู้ความเสี่ยงและตั้งสำรองแล้ว

    “ลักษณะ NPL กลุ่มธุรกิจรายใหญ่ต่างจากกลุ่มลูกหนี้เปราะบาง โดยหนี้เสียรายใหญ่ที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยเฉพาะแต่ละบริษัท ขณะที่ลูกหนี้เอสเอ็มอีและรายย่อยต้องติดตามมิติความเปราะบางที่เกิดขึ้นวงกว้างกว่า”

    ด้านสินเชื่อธุรกิจโดยรวม พบความต้องการเงินทุนหมุนเวียนยังมี โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องรับมือต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบระดับสูง แม้ราคาบางส่วนเริ่มปรับลด โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัว 6.6%

    SME หดตัวต่อเนื่อง 16 ไตรมาส

    เหล่านี้สวนทางเอสเอ็มอี ที่สินเชื่อหดต่อเนื่องไตรมาสที่ 16 หรือ 4 ปี โดยไตรมาส 2 หดตัว 4.6% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุสำคัญมาจากกังวลความเสี่ยงเครดิต ทำให้ธนาคารพาณิชย์ระวังการปล่อยสินเชื่อขึ้น

    ซึ่งสะท้อนปัญหา 2 ด้าน คือ ความต้องการสินเชื่อเอสเอ็มอีบางกลุ่มไม่กลับมาเต็มที่ อีกด้านธนาคารประเมินความเสี่ยงลูกหนี้บางกลุ่มได้ยากจึงขยายสินเชื่อได้ไม่มาก
    ทั้งนี้เริ่มเห็นสัญญาณบางอย่างดีขึ้น โดยการคืนหนี้เอสเอ็มอีชะลอลง ขณะเดียวกันความต้องการใช้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ทั้งจากการใช้วงเงินเดิมและขอวงเงินใหม่ แต่ปริมาณการใช้วงเงินยังไม่มากพอชดเชยยอดการคืนหนี้ ทำให้ภาพรวมสินเชื่อเอสเอ็มอียังหดตัว

    สำหรับกลุ่มธุรกิจต้องจับตา ได้แก่ การก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัสดุและวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ชะลอจากกำลังซื้อฟื้นไม่เต็มที่ หรือภาคการค้าเผชิญการแข่งขันรุนแรง ขณะที่ธุรกิจโรงแรมบางส่วนยังเปราะบาง

    ขายหนี้-ตัดหนี้สูญ ช่วยกดตัวเลข NPL

    อีกกลไกหนึ่งที่ทำให้ตัวเลข NPL ในระบบไม่เร่งตัวขึ้นคือ การบริหารจัดการธนาคารพาณิชย์ที่ขายหนี้เสียต่อเนื่อง รวมถึงตัดหนี้สูญ โดยพอร์ตที่เห็นการขายหนี้ออกไปมาก ได้แก่ สินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่อที่อยู่อาศัย

    แต่มุม ธปท.การขายหนี้ไม่ทำให้ปัญหาลูกหนี้หายไป เพียงแต่เปลี่ยนผู้บริหารหนี้ ดังนั้นต้องมองทั้งระบบไม่เฉพาะ NPL ธนาคารพาณิชย์
    อีกเครื่องมือสำคัญที่ป้องกันลูกหนี้ไหลสู่ NPL คือการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกอยู่ที่ 4.9 แสนล้านบาท ขณะที่การปรับโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้ที่เป็น NPL แล้ว หรือ TDR อยู่ที่ 7.2 แสนล้านบาท

    ทั้งนี้ ธปท.เตรียมมาตรการเพิ่มไว้ล่วงหน้าเพื่อนำมาใช้หากสถานการณ์เลวร้ายกว่าที่ประเมิน โดยบางมาตรการต้องใช้เวลาเตรียมอย่างน้อย 3 เดือน โดยแนวคิดหนึ่งเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ให้ยืดหยุ่นขึ้น

    เช่น การลดค่างวดลงช่วงแรก 20% หรือการทำ Step-up ซึ่งให้ลูกหนี้ผ่อนระดับต่ำก่อน แล้วค่อยเพิ่มขึ้นตามความสามารถการชำระหนี้ที่คาดว่าฟื้นตัว

    “กสิกรไทย” ติดโผกลุ่มเสี่ยง
    Bloomberg Intelligence เปิดรายชื่อ “10 บริษัทในเอเชียแปซิฟิกที่ต้องจับตามอง” ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โดยมี “ธนาคารกสิกรไทย” เป็นบริษัทจากไทยรายเดียวในโผซึ่งติดกลุ่มมุมมองเชิงลบ ท่ามกลางแรงกดดันหนี้ครัวเรือน และลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอีที่เผชิญความยากลำบาก

    รายงานดังกล่าวต่อยอดจากซีรีส์บทความ “Companies to Watch” โดย Bloomberg Intelligence คัดเลือกบริษัทจากกลุ่ม Focus Ideas ที่นักวิเคราะห์เชื่อมั่นสูง พร้อมระบุปัจจัยสำคัญที่อาจมีผลต่อผลประกอบการช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้าทั้งทางบวกและลบ

    บลูมเบิร์ก อินเทลลิเจนซ์ ประเมิน “ธนาคารกสิกรไทย” ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่อันดับ 2 ของไทยว่า ปี 2026 อาจเป็นปีที่ยากลำบากกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้

    โดยให้มุมมองเชิงลบต่อบริษัท เนื่องจาก “หนี้ครัวเรือน” ที่อยู่ในระดับสูงและแรงกดดันต่อธุรกิจเอสเอ็มอีกำลังคุกคามการเติบโต และอาจทำให้ธนาคารต้องตั้งกันสำรองความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับหนี้เสีย

    ขณะเดียวกันการลดอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งของ ธปท.สร้างแรงกดดันต่อรายได้ดอกเบี้ยธนาคาร ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงและการส่งออกที่รับผลกระทบมาตรการภาษียังเป็นปัจจัยลบเพิ่มต่อเศรษฐกิจและคุณภาพสินเชื่อ

    โดยต้องจับตาผลกระทบมาตรการภาษีสหรัฐต่อไทย และหากสหรัฐขึ้นภาษีเพิ่มเติม อาจเพิ่มความตึงตัวทางการเงินให้ผู้กู้ และทำให้ต้นทุนธนาคารยังอยู่ระดับสูง

    โดย วิชชุลดา ภักดีสุวรรณ
    FB_IMG_1787150721137.jpg FB_IMG_1787150723570.jpg FB_IMG_1787150725630.jpg
    Source: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
    https://www.bangkokbiznews.com/finance/1248015

    เอกสารการแถลงข่าว ธปท. : https://www.bot.or.th/content/dam/bot/documents/th/news-and-media/news/2026/news-20260818.pdf

    https://www.facebook.com/share/p/1R2x9E5tpz/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,972
    ค่าพลัง:
    +97,153
    (Aug 19) ราคาน้ำมันดิบขึ้นต่อเนื่องวันที่ 4 สหรัฐ-อิหร่านยังคุมเชิงกัน: ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นวันที่สี่ติดต่อกัน โดยไม่มีสัญญาณของความคืบหน้าไปสู่การยุติสงครามอิหร่าน สหรัฐ หลังจากความขัดแย้งดำเนินมานานเกือบหกเดือน

    บลูมเบิร์ก รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่สี่ ท่ามกลางการไม่มีความคืบหน้าในการคลี่คลายสงครามระหว่างสหรัฐ กับอิหร่าน แม้ความขัดแย้งจะดำเนินมานานเกือบหกเดือนแล้ว

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปรับขึ้นเหนือ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเช้าวันพุธ (19 ส.ค. 69) หลังจากเพิ่มขึ้นรวม 4.5% ตลอดสามเซสชันก่อนหน้า ขณะที่เบรนท์ปิดเหนือระดับ 91 ดอลลาร์ ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันเมื่อวันอังคารว่าในตอนนี้ ไม่มีการเจรจาใด ๆ กับเตหะรานเกิดขึ้น

    ช่องแคบฮอร์มุซยังปิด

    การเผชิญหน้ากันอย่างต่อเนื่องทำให้สถานะของช่องแคบฮอร์มุซไม่ชัดเจน โดยเตหะรานและวอชิงตันยังเห็นต่างกันในเรื่องแนวทางการบริหารจัดการ และมีเรือสินค้าเดินผ่านน้อยมากในเส้นทางเดินเรือสายสำคัญที่เชื่อมผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียเข้ากับตลาดโลกแห่งนี้

    ในฝั่งสหรัฐ มีสัญญาณใหม่ของปริมาณสำรองน้ำมันที่ลดลง สถาบันปิโตรเลียมแห่งอเมริกา (American Petroleum Institute-API) รายงานว่า ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังทั่วประเทศลดลงเล็กน้อย รวมถึงที่ศูนย์ซื้อขายหลักที่เมืองคุชชิง รัฐโอคลาโฮมา คลังน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงน้ำมันดีเซล ก็ถูกคาดว่าจะลดลงเช่นกัน โดยตัวเลขทางการจะประกาศในวันพุธ

    ราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้นอย่างมากตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มปะทุเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งได้เพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนก็มีส่วนทำให้ตลาดพลังงานตึงตัวมากขึ้นจากการโจมตีโรงกลั่น ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมัน โดยเฉพาะดีเซล ปรับขึ้นแรงกว่าราคาน้ำมันดิบเสียอีก

    อัปเดตราคาช่วงเช้าวันพุธ ( 19 ส.ค. 69)

    WTI ส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 0.6% อยู่ที่ 85.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 6:01 น. ตามเวลาสิงคโปร์

    เบรนท์ส่งมอบเดือนตุลาคม ปิดเพิ่มขึ้น 0.2% อยู่ที่ 91.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันอังคารราคาน้ำมันดิบขึ้นต่อเนื่องวันที่ 4 สหรัฐ-อิหร่านยังคุมเชิงกัน
    Source - กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
    Wednesday, August 19, 2026 06:33
    ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นวันที่สี่ติดต่อกัน โดยไม่มีสัญญาณของความคืบหน้าไปสู่การยุติสงครามอิหร่าน สหรัฐ หลังจากความขัดแย้งดำเนินมานานเกือบหกเดือน

    บลูมเบิร์ก รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่สี่ ท่ามกลางการไม่มีความคืบหน้าในการคลี่คลายสงครามระหว่างสหรัฐ กับอิหร่าน แม้ความขัดแย้งจะดำเนินมานานเกือบหกเดือนแล้ว

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปรับขึ้นเหนือ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเช้าวันพุธ (19 ส.ค. 69) หลังจากเพิ่มขึ้นรวม 4.5% ตลอดสามเซสชันก่อนหน้า ขณะที่เบรนท์ปิดเหนือระดับ 91 ดอลลาร์ ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันเมื่อวันอังคารว่าในตอนนี้ ไม่มีการเจรจาใด ๆ กับเตหะรานเกิดขึ้น

    ช่องแคบฮอร์มุซยังปิด

    การเผชิญหน้ากันอย่างต่อเนื่องทำให้สถานะของช่องแคบฮอร์มุซไม่ชัดเจน โดยเตหะรานและวอชิงตันยังเห็นต่างกันในเรื่องแนวทางการบริหารจัดการ และมีเรือสินค้าเดินผ่านน้อยมากในเส้นทางเดินเรือสายสำคัญที่เชื่อมผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียเข้ากับตลาดโลกแห่งนี้

    ในฝั่งสหรัฐ มีสัญญาณใหม่ของปริมาณสำรองน้ำมันที่ลดลง สถาบันปิโตรเลียมแห่งอเมริกา (American Petroleum Institute-API) รายงานว่า ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังทั่วประเทศลดลงเล็กน้อย รวมถึงที่ศูนย์ซื้อขายหลักที่เมืองคุชชิง รัฐโอคลาโฮมา คลังน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงน้ำมันดีเซล ก็ถูกคาดว่าจะลดลงเช่นกัน โดยตัวเลขทางการจะประกาศในวันพุธ

    ราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้นอย่างมากตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มปะทุเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งได้เพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนก็มีส่วนทำให้ตลาดพลังงานตึงตัวมากขึ้นจากการโจมตีโรงกลั่น ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมัน โดยเฉพาะดีเซล ปรับขึ้นแรงกว่าราคาน้ำมันดิบเสียอีก

    อัปเดตราคาช่วงเช้าวันพุธ ( 19 ส.ค. 69)

    WTI ส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 0.6% อยู่ที่ 85.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 6:01 น. ตามเวลาสิงคโปร์

    เบรนท์ส่งมอบเดือนตุลาคม ปิดเพิ่มขึ้น 0.2% อยู่ที่ 91.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันอังคาร

    Source - กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
    https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1248013

    เพิ่มเติม
    - EIA raises crude oil price forecasts as Middle East supply risks tighten outlook : https://investinglive.com/news/eia-...-as-middle-east-supply-risks-tighten-outlook/

    https://www.facebook.com/share/p/17kUkmhj1s/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,972
    ค่าพลัง:
    +97,153
    คนกู้ไม่ถอย ---- คนบริจากไม่ท้อ...แต่ถอย
    บิล มอร์ส ประธานกองทุนบรรเทาภัยจากทุ่นระเบิด ประกาศ "ท้อหนักถึงเขมร" กล่าวว่า "เราไม่มีผู้บริจาคเหลือแล้ว"
    .
    จากข้อมูลของหน่วยงานปฏิบัติการด้านการกำจัดทุ่นระเบิดและการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในกัมพูชา ระบุว่า ระหว่างปี 1992 ถึง 2025 มีการค้นพบทุ่นระเบิดประมาณ 1.2 ล้านลูก และวัตถุระเบิดอื่นๆ ที่เหลือจากสงครามอีก 3.2 ล้านชิ้นในกัมพูชา
    เมื่อปีที่แล้ว ประเทศนี้ยังมีพื้นที่ที่ยังไม่ได้บุกเบิกอีก 1,749 ตารางกิโลเมตร (675 ตารางไมล์)
    .
    บิล มอร์ส ประธานกองทุนบรรเทาภัยจากทุ่นระเบิด ซึ่งสนับสนุนโครงการกำจัดทุ่นระเบิดด้วยตนเองของกัมพูชา กล่าวว่า อาจยังมีอาวุธอีกหลายพันหรือหลายล้านชิ้นที่ยังคงหลงเหลืออยู่
    .
    กลุ่มดังกล่าวอาจต้องยุติการทำงานภายในเดือนกันยายน เนื่องจากเงินบริจาคลดลงอย่างมาก มอร์สกล่าวว่า "เราไม่มีผู้บริจาคเหลือแล้ว"
    .
    เขายังย้ำว่า.....“ถ้าประชาชนต้องการถอนเงินออกไป นั่นก็เป็นเรื่องที่พวกเขาต้องตัดสินใจเอง” เขากล่าว “แต่เมื่อพวกเขาทำเช่นนั้น ผู้คนก็จะเสียชีวิตที่นี่”

    ✅เพจหลัก https://www.facebook.com/beemnews
    ✅สำรอง https://www.facebook.com/beemnews.sub
    ✅ยูทูปเผื่อเฟสหายไป https://www.youtube.com/@beemnew

    #beemnews
    #Scambodia
    #ไทยไม่ใช่ผู้รุกราน
    https://www.facebook.com/share/14jymMh5N9S/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,972
    ค่าพลัง:
    +97,153
    งงมั้ย.. ขอกู้เอง และปล่อยกู้ให้ตัวเอง! รัฐบาลอเมริกาซื้อพันธบัตรตัวเอง 4พันล้านดอลลาร์ กู้วิกฤติ ซื้อกลับเพื่อต้านแรงเทขาย⚠️


    เหตุผล คงไม่ต้องบอกละนะครับ เขียนไปหลายโพสต์ละ พักนี้พันธบัตรระยะยาวของอเมริการะส่ำหนัก โดยเฉพาะอายุ 30 ปีนี่กำลังร่อแร่ ซึ่งนี่ไม่เหมือนเฟด (แบงก์ชาติ) ซื้อนะครับ แต่กระทรวงการคลังซื้อเองเลย (กระทรวงการคลังผู้ออกพันธบัตร) ซึ่งปกติมันมี buyback อยู่แล้วเพื่อบาลานซ์ตลาด (ก็คล้ายๆ บริษัทผู้ออกหุ้นก็ซื้อหุ้นตัวเองคืน ยังไงยังงั้น) นี่ก็คอนเซ็ปต์เดียวกัน
    นั่นกระตุ้นให้หุ้นขึ้น นี่ก็หวังให้พันธบัตรราคาขึ้น (ซึ่งคือ yield ลดลงน่ะเอง)
    เป็นกลไกปกติที่มีอยู่แล้ว เหมือนๆ ตลาดหุ้น แต่ตอนนี้ “คูณสอง” จ้า เยอะเป็นพิเศษ จาก 2 ก็เบิ้ลเป็น 4 พันล้านดอลลาร์เลย เพื่อกู้วิกฤติ
    https://www.cnbc.com/2026/08/19/tre...or-longer-term-debt-sending-yields-lower.html

    ก็สืบเนื่องจากเรื่องราวนี้ครับ

    ไม่จบ‼️พันธบัตรอเมริกาสถิติบัดซบสุดในรอบ 2 ทศวรรษอีกแล้วโดนเทขายกระหน่ำไม่ยั้งหยุด⚠️ไม่รู้จะสุดที่ตรงไหน
    ล่าสุด yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอายุ 30 ปีกระฉูดแตกขึ้นไป 5.315% เลวร้ายสุดตั้งแต่ปี 2007 (อีกแล้ว)
    ***bond : พันธบัตร/หุ้นกู้ ยิ่ง yield สูง ยิ่งราคาตก แปลว่า bond นั้นยิ่งไม่ดี

    สถานะของรัฐบาลไม่ได้เลิศเลอนัก
    "เสถียรภาพ" แกว่งไกว โคลงเคลง ง่อนแง่น
    คนผวา หนี้เยอะ และไหนจะต้องควักทุ่มให้สงครามอีก ... บาน

    ทั้งนี้ เดิมรัฐบาลเคยประเมินว่าปีนี้จะขาดดุลงบประมาณเฉียด 2 ล้านล้านดอลลาร์ (ประเมินไว้ก่อนเกิดสงครามกับอิหร่าน ซึ่งมาถึงตอนนี้ก็น่าจะบานปลายไปกว่านั้นมโหฬารแล้ว) และปักไว้ว่าอีกสิบปีข้างหน้างบประมาณจะทะลุ 3 ล้านล้านดอลลาร์
    ก็ ...

    ถูกซ้ำเติมจากความตื่นตระหนกต่อ "เงินเฟ้อ" อีก (ผลกระทบจากสงคราม) ก็ยิ่งไปกันใหญ่
    ไอ้สถิติบรรลัยสุดในรอบ 2 ทศวรรษนี่เพิ่งเขียนไปตอนสิ้นเดือน ก.ค. เองนะครับท่าน จากนั้นก็พักก็ผ่อนมาหน่อย กระทั่งล่าสุดก็บรรลัยอีกแล้วจ้า ฟาดสถิติใหม่‼️

    วาณิชธนกิจชื่อก้อง Barclays ชี้ว่ายังมิสุดสิ้น ยังไถลไปได้อีก แรงเทขายยังระห่ำต่อได้อีก
    เว้นแต่จะมีอะไรดีขึ้นมาผิดหูผิดตา ซึ่งก็ไม่น่า

    ที่หวาดๆ ก็คือ "โดมิโน"
    เกรงมันจะลากๆ กันไปน่ะสิ
    ปัจจุบันพันธบัตรอายุ 30 ปีของญี่ปุ่นก็เสียว เพราะเพิ่งจะทำสถิติจัญไรสุดเป็นประวัติการณ์ (เพิ่งทำไว้เมื่อ พ.ค. นี่เอง) และเวลานี้ yield มันก็ดีดกลับมาใกล้ๆ สถิตินั้นแล้ว อีกติ๊ดเดียวก็จะทำลาย!
    (สถิติสูงสุด 4.155% ; และนาทีนี้ 4.123%)

    เยอรมันเองก็น่าหวั่นมิแพ้กัน ล่าสุด yield เสยขึ้นไปทำสถิติย่ำแย่สุดตั้งแต่ปี 2011
    (3.745%)

    ไม่ดีเอาซะเลย

    อนาคตที่วูบไหว



    tps://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1425297922795913&id=100059471564207&mibextid=wwXIfr

    https://www.facebook.com/share/1dHmS5Kh9D/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,972
    ค่าพลัง:
    +97,153
    พันธบัตรจีน-อเมริกาฉีกกันสุดขั้ว! จ่อถ่างสุดในประวัติศาสตร์! อเมริกาบัดซบหนัก ขณะที่จีน "ดีเกินไป" ซึ่งนั่นก็มิใช่สิ่งพึงประสงค์! บัดนี้เท่ากับว่าตลาดพันธบัตรของสองชาติอภิมหาอำนาจของโลกกำลังประสบ "ปัญหา" (คนละอย่าง)⚠️⚠️⚠️

    คงไม่ร่ายซ้ำแล้วนะครับท่าน เรื่องพันธบัตรอายุ 30 ปีของรัฐบาลอเมริกา ที่กำลังอัปรีย์สุดในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ
    yield กำลังโด่เด่บรรลัย
    *bond : พันธบัตร/หุ้นกู้ ยิ่ง yield สูง ยิ่งราคาตก เท่ากับ bond นั้นยิ่งไม่ดี)
    (ยังไงก็ตาม ตอนนี้ yield ผ่อนลงมาหน่อยแล้ว จากระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี)

    "ปัญหา" คือ แรงเทขายมันหนักหนา เพราะหวาดผวาเสถียรภาพทางการคลังของรัฐบาลอเมริกา(ในระยะยาว) ท่ามกลางความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อ(ค่อนปัจจุบัน)ด้วย
    ทำให้ demand ของ bond ย่ำแย่

    กับจีนก็ต่างออกไป
    เพราะ demand ถาโถมเข้าสู่ตลาดพันธบัตรอย่างยอดเยี่ยม
    ซึ่งรัฐบาลจีนก็วิตกกังวลและไม่ปรารถนาให้เป็นเยี่ยงนี้!!! ทำไม?

    ตอนนี้ พันธบัตรอายุ 30 ปีของจีน yield อยู่ที่ 2.15%
    ก็ต่ำสุดในรอบเกือบๆ ปี
    แต่ถ้าพิศดู คือมันใกล้เหลือเกิน ใกล้จะแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ (1.81%)
    *ย้ำอีกที bond นั้น ยิ่ง yield ต่ำยิ่งดี

    และเมื่อเทียบกัน ดู yield spread จะพบว่า yield จีนต่ำกว่าอเมริกาถึง 3.14%
    นี่มันถ่างจัดๆ เกือบๆ จะเสยระดับถ่างสุดเป็นประวัติการณ์ (3.20%)
    อีกนิด!!!!!

    เคยเขียนยาวๆ และเขียนอยู่เนืองๆ
    ตอนนี้จีนเผชิญปัญหาเงินหนืดๆ (ต่อให้ช่วงที่ไม่ฝืด ก็หนืด)
    การจับจ่ายใช้สอยมันเต็มไปด้วยแรงเสียดทาน ปราศจากความลื่น
    (ตอนนี้ ดูดัชนี CPI และ PPI ไม่ได้ เพราะภาวะข้าวยากหมากแพงช่วงสงครามทำให้ผิดเพี้ยน ; ที่มันขึ้นเพราะ supply ถูกกระทบจากสงคราม แต่ demand จากผู้บริโภคมิใช่กระเตื้องขึ้นเลย)

    คนออม
    ไม่ซื้อของ ไม่ลงทุนค้าขาย (หุ้น ... นี่ยังดีหน่อย หลังๆ ยังพอจะซื้อ)
    การที่คนไม่ใช้เงิน แล้วไปเข้าพันธบัตรเพื่อออม แบบนี้มากๆ เข้ายิ่งแย่ แย่ต่อเศรษฐกิจของจีน (ที่ตอนนี้ก็หนืดจนขยับยากอยู่แล้ว)

    ภาพแบบนี้ที่ yield spread ฉีกๆ จึงถือว่าแย่ "ทั้งสองทาง"
    แย่สำหรับอเมริกา ที่คนกำลังหลอนกับการขาดดุลงบประมาณมโหฬารที่บานตะไท บานปลาย บานยาว --- ทำให้ yield สูงจนน่ากลัว
    และกับจีนเองก็แย่ เพราะยิ่งพันธบัตรดี (yield ต่ำ) ก็ยิ่งแปลว่าคนจะยิ่งหยอดเงินเข้ากระปุก ไม่ใช้จ่าย

    ภาพนี้สะท้อนความน่าหนักใจสำหรับชาวโลก (ซึ่งแน่นอนว่าต้องพึ่งสองเศรษฐกิจหลักของโลก)

    แรงขับเคลื่อนมันไม่มี ไม่ดี

    FB_IMG_1787181911601.jpg

    ขาวจีน น้ำเงินอเมริกา
    yield พันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี
    ส่วนส้ม ก็ yield spread จับมาลบกัน ซึ่งความจริง ตามหลักแล้ว bond จีน yield ควรจะต้องสูงกว่าอเมริกา (สีส้มควรติดลบ) แต่ว่ามันก็กลายเป็นกลับจากท่านั้นมาหลายปีแล้ว แล้วก็ลึกขึ้นๆ

    https://www.facebook.com/share/p/1Et5XqabVx/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,972
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หนึ่งในเหตุผลที่ “ค่ายรถญี่ปุ่น” อยากย้ายฐานผลิตจากไทยไปอินโด
    อาจเป็นเพราะอินโดมีฐานผลิตแบตเตอรี่ของ CATL แบตจีนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ไทยยังดึงมาตั้งฐานในประเทศไม่ได้หนึ่งในเหตุผลที่ “ค่ายรถญี่ปุ่น” อยากย้ายฐานผลิตจากไทยไปอินโด
    อาจเป็นเพราะอินโดมีฐานผลิตแบตเตอรี่ของ CATL แบตจีนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ไทยยังดึงมาตั้งฐานในประเทศไม่ได้


    หนึ่งในเหตุผลที่ “ค่ายรถญี่ปุ่น” เริ่มมองอินโดนีเซียมากขึ้น อาจอยู่ที่สิ่งที่ไทยยังไม่มี…

    นั่นคือฐานการผลิตแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ของ CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV รายใหญ่ที่สุดของโลก

    อินโดนีเซียไม่ได้ดึง CATL เข้าไปแค่สร้างโรงงาน แต่กำลังสร้าง Battery Ecosystem ตั้งแต่นิกเกิล วัตถุดิบ เซลล์แบตเตอรี่ ไปจนถึงการประกอบรถ EV

    นี่จึงอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้อินโดนีเซียมีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับค่ายรถยนต์ที่กำลังวางฐานการผลิตสำหรับยุค EV

    ในขณะที่ไทย แม้จะเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียนมานานหลายสิบปี แต่จนถึงวันนี้ เรายังไม่สามารถดึง CATL เข้ามาตั้งฐานผลิต Cell แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ในประเทศได้

    การแข่งขันรอบใหม่จึงอาจไม่ใช่แค่เรื่องว่า

    “ใครผลิตรถได้มากกว่า”

    แต่อาจกลายเป็นว่า

    “ใครดึงโรงงานแบตเตอรี่ได้ก่อน
    คนนั้นอาจดึงโรงงานรถยนต์ตามมา”

    และนี่คือเกมที่ไทยกำลังถูกอินโดนีเซียท้าทายอย่างหนัก

    https://www.facebook.com/share/19AftmhMuX/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,972
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หุ้น Moderna พุ่ง 150% หลังผลทดลองยามะเร็ง mRNA เฉพาะบุคคลประสบความสำเร็จใน Phase 3

    หุ้น Moderna พุ่งขึ้นสูงสุดมากกว่า 150% ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์ก หลังบริษัทและ Merck ได้รายงานผลเบื้องต้นเชิงบวกจากการทดลองระยะที่ 3 ของยามะเร็งชนิด mRNA ซึ่งออกแบบเฉพาะสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ส่งผลให้มูลค่าตลาดของ Moderna เพิ่มขึ้นแตะประมาณ 55,000 ล้านดอลลาร์ระหว่างวัน

    Moderna และ Merck เปิดเผยว่า การทดลอง INTerpath-001 ของยา intismeran autogene หรือ V940 ซึ่งใช้ร่วมกับยาภูมิคุ้มกันบำบัด Keytruda หรือ pembrolizumab สามารถบรรลุทั้งเป้าหมายหลักและเป้าหมายรองที่สำคัญของการทดลองได้

    ผลการวิเคราะห์ระหว่างทางพบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับยาทั้งสองชนิดร่วมกันมีระยะเวลาปลอดการกลับเป็นซ้ำของโรค หรือ Recurrence-Free Survival และระยะเวลาปลอดการแพร่กระจายไปยังอวัยวะที่อยู่ห่างออกไป หรือ Distant Metastasis-Free Survival ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและมีความหมายทางคลินิก เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับ Keytruda เพียงอย่างเดียว

    บริษัทระบุว่า นี่เป็นผลบวกระยะที่ 3 ครั้งแรกของการรักษาแบบ Individualized Neoantigen Therapy และเป็นผลบวกระยะที่ 3 ครั้งแรกของการรักษามะเร็งด้วยเทคโนโลยี mRNA ประกาศของ Merck และ Moderna⁠

    การทดลองนี้มีผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาความเสี่ยงสูง ระยะ IIB ถึง IV จำนวน 1,137 ราย ซึ่งผ่านการผ่าตัดนำเนื้องอกออกทั้งหมดแล้ว ผู้เข้าร่วมถูกแบ่งในอัตรา 2 ต่อ 1 เพื่อรับ intismeran ร่วมกับ Keytruda หรือรับ Keytruda เพียงอย่างเดียว

    Intismeran ถูกออกแบบจากตัวอย่างเนื้องอกของผู้ป่วยแต่ละราย โดยวิเคราะห์รูปแบบการกลายพันธุ์เฉพาะของมะเร็ง ก่อนสร้าง mRNA ที่เข้ารหัส neoantigen ได้สูงสุด 34 ชนิด เพื่อกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันจดจำและตอบสนองต่อเซลล์มะเร็งที่มีลักษณะเฉพาะของผู้ป่วยรายนั้น

    ด้านความปลอดภัย Moderna และ Merck ระบุว่า ผลการทดลองสอดคล้องกับข้อมูลจากการศึกษาก่อนหน้า และไม่พบสัญญาณด้านความปลอดภัยใหม่ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขประสิทธิผลโดยละเอียดจากการทดลองระยะที่ 3 และการศึกษาจะดำเนินต่อไปเพื่อประเมินเป้าหมายอื่น รวมถึงอัตราการรอดชีวิตโดยรวม

    ผลล่าสุดต่อยอดจากการทดลองระยะที่ 2b ซึ่งติดตามผู้ป่วยเป็นเวลา 5 ปี และพบว่า การใช้ intismeran ร่วมกับ Keytruda ลดความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำหรือเสียชีวิตลง 49% และลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นหรือเสียชีวิตลง 59% เมื่อเทียบกับ Keytruda เพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลจากระยะที่ 2b ไม่ใช่ผลการทดลองระยะที่ 3 ที่ประกาศล่าสุด

    ผลการทดลองมีนัยสำคัญต่อ Moderna ซึ่งกำลังขยายการใช้เทคโนโลยี mRNA จากตลาดวัคซีนโรคติดเชื้อเข้าสู่ธุรกิจมะเร็งวิทยา ปัจจุบัน Moderna และ Merck มีการทดลองระยะที่ 2 และ 3 รวม 9 โครงการ ครอบคลุมมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และมะเร็งไต

    โดยทั้งสองบริษัทเตรียมนำเสนอข้อมูลฉบับเต็มในการประชุมทางการแพทย์ระดับนานาชาติ และหารือกับหน่วยงานกำกับดูแลเกี่ยวกับการยื่นขออนุมัติในขั้นต่อไป

    อย่างไรก็ตาม ผลบวกจากการทดลองระยะที่ 3 ยังไม่ถือเป็นการอนุมัติให้ใช้ยาในเชิงพาณิชย์ และนักลงทุนยังต้องติดตามรายละเอียดด้านประสิทธิผล ความปลอดภัย อัตราการรอดชีวิตโดยรวม ตลอดจนผลการพิจารณาของหน่วยงานกำกับต่อไป

    https://www.facebook.com/share/p/19PanujPf3/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,972
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วน! 20 ส.ค.ปธน.ทรัมป์ประกาศดีเดย์สงครามเศรษฐกิจกับอิหร่าน พร้อมปฏิบัติการโดดเดี่ยวและบดขยี้ทางเศรษฐกิจที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับประเทศใดๆ ประกาศประเทศใดก็ตามช่วยเหลืออิหร่าน จะโดนมาตรการรุนแรงนี้ด้วย BTimes

    https://www.facebook.com/share/1FE3Ajymjx/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,972
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เจ้าพ่อแมโครเตือนดอลลาร์เป็น "หลุมหลบภัยกำจัดจุดอ่อน" – ชี้หยวนจีนคือเป้าหมายถัดไป แต่ติดล็อกที่กฎเหล็กปักกิ่ง!

    จิม โรเจอร์ส (Jim Rogers) นักลงทุนระดับตำนานวัย 83 ปี อดีตหุ้นส่วนของจอร์จ โซรอส ออกมาเขย่าขวัญนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้งในงานสัมมนาที่ฮ่องกง โดยเตือนว่าวิกฤติตลาดหุ้นรอบใหม่กำลังก่อตัว และอาจเป็น "ครั้งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต" ของผู้คนในยุคนี้ พร้อมกางตำราบริหารเงินสดที่ทำเอาฝั่งวอชิงตันต้องสะกึด: เงินดอลลาร์สหรัฐกำลังกลายเป็นสินทรัพย์ที่มูลค่าสูงเกินจริง (Overvalued) จากการเป็นเพียง "หลุมหลบภัยในความคิด" ของผู้คน ไม่ใช่เพราะปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งแต่อย่างใด!

    1. ดอลลาร์คือ "ตระหนี่หนี้" – หยวนคือเป้าหมาย แต่จีนยังไม่เปิดประตู

    โรเจอร์สเปิดเผยยุทธศาสตร์ของเขาในขณะที่เตรียมเทขายหุ้นบางส่วนเพื่อถือเงินสด ท่ามกลางภาวะตลาดที่พุ่งทะยานยาวนานจนผิดปกติ:

    -สหรัฐฯ คือลูกหนี้รายใหญ่ที่สุดในโลก: โรเจอร์สย้ำเตือนซ้ำๆ ว่า #สหรัฐฯกำลังจมกองหนี้สาธารณะ มหาศาลที่แตะระดับเกือบ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ดอลลาร์ไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดภัยที่แท้จริงอีกต่อไป แต่เขายังต้องถือดอลลาร์ไว้เพียงเพราะ พฤติกรรมตลาด ที่ตื่นตระหนกมักจะวิ่งเข้าหาดอลลาร์เป็นลำดับแรก

    -ทฤษฎีชี้ไปที่ "#เงินหยวน": หากถามว่าเงินสดสกุลไหนควรจะเป็นที่พักเงินถัดไป โรเจอร์สตอบชัดเจนว่า "ตามทฤษฎีแล้ว มันควรจะเป็นเงินหยวนจีน" ทว่า ข้อจำกัดร้ายแรงในปัจจุบันคือ เงินหยวนยัง "ไม่เปิดให้แลกเปลี่ยนได้อย่างเสรีเต็มรูปแบบ" (Lack of Full Convertibility)

    -กดดันปักกิ่งต้องปลดล็อก: เขามองว่าด้วยขนาดและสเกลทางเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบัน จะส่งผลให้เกิด "แรงกดดันมหาศาล" ต่อระบบการเงินจีน จนในที่สุดปักกิ่งจะไม่มีทางเลือกนอกจากต้องปล่อยให้เงินหยวนแลกเปลี่ยนได้อย่างเสรีในอนาคต

    2. ถอดพอร์ต "จิม โรเจอร์ส": ทิ้งหุ้นอเมริกา เก็บอุซเบกิสถาน รอดูจังหวะช้อนจีน

    แม้ดัชนีดอลลาร์จะร่วงลงมาแล้วอย่างน้อย 8% ตั้งแต่ต้นปี 2025 (ขณะที่เงินหยวนแข็งค่าขึ้นราว 4% เมื่อเทียบกับดอลลาร์) แต่การขยับพอร์ตของโรเจอร์สนั้นสะท้อนความเฉียบขาดระดับจอมเก๋า:

    -เตรียมขายหุ้นจีนทำกำไร: เขาแง้มว่าอาจจะขายหุ้นจีนที่ถือไว้ออกมา "ในเร็วๆ นี้" เนื่องจากราคาปรับตัวสูงขึ้นมามากในช่วงที่ผ่านมา แต่ยืนยันว่ายังคงเชื่อมั่นในอนาคตระยะยาวของจีนชนิดเต็มร้อย พร้อมกับย้ำกับผู้ฟังในงานหลายครั้งว่า "จงบอกลูกหลานของคุณให้เรียนภาษาจีน" เพราะจีนจะกลับขึ้นมาเป็นผู้นำโลกอีกครั้งอย่างแน่นอน

    -พอร์ตที่เหลืออยู่: หลังจากโรเจอร์สเทขายหุ้นสหรัฐฯ ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว พอร์ตของเขาเหลือเพียงหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และโครงสร้างพื้นฐานในจีน รวมถึงการลงทุนใน อุซเบกิสถาน (ซึ่งเขายืนยันว่าจะไม่ขาย เพราะเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และทรัพยากรมนุษย์มีคุณภาพ)

    3. คำเตือนถึงฮ่องกง: เมื่ออเมริกา "ล้ม" เกาะฮ่องกงจะ "เจ็บหนัก"

    โรเจอร์สส่งสัญญาณเตือนเป็นพิเศษถึงตลาดหุ้นฮ่องกง — พื้นที่ที่เขารักและเลือกลงทุนมาหลายทศวรรษ — ว่าหากสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะ Bear Market หรือเกิดการดิ่งลงของตลาดหุ้นรอบใหญ่ ฮ่องกงจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงตามไปด้วย

    "แค่อยู่บนความระมัดระวังและเตรียมพร้อมไว้" โรเจอร์สทิ้งท้ายไว้ให้คิด "เพราะผู้คนสามารถรอดพ้นจากช่วงเวลาที่เลวร้ายได้ แต่ปัญหาวิกฤตตลาดการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในครั้งหน้านี้ มันน่าจะเป็นครั้งที่แย่ที่สุดในช่วงชีวิตของคุณ"

    #ChinaFocus #พ่อมดการเงิน #ตลาดหุ้นจีน #ตลาดหุ้นฮ่องกง

    Ref.: SCMP

    https://www.facebook.com/share/1BZRUiBsGU/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,972
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สงคราม AI แนวรบใหม่: สหรัฐฯ ทุ่มทุนแลก AGI vs จีนเปิดทางเลือกใหม่สู้ ‘พอใช้แต่ทั่วถึง’... เกมมหาอำนาจที่พลังงานและวิกฤตสังคมกลายเป็นตัวแปร

    ศึกเทคโนโลยีระดับสูงระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนกำลังก้าวเข้าสู่ "ทางแยกที่มีความเสี่ยงสูง" บทวิเคราะห์จาก BBC และมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ชี้นัยว่า ทั้งสองประเทศกำลังเดินบนเส้นทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยมีเป้าหมาย ตัวแปร และข้อจำกัดคนละด้านอย่างเห็นได้ชัด

    1. โมเดลการพัฒนา: "หมัดหนักทุนหนา" vs "ต้นทุนต่ำเน้นใช้จริง"

    -ฝ่ายสหรัฐฯ (AGI Supremacy): พึ่งพายักษ์ใหญ่เทคโนโลยีที่ทุ่มเงินทุนและพลังคำนวณ (Compute) มหาศาล โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการบรรลุ AGI (Artificial General Intelligence) เพื่อทิ้งห่างจีนและสถาปนาอำนาจนำเด็ดขาด

    -ฝ่ายจีน (Low-Cost Collaboration): เลิกวิ่งตามการสร้าง AI ซูเปอร์แมน แต่เน้นทางเลือกใหม่สู้ สร้างโมเดล "ดีพอและราคาถูก" เพื่อกระจายเข้าสู่ภาคผลิต ผลักดันเศรษฐกิจจริง และสร้างพันธมิตรทั่วโลก ยอมรับช่องว่างเทคโนโลยีที่แคบลงเรื่อยๆ จาก 2 ปีเหลือเพียง 4–9 เดือน

    2. จุดแข็ง-จุดอ่อนที่ชนกันตรงๆ

    -มิติด้านงบลงทุน & ชิป: #สหรัฐฯ ได้เปรียบจากการทุ่มงบกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ (เทียบกับจีนที่ราว 90,000 ล้านดอลลาร์) พร้อมการคุมชิปตัวท็อปของ Nvidia ในขณะที่จีนเสียเปรียบเพราะโดนบีบการเข้าถึงชิป แต่แก้เกมด้วยการพัฒนาฮาร์ดแวร์ในประเทศที่ "พอใช้ได้" เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมต่อ

    -มิติด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน: สหรัฐฯ กำลังเสียเปรียบจาก #โครงข่ายไฟฟ้า ที่เก่าและไม่เพียงพอ ในขณะที่จีนได้เปรียบเพราะผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าถึง 2.5 เท่า แถมมีระบบไฟฟ้า #พลังงานสะอาด (นิวเคลียร์, โซลาร์, ลม) พร้อมรองรับ Data Center ขนาดใหญ่

    -มิติด้านแรงต้านทางสังคม: สหรัฐฯ เจอแรงต้านจากประชาชนที่ไม่ต้องการให้สร้าง #DataCenter ในชุมชน (เช่น คดีพิพาทใน Kentucky) แถมคนส่วนใหญ่เริ่มมอง AI เป็นลบ ต่างจากจีนที่มีอัตราการตอบรับนวัตกรรมสูง เช่น การเข้าถึงรถ EV และพลังงานใหม่ที่ทะลุ 50–60% ไปแล้ว

    บทเรียนจากพลังงานสะอาด: เช่นเดียวกับมหากาพย์ EV และพลังงานใหม่ที่สหรัฐฯ เคยเริ่มต้นไว้ แต่จีนนำไปขยายผลและครองตลาดได้เกือบทั้งหมด AI กำลังเข้าสู่สมการเดียวกันเมื่อ "เวลาเริ่มย้ายมาอยู่ฝั่งจีน" ผ่านปัจจัยหนุนด้านพลังงาน

    3. ฉากทัศน์อนาคต: จากการแข่งขัน สู่ความเสี่ยงระดับโลก

    -สายสุขนิยม (Optimistic): การพึ่งพาอาศัยกันทางเศรษฐกิจทำให้โลกไม่แบ่งแยกสิ้นเชิง เกิดรูปแบบ "Hybrid AI" ที่ประเทศต่างๆ เลือกใช้โมเดลผสมผสานระหว่างสหรัฐฯ และจีน ตามความเหมาะสมด้านราคาและฟังก์ชัน

    -สายหดหู่ (Pessimistic): หากโมเดลจีนเริ่มแซงหน้า สหรัฐฯ จะยิ่งเพิ่มมาตรการปิดล้อมที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ระบบนิเวศ AI โลกแตกออกเป็นสองส่วนอย่างเด็ดขาด

    -ฉากทัศน์เลวร้ายที่สุด (Worst-Case / "AI Cuban Crisis"): วิกฤต AI ข้ามสายพันธุ์เข้าสู่ความมั่นคงทางการทหารจนเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง/การทหารที่บานปลาย หากไร้ช่องทางสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองฝ่าย

    มนุษยชาติเดินผ่านยุค "สงครามร้อน" ในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ข้ามผ่าน "สงครามเย็น" ในครึ่งหลัง และกำลังเผชิญ "#การแข่งขันเชิงซ้อน" (Complex Game) ในศตวรรษที่ 21 การดวลกันครั้งนี้ไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยสงครามตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายยังคงรักษาการสื่อสารและโครงสร้างความเชื่อมโยงเอาไว้ได้

    #ChinaFocus

    Ref.: BBC

    https://www.facebook.com/share/p/1DA5d44xDD/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,972
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กัมพูชากล่าวหาไทยใช้วิธี “สร้างสถานการณ์ให้จำยอม” ในพื้นที่พิพาท ชี้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
    .
    .
    MGR Online - เพ็ญ โบนา โฆษกรัฐบาลกัมพูชากล่าวว่าความพยายามของไทยในการสร้างสถานการณ์ให้จำยอมในพื้นที่ชายแดนที่เป็นข้อพิพาทนั้น ถือเป็นการรุกรานและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
    .
    เพ็ญ โบนา กล่าวหาว่ากองกำลังทหารของไทยเข้ายึดครองดินแดนกัมพูชาและเปลี่ยนแปลงสภาพในพื้นที่ โดยกล่าวว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และสิทธิของพลเมืองกัมพูชา
    .
    “การยึดครองดินแดนของรัฐอธิปไตยผ่านการใช้กำลังทหารนั้นขัดต่อกฎบัตรอาเซียน กฎบัตรสหประชาชาติ และกฎหมายระหว่างประเทศ” โฆษกรัฐบาลกัมพูชา กล่าว
    .
    เขายังกล่าวหาว่ากองกำลังทหารไทยได้ทำลายบ้านและสถานที่ทางศาสนา ปล้นทรัพย์สิน และขัดขวางพลเรือนไม่ให้เดินทางกลับ ที่เป็นการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
    .
    เพ็ญ โบนา ยังกล่าวอ้างอีกว่าการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความยากลำบากอย่างรุนแรงต่อชาวเขมรที่พลัดถิ่นมากกว่า 500,000 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิง เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ
    .
    ด้านกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาระบุว่าได้ยื่นหนังสือประท้วงทางการทูตหลายครั้งต่อมาตรการทางทหารของไทย ที่รวมถึงการเสริมการควบคุม การสร้างสถานการณ์ใหม่ในพื้นที่ และขัดขวางพลเรือนไม่ให้เดินทางกลับได้อย่างปลอดภัย
    .
    ขณะเดียวกัน กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาอ้างว่ายังมีผู้พลัดถิ่นหลังจากการหยุดยิงนานกว่า 7 เดือน อีกราว 18,703 คน โดยมีเพียง 37 คน เท่านั้นที่สามารถเดินทางกลับได้ ส่วนผู้พลัดถิ่นที่เหลือ ที่รวมถึงผู้หญิง 9,437 คน และเด็ก 6,066 คน ยังคงถูกขัดขวางไม่ให้เดินทางกลับจากสิ่งที่กัมพูชากล่าวหาว่าเป็นการปิดกั้นของทหารไทย.

    https://www.facebook.com/share/p/19Te3bts6E/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,972
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เขมรปรับลดคาดการณ์ GDP เหลือ 4.1% อ้างเหตุขัดแย้งชายแดน-ตะวันออกกลางทำท่องเที่ยว-เกษตรย่ำแย่
    .
    .
    MGR Online - กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังของกัมพูชาได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 เหลือ 4.1% จากเป้าหมาย 5% ที่กำหนดไว้ในกฎหมายงบประมาณ โดยอ้างถึงผลการดำเนินงานที่อ่อนแอลงในภาคเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว โดยอ้างว่าเป็นผลจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศหลายประการ
    .
    รายงานระบุว่า การคาดการณ์ที่ถูกปรับใหม่นี้รวมอยู่ในรายงานงบประมาณครึ่งปีของกระทรวง โดยระบุว่าการคาดการณ์ 5% ก่อนหน้า จัดทำขึ้นก่อนที่กัมพูชาจะเผชิญกับความวุ่นวายจากข้อพิพาทชายแดนกับไทย และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกสูงขึ้น
    .
    กระทรวงเศรษฐกิจระบุว่าได้ปรับลดคาดการณ์เหลือ 4.2% ในแผนการคลังระยะปานกลาง แต่หลังจากหารือกับกระทรวง สถาบัน และภาคเอกชนแล้ว จึงได้ปรับลดตัวเลขลงอีก
    .
    ภาคเกษตรกรรมคาดว่าจะขยายตัวเพียง 0.3% ในปีนี้ โดยผลผลิตทางการเกษตรจะขยายตัวเพียง 0.1% เจ้าหน้าที่ระบุ และว่าราคาสินค้าในตลาดโลกที่ลดลง ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และความตึงเครียดบริเวณชายแดน ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและการส่งออก
    .
    ส่วนการท่องเที่ยว รายงานระบุว่าเป็นอีกปัจจัยฉุดรั้งสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าภาคบริการจะเติบโต 2.1% ขณะส่วนของที่พักและบริการอาหารจะหดตัวลง 3.5%
    .
    กัมพูชารับนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 1.5 ล้านคนในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 รายงานอ้างว่าจำนวนนักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับศูนย์สแกม ค่าใช้จ่ายในการเดินทางทางอากาศที่สูงขึ้น และความตึงเครียดบริเวณชายแดน
    .
    ส่วนภาคการผลิตเครื่องนุ่งห่มชะลอตัวลงเล็กน้อยเนื่องจากความต้องการจากยุโรปลดลง แต่ภาคการผลิตที่ไม่ใช่สินค้าเครื่องนุ่งห่มยังคงแข็งแกร่ง โดยคาดการณ์ว่าการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมจะอยู่ที่ 6.9% ขณะที่การผลิตที่ไม่ใช่เครื่องนุ่งห่มจะขยายตัว 10.3% ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการส่งออกที่แข็งแกร่งของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ และยางรถยนต์
    .
    การส่งออกสินค้าที่ไม่ใช่เครื่องนุ่งห่มเพิ่มขึ้นเกือบ 38% ในช่วงครึ่งแรกของปี กระทรวงระบุ และคาดว่าคำสั่งซื้อในช่วงครึ่งหลังของปียังคงค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยรายงานระบุว่าการกระจายตัวของภาคการผลิตกำลังช่วยพยุงเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากภาคการท่องเที่ยวและเกษตรกรรม
    .
    กระทรวงเตือนว่าความตึงเครียดระดับโลก ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ยังคงสร้างความไม่แน่นอนให้กับการลงทุนและการค้า การคาดการณ์ล่าสุดที่ 4.1% เป็นการปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
    .
    รายงานระบุว่า จากการคาดการณ์ล่าสุด แสดงให้เห็นถึงผลการดำเนินงานที่ไม่สม่ำเสมอของเศรษฐกิจกัมพูชา โดยภาคการท่องเที่ยว ภาคเกษตรกรรม และภาคส่วนดั้งเดิมบางส่วน กำลังเผชิญกับแรงกดดัน แต่การกระจายตัวของภาคการผลิตและการส่งออกสินค้าที่ไม่ใช่เครื่องนุ่งห่มกำลังเป็นเกราะป้องกันจากผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง.

    https://www.facebook.com/share/p/1F4ViQ1SbM/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,972
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ตุรกีปฏิเสธข้อกล่าวหาของอิสราเอล หลังเหตุโจมตีฐานทัพอากาศในซีเรีย

    ตุรกีออกมาปฏิเสธในวันพุธ (19 ส.ค.) ต่อข้อกล่าวหาของอิสราเอลที่ระบุว่า ตุรกีก่อให้เกิดภัยคุกคามด้วยการเตรียมส่งกำลังทหารไปยังฐานทัพแห่งหนึ่งในซีเรีย ที่เพิ่งถูกโจมตีทางอากาศ และทางสหรัฐฯ ระบุว่าการโจมตีนั้นเป็นฝีมือของอิสราเอล

    การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการท้าทายสหรัฐฯ อย่างรุนแรงจากฝั่งอิสราเอล เนื่องจากสหรัฐฯ พยายามสนับสนุนรัฐบาลใหม่ของซีเรีย ซึ่งนำโดยอดีตกลุ่มนักรบที่เป็นพันธมิตรกับตุรกี

    "อิสราเอลและซีเรียได้ตกลงในเรื่องสถานะด้านความมั่นคง ซึ่งซีเรียเกือบจะละเมิดด้วยการอนุญาตให้ทหารตุรกีเข้ามาประจำการที่ฐานทัพอากาศใกล้เมืองอาเลปโป" สำนักนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แถลงหลังจากอิสราเอลเงียบเฉยมาตลอดทั้งวัน

    "อิสราเอลได้เตือนซีเรียหลายครั้งแล้วว่าการวางกำลังดังกล่าวจะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของอิสราเอล แต่ซีเรียกลับเลือกที่จะมองข้ามคำเตือนเหล่านี้" แถลงการณ์ระบุ แต่ไม่ได้ยอมรับโดยตรงว่าเป็นผู้ลงมือโจมตี

    ตุรกีเป็นประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมประเทศแรกที่ให้การรับรองอิสราเอล และเป็นพันธมิตร NATO ของสหรัฐฯ

    แต่อิสราเอลมีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ซึ่งได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเรื่องการบุกโจมตีในกาซา

    รัฐบาลตุรกีได้ประณามถ้อยแถลงของอิสราเอลในแถลงการณ์เมื่อวันพุธ ตามรายงานของสำนักข่าวอานาโดลู ของรัฐบาลตุรกี

    "ข้อกล่าวหาอันไร้สาระของสำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอลมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการโจมตีทางอากาศที่ผิดกฎหมาย ซึ่งละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของซีเรีย" แถลงการณ์ระบุ

    ทอม บาร์แร็ก ทูตสหรัฐฯ ประจำซีเรีย กล่าวเมื่อวันอังคารว่า มีการยืนยันแล้วว่าอิสราเอลเป็นผู้ลงมือโจมตีฐานทัพอากาศอาบู ดูฮูร์ ในจังหวัดอิดลิบ

    การโจมตีดังกล่าว "เป็นการยกระดับความตึงเครียดที่ไม่จำเป็น และไม่ได้ช่วยส่งเสริมเสถียรภาพในภูมิภาค" บาร์แร็ก ซึ่งเป็นเพื่อนทางธุรกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำตุรกี โพสต์ข้อความบน X

    "เราสนับสนุนให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการเจรจาด้วยเหตุผลมากกว่าการก่อเหตุปะทะทางทหารเพิ่มเติม" เขากล่าว

    อิสราเอลได้เปิดการโจมตีซีเรียหลายร้อยครั้งนับตั้งแต่การโค่นล้มอดีตผู้นำ บาชาร์ อัล-อัสซาด เมื่อเดือนธันวาคม 2024 โดยกองกำลังสุดโต่งที่นำโดย อะห์มัด อัล-ชารา

    อิสราเอลยังได้ส่งกำลังทหารเข้าไปยังเขตกันชนที่ดูแลโดยสหประชาชาติ ซึ่งแยกกองกำลังอิสราเอลและซีเรีย และทำการรุกล้ำเข้ามาในดินแดนซีเรียอย่างต่อเนื่อง

    แต่การโจมตีครั้งนี้ถือว่ารุกลึกเข้าไปในซีเรียมากกว่าพื้นที่ที่เรียกว่าเขตความมั่นคงมาก

    อิสราเอลถูกมองว่ากำลังพยายามใช้อภิสิทธิ์ในช่วงเวลาที่ศัตรูทางประวัติศาสตร์อย่างซีเรียกำลังอ่อนแอ

    สื่อรัฐบาลซีเรียอ้างแหล่งข่าวทางทหารระบุว่า เครื่องบินรบของอิสราเอลได้โจมตีรันเวย์ของฐานทัพถึง 8 ครั้ง สร้างความเสียหายแก่โครงสร้างพื้นฐานแต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

    แหล่งข่าวความมั่นคงเปิดเผยกับ AFP ว่าฐานทัพดังกล่าวปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 2012 และอยู่ภายใต้การดูแลของกองกำลังจากกระทรวงกลาโหมซีเรีย

    ด้านองค์กรสังเกตการณ์สิทธิมนุษยชนซีเรีย ระบุว่า การโจมตีเกิดขึ้นหลังจาก "คณะตัวแทนทางการทหารของตุรกีเข้าเยี่ยมชมสนามบินเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการฟื้นฟูเพื่อเปิดใช้งานฐานทัพอีกครั้ง"

    ความสัมพันธ์ระหว่างเนทันยาฮูและแอร์โดอันเริ่มเลวร้ายลงเรื่อยๆ โดยป้ายโฆษณาหาเสียงของพรรคลิคุด ของเนทันยาฮู ก่อนการเลือกตั้งในเดือนตุลาคมของอิสราเอล มีภาพของผู้นำตุรกีเคียงข้างบุคคลต่างๆ รวมถึง นาอิม คัสเซ็ม ผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน โดยคุยอวดว่าเหล่าผู้นำมุสลิมต่างต้องการให้เนทันยาฮูพ่ายแพ้

    กระทรวงการต่างประเทศของซีเรียได้ประณาม "การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลอย่างรุนแรงที่สุด" ที่พุ่งเป้าไปยังฐานทัพ โดยเรียกว่าเป็น "การกระทำอันก้าวร้าวที่ไร้เหตุผล" พร้อมเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติดำเนินการ

    แถลงการณ์เสริมว่า การโจมตีเกิดขึ้นในขณะที่ซีเรีย "ได้ใช้วิธีอดกลั้นและพยายามเสริมสร้างเสถียรภาพ พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงการยกระดับความตึงเครียด"

    แม้จะมีความตึงเครียดระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน แต่อิสราเอลและอำนาจใหม่ของซีเรียก็ได้หารือโดยตรงกันหลายรอบ และตกลงที่จะจัดตั้งกลไกแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองร่วมกัน

    เมื่อเดือนที่แล้ว อัสซาด อัล-ไชบานี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของซีเรีย ได้เรียกร้องให้อิสราเอลถอนกำลังโดยไม่มีเงื่อนไข โดยเตือนว่า "การยึดครองดินแดนของเราอย่างผิดกฎหมายพ้นเส้นแบ่งเขตปี 1974 ถือเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของภูมิภาค"

    อย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมอิสราเอล กล่าวว่า ประเทศของเขามีแผนจะคงกำลังทหารไว้ในซีเรียต่อไป

    อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ซึ่งเดินทางเยือนดามัสกัสเมื่อเดือนที่แล้ว กล่าวว่า "การละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของซีเรียเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และต้องยุติลง" พร้อมเสริมว่า "ที่ราบสูงโกลานเป็นดินแดนของซีเรีย"

    อิสราเอลเข้ายึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของโกลานจากซีเรียในสงครามอาหรับ-อิสราเอล ปี 1967 และต่อมาได้ผนวกพื้นที่ดังกล่าวให้อยู่ภายใต้การควบคุมของตน ซึ่งเป็นการกระทำที่ประชาคมโลกส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ

    ที่มา เอเอฟพี

    https://www.facebook.com/share/p/18ueu3j8hD/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,972
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ผู้หญิงรายหนึ่ง ว่ากันว่าเป็นคนจีน ก่อความวุ่นวายปั่นป่วนภายในอาคารผู้โดยสาร 1 ของสนามบินกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย ตะโกนข่มขู่และเรียกร้องต่างๆนานาใกล้กับระตูทางออกขึ้นเครื่องบิน ในนั้นรวมถึงประกาศกร้าวว่า "มาเลเซีย สิงคโปร์และญี่ปุ่น ต้องยอมจำนนจีน"

    ในโพสต์หนึ่งที่เขียนบน Reddit โดยผู้ใช้รายหนึ่งนามว่า ikkkky9029 ระบุผู้หญิงรายนี้พูดภาษาจีน และก่อความปั่นป่วนในระหว่างที่พวกผู้โดยสารกำลังต่อแถวเข้าไปยังประตูทางออกขึ้นเครื่องบิน

    โพสต์ดังกล่าวอ้างว่าผู้หญิงรายดังกล่าว เรียกร้องให้ มาเลเซีย, สิงคโปร์และญี่ปุ่น "ยอมจำนนต่อจีน" และเตือนว่า "ทุกคนต้องตายไปด้วยกัน" หากเธอเสียชีวิตในมาเลเซีย

    ผู้ใช้ Reddit เล่าว่า ในตอนแรกหญิงคนดังกล่าวได้ไลฟ์สดบน TikTok โดยใช้โทรศัพท์มือถือของเธอ ตอนที่ก่อความปั่นป่วน แต่ผู้ชายคนหนึ่งซึ่งดูท่าน่าจะรู้จักกับผู้หญิงรายนี้เข้ามาแย่งโทรศัพท์ของเธอไป และพยายามพาตัวเธอออกไปจากตรงนั้น อย่างไรก็ตามผู้หญิงยังคงตะโกนไม่หยุด แม้ถูกยึดโทรศัพท์ไปแล้วก็ตาม

    ทั้งนี้ผู้ใช้ Reddit เล่าด้วยว่าผู้หญิงรายนี้เริ่มนับถอยหลังระหว่างก่อความโกลาหล แต่ในโพสต์ไม่ได้เจาะจงว่าเธอนับถอยหลังด้วยวัตถุประสงค์ใด

    ผู้โดยสารรายหนึ่งเปิดเผยว่าพวกเจ้าหน้าที่สนามบินต้องใช้เวลาราวๆ 15 นาที ถึงจะสามารถพาตัวผู้หญิงรายนี้ออกไปจากพื้นที่ได้ ผู้ใช้ Reddit บอกว่าในตอนนั้นพวกเขาเข้าไปยังประตูทางออกขึ้นเครื่องบินแล้ว ดังนั้นจึงไม่สามารถยืนยันได้ว่า ผู้หญิงผู้ก่อเหตุถูกพาตัวไปที่ไหน

    ในโพสต์เล่าว่าในเวลาต่อมาไม่นานนัก สนามบินกลับสู่ภาวะเงียบสงบ ดังนั้นผู้ใช้ Reddit จึงสันนิษฐานว่าพวกเจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้หญิงรายนี้ออกนอกพื้นที่แล้ว ในโพสต์ไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆเกี่ยวกับการจับกุม ควบคุมตัวหรือการตั้งข้อหา และจนถึงตอนนี้ยังไม่มีคำแถลงอย่างเป็นทางการใดๆจากเจ้าหน้าที่

    (ที่มา:กัตซีย์เอเชีย)

    ชมคลิปที่นี่ : https://mgronline.com/around/detail/9690000081470

    https://www.facebook.com/share/p/1DSf8eviJC/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,972
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ราคาน้ำมันดิบโลกสูงสุดในเกือบ 1 เดือน 19 ส.ค.ราคาตลาดนิวยอร์กปิดขึ้นเกือบ 1 ดอลล์ ดันเหนือกว่า 91 ดอลล์ครั้งใหม่ใน 3 สัปดาห์ ราคาขึ้น 4 วันติดรวมกว่า 5 ดอลล์ สิ้นหวังข้อตกลงเจรจา ยูเออีตัดสัมพันธ์ศก.อิหร่าน BTimes

    https://www.facebook.com/share/1BVo4iyuzU/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,972
    ค่าพลัง:
    +97,153
    40,047,470,230,213 ดอลลาร์สหรัฐ หนี้สาธารณะสหรัฐแตะหลัก 40 ล้านล้านดอลล์ครั้งแรกและมากสุดเป็นประวัติศาสตร์ พุ่งขึ้นรวม 20 ล้านล้านดอลล์ในยุคปธน.ทรัมป์และไบเดน อเมริกันเฉลี่ยหนี้คนละเฉียด 4 ล้านบาท BTimes

    https://www.facebook.com/share/1HVXCVPKKp/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,972
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วน! “ทรัมป์” เปิดฉากปฏิบัติการเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุด กดดันอิหร่าน-ขู่ประเทศที่ช่วยเหลือเตหะราน

    ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า สหรัฐฯ กำลังเปิดตัวสิ่งที่เขาเรียกว่า “ปฏิบัติการทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง” พร้อมระบุว่าจะเป็นการทำสงครามทางเศรษฐกิจและโดดเดี่ยวอิหร่านในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

    ทรัมป์ยังเตือนว่า ประเทศใดก็ตามที่ช่วยให้อิหร่านมี “เส้นเลือดหล่อเลี้ยง” ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะผ่านสถาบันการเงิน ธุรกิจ สนามบิน หรือหน่วยงานรัฐบาล จะต้องเผชิญกับ “ผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล”

    มาตรการที่ทรัมป์ระบุว่าต้องยุติ รวมถึง การลักลอบขนน้ำมัน การโอนเงินสด การแลกเปลี่ยนเงินตรา ช่องทางสวอปทางการเงิน การใช้ทะเบียนเรือ และบริษัทบังหน้า ที่ช่วยให้อิหร่านหลีกเลี่ยงแรงกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

    การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลาง ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังไม่มีความคืบหน้าทางการทูตที่ชัดเจน และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกำลังสร้างแรงกดดันต่อตลาดพลังงานและเศรษฐกิจโลก

    20 สิงหาคม 2569

    #สหรัฐอเมริกา #อิหร่าน #ทรัมป์ #Iran #Trump #สงครามอิหร่าน #คว่ำบาตร #เศรษฐกิจ #สงครามเศรษฐกิจ #ช่องแคบฮอร์มุซ #ตะวันออกกลาง #ข่าวต่างประเทศ

    https://www.facebook.com/share/p/1EAknzPVrj/
     

แชร์หน้านี้

Loading...