ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,919
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อิหร่านเปลี่ยนเกมรบ IRGC ขยับจาก “ตั้งรับ” สู่ “รุกถึงดินแดนศัตรู” เดินหน้า'ผลิตมิสไซล์' แม้ถูกปิดล้อม - เจรจาสหรัฐติดหล่ม

    13 สิงหาคม 2569 การสู้รบระหว่าง #สหรัฐฯ กับ #อิหร่าน เข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หลังการเจรจาเพื่อยุติสงครามและฟื้นการเดินเรือผ่าน #ช่องแคบฮอร์มุซ ไม่สามารถหาข้อยุติได้ ขณะที่ฝ่ายอิหร่านส่งสัญญาณปรับยุทธศาสตร์ทางทหารครั้งสำคัญ จากเดิมที่เน้นการตั้งรับและป้องกันประเทศ ไปสู่หลักนิยมที่เปิดทางให้สามารถปฏิบัติการเชิงรุกเข้าไปในดินแดนฝ่ายตรงข้ามได้ หากมีคำสั่งและสถานการณ์เอื้ออำนวย
    .
    Bloomberg รายงานว่า พลโทโมฮัมหมัด เรซา นากดี (Mohammad Reza Naqdi) ที่ปรึกษาของผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (#IRGC) เปิดเผยผ่านโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านว่า #การปรับโครงสร้างกองทัพ และการแต่งตั้งผู้บัญชาการระดับสูงชุดใหม่ภายใต้ผู้นำสูงสุดโมจตาบา คาเมเนอี (Mojtaba Khamenei) สะท้อนการเปลี่ยนแนวคิดทางทหารไปสู่ “หลักการเชิงรุก” มากขึ้น ระบุว่า หากถึงเวลาที่เหมาะสมและได้รับคำสั่ง กองกำลังอิหร่านต้องมีความสามารถในการนำปฏิบัติการเข้าสู่ดินแดนของศัตรูได้
    .
    ถ้อยแถลงดังกล่าวมีน้ำหนักมากกว่าการข่มขู่ตามปกติ เพราะเกิดขึ้นพร้อมกับการปรับโครงสร้างศูนย์บัญชาการทางทหารของอิหร่านและการเปลี่ยนแปลงตัวผู้บัญชาการระดับสูงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเป้าหมายสำคัญคือทำให้กองทัพและ IRGC สามารถประสานงานและตัดสินใจในภาวะสงครามได้รวดเร็วขึ้น หลังบทเรียนจากการสู้รบที่ผ่านมา
    .
    ขณะเดียวกัน เตหะรานยังพยายามแสดงให้เห็นว่า แม้จะได้รับความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล แต่ขีดความสามารถด้านขีปนาวุธยังไม่ถูกทำลาย พลโทนากดีอ้างว่าการผลิตขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic missiles) ของอิหร่านยังดำเนินต่อไปในอัตราที่สูง และอัตราการผลิตยังมากกว่าการนำไปใช้ ข้อมูลดังกล่าวเป็นคำกล่าวอ้างจากฝ่ายอิหร่านและยังไม่สามารถตรวจสอบโดยอิสระได้
    .
    ประเด็นที่กำลังกลายเป็น “จุดชี้เป็นชี้ตาย” ของการเจรจาคือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การจราจรทางทะเลในช่องแคบลดลงอย่างหนัก โดยมีรายงานว่าเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม มีเรือข้ามช่องแคบเพียง 8 ลำ เทียบกับระดับประมาณ 130-140 ลำต่อวันก่อนเกิดสงคราม สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านความปลอดภัยยังคงกดดันบริษัทเดินเรือและผู้ค้าพลังงานอย่างหนัก
    .
    ประธานาธิบดี #โดนัลด์ทรัมป์ ยังคงยืนยันว่า #กองทัพสหรัฐฯ มี “การควบคุม” ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวและยืนยันว่าการเปิดเส้นทางเดินเรือเต็มรูปแบบจะต้องผูกกับเงื่อนไขทางการเมืองและการยุติมาตรการกดดันจากสหรัฐฯ
    .
    จุดที่ทำให้การเจรจายากขึ้นคือทั้งสองฝ่ายต่างมองฮอร์มุซเป็น “ไพ่ใบใหญ่” ของตัวเอง สหรัฐฯ ต้องการให้เส้นทางเดินเรือกลับมาเปิดอย่างปลอดภัยและลดอำนาจต่อรองของอิหร่าน ขณะที่เตหะรานมองว่าการควบคุมการเดินเรือคือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่สุดในการกดดันให้วอชิงตันยอมรับข้อเรียกร้องของตน
    .
    ก่อนหน้านี้ อิหร่านและ #โอมาน มีการหารือเกี่ยวกับการเปิดทางให้เรือพาณิชย์บางส่วนเดินทางผ่านช่องแคบอย่างปลอดภัย แต่รัฐบาลอิหร่านย้ำว่าการจัดการเรื่องเส้นทางเดินเรือบางส่วนไม่ได้เท่ากับการ “เปิดฮอร์มุซเต็มรูปแบบ” ซึ่งต้องพิจารณาเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ แยกต่างหาก
    .
    ภาพรวมล่าสุดยังสะท้อนว่าการเจรจาอยู่ในภาวะติดขัดมากกว่าจะเป็นช่วงใกล้ประกาศข้อตกลง โดยอดีตเจ้าหน้าที่การทูตสหรัฐฯ เวนดี เชอร์แมน (Wendy Sherman) ประเมินว่าความแตกต่างเรื่องสิทธิในการควบคุมและการเปิดช่องแคบ รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรและทรัพย์สินของอิหร่าน เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุข้อตกลงที่ยั่งยืน
    .
    อีกด้านหนึ่ง ความตึงเครียดไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ #น่านน้ำอ่าวเปอร์เซีย เพราะสถานการณ์ใน #ทะเลแดง และ #ตะวันออกกลาง ยังเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ #กลุ่มฮูตี (Houthis) ในเยเมนยังคงสร้าง #ความเสี่ยงต่อเรือพาณิชย์ ขณะที่ #อิสราเอล ยังเผชิญความขัดแย้งกับ #กลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค ทำให้บริษัทเดินเรือต้องประเมินเส้นทางใหม่และเพิ่มต้นทุนด้านความปลอดภัย
    .
    สิ่งที่น่ากังวลอีกประการคือการที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการทางทะเลกดดันอิหร่านมากขึ้น โดยมีรายงานว่ากองทัพสหรัฐฯ สกัดหรือเปลี่ยนเส้นทางเรือพาณิชย์ที่มุ่งหน้าไปยังท่าเรืออิหร่านหลายลำภายใต้มาตรการปิดล้อม ขณะที่ฝ่ายอิหร่านมองการดำเนินการดังกล่าวว่าเป็นการละเมิดสิทธิและพร้อมตอบโต้
    .
    หากการเผชิญหน้าทางทะเลขยายตัว ความเสี่ยงจะไม่ได้อยู่แค่เรือที่เข้า-ออกอิหร่าน แต่จะกระทบเรือของประเทศที่สามด้วย เพราะบริษัทเดินเรืออาจตัดสินใจหลีกเลี่ยงพื้นที่ทั้งหมด แม้เรือของตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับฝ่ายใดโดยตรง ผลคือปริมาณการเดินเรือลดลงและต้นทุนพลังงานทั่วโลกสูงขึ้น
    .
    ในมุมภูมิรัฐศาสตร์ การปรับหลักนิยมทางทหารของอิหร่านจึงมีความหมายมากกว่าการเตรียมรับมือสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว หากแนวคิด “ตั้งรับเชิงรุก” กลายเป็นนโยบายถาวร อิหร่านอาจพยายามเพิ่มความสามารถในการโจมตีเป้าหมายหรือกดดันคู่ขัดแย้งนอกพรมแดนมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ขีปนาวุธ โดรน กองกำลังตัวแทน และปฏิบัติการทางทะเล
    .
    อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าอิหร่านกำลังเตรียมเปิดสงครามรอบใหม่ทันที เพราะคำประกาศของพลโทนากดีมีเงื่อนไขชัดเจนว่า การปฏิบัติการเข้าสู่ดินแดนศัตรูจะเกิดขึ้นเมื่อ “สถานการณ์เหมาะสมและมีคำสั่ง” ขณะเดียวกันการปรับโครงสร้างกองทัพก็สามารถตีความได้ว่าเป็นการสร้างอำนาจต่อรองเพื่อป้องปราม ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการตัดสินใจเปิดฉากโจมตีในทันที
    .
    ภาพของ “สงครามที่เบาลง แต่ความเสี่ยงยังไม่จบ” การเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านยังติดหล่ม ฮอร์มุซยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ อิหร่านกำลังจัดระเบียบกองทัพใหม่และประกาศหลักนิยมเชิงรุก ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงใช้กำลังทางทะเลกดดันเตหะราน
    .
    หากสองฝ่ายไม่สามารถหาสูตรประนีประนอมเรื่อง การเปิดฮอร์มุซ–การยกเลิกมาตรการปิดล้อม–การคว่ำบาตร–ทรัพย์สินอิหร่าน และหลักประกันความมั่นคง ได้ในระยะต่อไป ความเสี่ยงสำคัญจะไม่ใช่เพียงการกลับมาปะทะกันโดยตรง แต่คือการเข้าสู่ภาวะ “สงครามยืดเยื้อแบบควบคุมระดับ” ซึ่งสามารถทำให้การเดินเรือและตลาดพลังงานโลกอยู่ภายใต้แรงกดดันเป็นเวลานาน
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/1CESKezoxY/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,919
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อิหร่านไม่ถอย ปัดข่าว 'ต่ออายุข้อตกลงสหรัฐฯ' เดินหน้า “เศรษฐกิจเอาตัวรอด” ยึดฮอร์มุซเป็นแต้มต่อ เจรจาสันติภาพยังไร้ทางออก

    13 สิงหาคม 2569 สถานการณ์ระหว่าง #อิหร่าน (Iran) กับ #สหรัฐฯ (United States) กลับเข้าสู่ภาวะตึงเครียดอีกครั้ง หลังความพยายามฟื้นกระบวน #การเจรจาสันติภาพยังไม่เห็นความคืบหน้า ที่ชัดเจน ขณะที่เตหะรานปฏิเสธรายงานเรื่องการขยายกรอบเวลาข้อตกลงชั่วคราว และยืนยันว่าหากวอชิงตันยังไม่เปลี่ยนท่าที โดยเฉพาะ #มาตรการคว่ำบาตรและการปิดล้อมทางทะเล ก็ไม่มีเหตุผลที่จะเปิด #ช่องแคบฮอร์มุซ เต็มรูปแบบ
    .
    ข้อมูลล่าสุด เจ้าหน้าที่อิหร่านยืนยันกับ Reuters ว่า ไม่มีการหารือระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเรื่องการต่ออายุข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่ฝ่ายอิหร่านมองว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงเดิมและถอนตัวออกไป ดังนั้นจึงไม่มองว่ามี “กรอบเวลา 60 วัน” ที่จะสามารถต่ออายุได้ตั้งแต่แรก
    .
    ประเด็นดังกล่าวทำให้ความหวังที่ ปากีสถาน (Pakistan) จะสามารถผลักดันทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจายิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะฝ่ายผู้ไกล่เกลี่ยพยายามรักษาช่องทางการสื่อสารเอาไว้ ขณะที่เตหะรานยืนยันว่าปัญหาไม่ได้อยู่เพียงการขยายเวลา แต่เป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายตีความสถานะของข้อตกลงเดิมแตกต่างกันตั้งแต่ต้น
    .
    ก่อนหน้านี้ ข้อตกลงชั่วคราวในเดือนมิถุนายนถูกวางให้เป็นกรอบสำหรับการเดินหน้าสู่ข้อตกลงถาวร โดยครอบคลุมทั้งการหยุดสู้รบ ประเด็นโครงการนิวเคลียร์ การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร และการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านฮอร์มุซ แต่ความขัดแย้งเกี่ยวกับสถานะของข้อตกลงและการควบคุมเส้นทางเดินเรือทำให้กระบวนการดังกล่าวสะดุดลงอย่างต่อเนื่อง Reuters รายงานก่อนหน้านี้ว่าความขัดแย้งเรื่องฮอร์มุซเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ข้อตกลงเดือนมิถุนายนเริ่มสั่นคลอน
    .
    ปมสำคัญของเกมต่อรองอยู่ที่ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก อิหร่านพยายามใช้ความสามารถในการควบคุมหรือจำกัดการเดินเรือเป็นเครื่องมือเพิ่มอำนาจต่อรอง ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการให้เส้นทางกลับมาเปิดอย่างเต็มรูปแบบและไม่มีเงื่อนไขทางการเมือง
    .
    รายงานล่าสุดยังสะท้อนว่า อิหร่านไม่ได้มองการหารือกับ โอมาน (Oman) เกี่ยวกับเส้นทางเดินเรือเป็นสิ่งเดียวกับการ “เปิดฮอร์มุซ” โดยการเจรจาระหว่างเตหะรานกับมัสกัตมุ่งหาทางจัดระบบเส้นทางปลอดภัยสำหรับเรือบางส่วน แต่การเปิดช่องแคบเต็มรูปแบบยังถูกผูกไว้กับเงื่อนไขที่อิหร่านเรียกร้องจากสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงการยุติการปิดล้อมและแรงกดดันทางเศรษฐกิจ
    .
    นี่ทำให้ยุทธศาสตร์ของอิหร่านแตกต่างจากการยอมจำนนต่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจโดยตรงอย่างชัดเจน เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เตหะรานได้พัฒนากลไกหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สามารถดำเนินต่อไปได้ แม้ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านเงินตราต่างประเทศ การลงทุน และการเข้าถึงตลาดโลก
    .
    แนวทางดังกล่าวถูกอธิบายในรายงานของ Wall Street Journal ว่าเป็นลักษณะของ “เศรษฐกิจเพื่อความอยู่รอด” (survival economy) คือรัฐยอมรับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำ ประสิทธิภาพที่ลดลง และภาระที่ตกกับประชาชนมากขึ้น เพื่อแลกกับการรักษาสินค้าและทรัพยากรที่จำเป็นต่อการทำงานของรัฐและระบบความมั่นคงเอาไว้ แนวทางนี้ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจอิหร่านแข็งแกร่ง แต่หมายถึงรัฐบาลสามารถปรับตัวให้ “อยู่รอดภายใต้แรงกดดัน” ได้เป็นเวลานาน
    .
    จุดนี้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของยุทธศาสตร์สหรัฐฯ เพราะการคว่ำบาตรสามารถทำให้เศรษฐกิจอิหร่านอ่อนแอลง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้รัฐบาลเตหะรานยอมเปลี่ยนจุดยืนโดยอัตโนมัติ ขณะเดียวกัน การโจมตีทางทหารก็ไม่ได้ทำให้โครงสร้างอำนาจของอิหร่านล่มสลายอย่างรวดเร็วตามที่บางฝ่ายเคยคาดหวัง รายงานของ Wall Street Journal ก่อนหน้านี้ชี้ว่า ระบอบการปกครองยังคงมีความสามารถในการประคองตัวเอง แม้จะได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามและแรงกดดันทางเศรษฐกิจ
    .
    ปัจจัยที่น่าจับตาอีกด้านคือ #ราคาพลังงาน เพราะฮอร์มุซเป็นเส้นเลือดใหญ่ของตลาดน้ำมันโลก การลดลงของปริมาณการขนส่งผ่านช่องแคบสามารถสร้างแรงกระเพื่อมตั้งแต่ราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย ไปจนถึงต้นทุนการผลิตทั่วโลก ขณะที่ตลาดยังคงประเมินความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของการเจรจาและการเดินเรือ
    .
    สถานการณ์จึงไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทระหว่างวอชิงตันกับเตหะราน แต่เชื่อมโยงกับความมั่นคงด้านพลังงานของเอเชีย ยุโรป และประเทศผู้บริโภคน้ำมันทั่วโลกด้วย โดยก่อนเกิดสงคราม ฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีความสำคัญระดับโลก และการหยุดชะงักแม้เพียงบางส่วนก็สามารถสร้างแรงกดดันต่อตลาดได้อย่างรวดเร็ว
    .
    ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะอ่าวเปอร์เซีย เพราะสถานการณ์ในภูมิภาคยังเชื่อมโยงกับกลุ่มติดอาวุธที่มีความสัมพันธ์กับอิหร่าน โดยเฉพาะ กลุ่มฮูตี (Houthi) ในเยเมน ซึ่งความเสี่ยงต่อการเดินเรือในทะเลแดงสามารถเพิ่มต้นทุนการขนส่งและบังคับให้เรือบางส่วนต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ส่งผลให้ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น
    .
    สำหรับ #ปากีสถาน ซึ่งรับบทเป็นหนึ่งในตัวกลางสำคัญ ยังคงพยายามผลักดันให้เกิดการพูดคุยใหม่ แต่ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าภารกิจดังกล่าวกำลังเผชิญข้อจำกัดอย่างหนัก โดยแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยระบุว่าขณะนี้ “ไม่มีความคืบหน้า” ในประเด็นสำคัญ และการพูดถึงการต่ออายุกรอบเวลา 60 วันยังไม่ตรงกับจุดยืนของอิหร่าน
    .
    สิ่งที่น่ากังวลที่สุดจึงไม่ใช่เพียงการที่การเจรจาหยุดชะงัก แต่คือ “ความไม่ไว้ใจกัน” ระหว่างสองฝ่าย เพราะสหรัฐฯ ต้องการเห็นอิหร่านยอมลดเงื่อนไขด้านความมั่นคงและเปิดเส้นทางเดินเรือ ขณะที่อิหร่านต้องการหลักประกันว่าสหรัฐฯ จะยุติแรงกดดันทางทหารและเศรษฐกิจเสียก่อน
    .
    เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างมองว่าการยอมถอยก่อนจะทำให้ตัวเองเสียเปรียบ การเจรจาจึงกลายเป็นเกมวัดความอดทนว่า ฝ่ายใดจะรับต้นทุนทางเศรษฐกิจ การทหาร และแรงกดดันทางการเมืองได้นานกว่ากัน
    .
    สำหรับอิหร่าน การเดินหน้า “เศรษฐกิจเพื่อความอยู่รอด” จึงเป็นเสมือนการซื้อเวลา แม้ประชาชนต้องแบกรับต้นทุนสูงขึ้น แต่รัฐบาลยังสามารถรักษาทรัพยากรสำคัญและโครงสร้างอำนาจเอาไว้ได้ ขณะที่ฮอร์มุซทำหน้าที่เป็น “ไพ่ใบใหญ่” ที่เพิ่มอำนาจต่อรองให้เตหะรานเหนือเศรษฐกิจโลก
    .
    ภาพรวมยังไม่ใช่สถานการณ์ที่นำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพในระยะสั้น แต่เป็น ภาวะหยุดชะงักที่แต่ละฝ่ายกำลังสะสมแต้มต่อ โดยเฉพาะอิหร่านที่พยายามแยกการเจรจาเรื่องเส้นทางเดินเรือกับโอมานออกจากการเปิดฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ และยังยืนยันว่าการเปิดช่องแคบจำเป็นต้องเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงท่าทีของสหรัฐฯ
    .
    หากไม่มีช่องทางประนีประนอมใหม่ ความเสี่ยงสำคัญในระยะต่อไปคือ สงครามที่อาจไม่จำเป็นต้องกลับไปสู่การโจมตีทางอากาศเต็มรูปแบบ แต่สามารถยืดเยื้อในรูปแบบ “#สงครามเศรษฐกิจ #สงครามเรือ #สงครามตัวแทน” ซึ่งอาจสร้างผลกระทบต่อราคาพลังงาน การเดินเรือ และเงินเฟ้อทั่วโลกได้ยาวนานกว่าตัวสงครามโดยตรงเสียอีก
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/19822Zjmth/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,919
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ตามรอย“ต่างชาติได้สัญชาติไทย” ปมภูเก็ต ย้อนตรวจที่มา หลังพบโยงธุรกิจกว่า 100 บริษัท เงินหมุนเวียน 5 พันล้าน

    13 สิงหาคม 2569 ประเด็น #ชาวอิสราเอลบางราย ได้รับสัญชาติไทยและ #ถือบัตรประชาชนไทย ใน #จังหวัดภูเก็ต กลายเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างจริงจัง หลัง นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ยอมรับว่า จากการตรวจสอบพบกรณีดังกล่าวจริง และไม่ได้มีเพียงรายเดียว โดยบางรายได้รับสัญชาติไทยมานานประมาณ 10 ปี ...ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยเตรียมย้อนตรวจสอบกระบวนการได้สัญชาติว่าเป็นไปตามกฎหมายครบถ้วนหรือไม่
    .
    ท่ามกลางการตรวจสอบเครือข่ายธุรกิจต่างชาติใน #พื้นที่ป่าตอง จ.ภูเก็ต หลังเจ้าหน้าที่ขยายผลจากการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการและโครงสร้างธุรกิจ โดยข้อมูลที่ มท.2 เปิดเผยระบุว่า พบ #เครือข่ายบริษัท ที่ต้องตรวจสอบมากกว่า 100 บริษัท และ #มีรายได้หรือเงินหมุนเวียน ที่เกี่ยวข้องในระดับกว่า 5,000 ล้านบาท
    .
    ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทเหล่านี้มีลักษณะเป็นการใช้คนไทยเป็น “นอมินี” หรือไม่
    .
    แต่สิ่งที่ต้องแยกให้ออกจากกันอย่างชัดเจนคือ “การได้รับสัญชาติไทย” ไม่ได้แปลว่าบุคคลนั้นกระทำผิด และการมีชื่อเกี่ยวข้องกับบริษัทที่ถูกตรวจสอบ ยังไม่สามารถสรุปว่าเป็น #นอมินี ได้ทันที การตรวจสอบต้องดูเอกสาร หลักฐานการถือหุ้น แหล่งที่มาของเงิน อำนาจควบคุมกิจการ และกระบวนการได้สัญชาติเป็นรายกรณี
    .
    เส้นทางสัญชาติไทย ย้อนตั้งแต่ “ต้นทาง”
    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “#ชาวต่างชาติถือบัตรประชาชนไทยได้อย่างไร” ย้อนกลับไปดูว่า ได้สัญชาติไทยผ่านช่องทางใด
    .
    โดยหลัก คนต่างชาติอาจมีสถานะเกี่ยวข้องกับประเทศไทยได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่... การได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศ การมีถิ่นที่อยู่ถาวร ไปจนถึงการขอแปลงสัญชาติเป็นไทยตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ขณะที่บางกรณีอาจมีสิทธิในสัญชาติไทยจากสถานะทางครอบครัวหรือเหตุอื่นตามกฎหมาย
    .
    เมื่อพบชาวต่างชาติถือบัตรประชาชนไทย สิ่งที่เจ้าหน้าที่ต้องตรวจจึงเป็น “แฟ้มต้นทาง” ว่า บุคคลนั้นเข้าสู่ "กระบวนการทางสัญชาติด้วยฐานอะไร ใครเป็นผู้รับรอง เอกสารใดถูกใช้ประกอบคำขอ ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานใด และมีขั้นตอนอนุมัติครบถ้วนหรือไม่"
    .
    กรณีภูเก็ต ยิ่งมีความสำคัญ เพราะ มท.2 ระบุว่าบางรายได้รับสัญชาติมาประมาณ 10 ปีแล้ว หมายความว่าเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องย้อนตรวจเอกสารและกระบวนการย้อนหลัง ไม่ใช่ดูเฉพาะข้อมูลในฐานทะเบียนราษฎร ณ ปัจจุบัน
    .
    จาก “สัญชาติ” ไปถึง “บัตรประชาชน”...จุดที่ประชาชนมักเข้าใจคลาดเคลื่อนคือ การมีบัตรประชาชนไม่ได้เป็นหลักฐานว่าบุคคลนั้นเพิ่งได้สัญชาติไทย หรือได้มาโดยมิชอบ
    .
    หากบุคคลมีสถานะเป็นคนไทยตามกฎหมายและได้รับการบันทึกข้อมูลใน #ระบบทะเบียนราษฎร แล้ว ย่อมสามารถเข้าสู่กระบวนการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนตามกฎหมายได้
    .
    ดังนั้น หากต้องการตรวจว่ามีการทุจริตหรือสวมสิทธิหรือไม่ เจ้าหน้าที่ต้อง ย้อนกลับไปก่อนถึงขั้นตอนออกบัตร เช่น ตรวจว่าการบันทึกสถานะบุคคลเกิดขึ้นจากเอกสารใด ใครเป็นผู้ดำเนินการ และข้อมูลในฐานทะเบียนราษฎรสอดคล้องกับหลักฐานต้นทางหรือไม่
    .
    พูดง่าย ๆ คือ บัตรประชาชนเป็น “ปลายทาง” ของกระบวนการ แต่ข้อสงสัยอยู่ที่ “ต้นทาง” ว่าบุคคลนั้นมีสิทธิได้รับสถานะคนไทยตั้งแต่แรกหรือไม่
    .
    จุดที่น่ากังวลที่สุด คือ “สัญชาติไทย + เครือข่ายธุรกิจ”
    ประเด็นจึงซับซ้อนขึ้นเมื่อการตรวจสอบสัญชาติไปปรากฏพร้อมกับการตรวจสอบโครงสร้างธุรกิจในภูเก็ต
    .
    ข้อมูลจาก มท.2 ระบุว่ามีบริษัทที่อยู่ในข่ายตรวจสอบมากกว่า 100 แห่ง และมีรายได้ที่ตรวจสอบในปีที่ผ่านมาเกิน 5,000 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่กำลังไล่ดูทั้งธุรกิจรถเช่า ธุรกิจท่องเที่ยว และกิจการที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกต่าง ๆ
    .
    โจทย์ใหญ่จึงกลายเป็นการแยกให้ได้ว่า เงินมาจากไหน ใครเป็นเจ้าของตัวจริง ใครมีอำนาจตัดสินใจ และใครได้รับผลประโยชน์จากธุรกิจ
    .
    เพราะการมีคนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ หากเกิดขึ้นจริง อาจทำให้โครงสร้างบนเอกสารแตกต่างจากโครงสร้างการควบคุมกิจการในโลกความเป็นจริง
    .
    ตัวอย่างเช่น บริษัทอาจมีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยตามทะเบียน แต่ต้องตรวจต่อว่าเงินค่าหุ้นมาจากใคร ใครเป็นผู้สั่งจ่ายเงิน ใครควบคุมบัญชี ใครเป็นผู้ตัดสินใจซื้อทรัพย์สิน ใครรับผลกำไร และใครเป็นผู้กำหนดนโยบายธุรกิจ
    .
    นี่คือจุดที่ “เส้นทางเงิน” สำคัญกว่าชื่อบนกระดาษ
    ถ้าได้สัญชาติมาโดยมิชอบ จะเกิดอะไรขึ้น?
    .
    หากการตรวจสอบพบเพียงว่าการได้สัญชาติเป็นไปตามกฎหมาย เรื่องก็ยุติในส่วนนี้ได้ แต่หากพบว่ามีการใช้เอกสารเท็จ ปกปิดข้อเท็จจริง ให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือมีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการโดยมิชอบ ก็จะต้องแยกดำเนินการตามกฎหมายในแต่ละส่วน
    .
    และหากตรวจพบว่ามีการใช้สถานะคนไทย เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดในการประกอบธุรกิจหรือถือครองกิจการที่กฎหมายกำหนดเงื่อนไขสำหรับคนต่างด้าว ก็ต้องตรวจสอบต่ออีกชั้นว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายธุรกิจของคนต่างด้าวหรือกฎหมายอื่นหรือไม่
    .
    กล่าวอีกอย่างคือ “ได้สัญชาติถูกต้อง” ไม่ได้ทำให้ธุรกิจทุกอย่างถูกกฎหมายโดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับ “เป็นชาวต่างชาติ” ก็ไม่ได้แปลว่าทำธุรกิจผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ
    .
    ทุกเรื่องต้องพิสูจน์จากข้อเท็จจริง
    .
    ทำไมเรื่องนี้จึงน่ากังวลกว่าการถือบัตรประชาชน 1 ใบ?
    เพราะหากพบว่ามีการใช้ช่องทางสัญชาติหรือทะเบียนราษฎรเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเพื่อสร้างสิทธิทางเศรษฐกิจ สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่ปัญหาเฉพาะตัวบุคคล แต่จะกลายเป็นปัญหา “ระบบ”
    .
    สิ่งที่ต้องตรวจสอบมีอย่างน้อย 5 ชั้น
    ชั้นแรก สัญชาติ ตรวจว่าบุคคลได้รับสัญชาติผ่านช่องทางใดและคุณสมบัติครบหรือไม่

    ชั้นที่สอง #ทะเบียนราษฎร ตรวจเส้นทางการเพิ่มชื่อ เปลี่ยนสถานะ และเอกสารที่ใช้ประกอบการบันทึกข้อมูล

    ชั้นที่สาม # บัตรประชาชน ตรวจว่าการออกบัตรเป็นไปตามข้อมูลทะเบียนราษฎรและขั้นตอนที่ถูกต้องหรือไม่

    ชั้นที่สี่ ธุรกิจ ตรวจโครงสร้างผู้ถือหุ้น กรรมการ ผู้มีอำนาจลงนาม ผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง

    ชั้นที่ห้า เงิน ตรวจเส้นทางเงินจากบัญชีต้นทางไปยังบริษัท บัญชีส่วนบุคคล การซื้อทรัพย์สิน และผลตอบแทนจากธุรกิจ
    .
    ถ้าทั้ง 5 ชั้นเชื่อมโยงกันได้ จึงจะสามารถตอบคำถามใหญ่ได้ว่าเป็นเพียงกรณีชาวต่างชาติที่ได้รับสัญชาติไทยอย่างถูกต้อง หรือเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่มีการใช้ “คนไทยบนกระดาษ” เพื่อดำเนินกิจการแทนต่างชาติ
    .
    ภูเก็ต ต้องตรวจให้ถึง “เจ้าของตัวจริง”
    ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกและมีนักลงทุนต่างชาติอยู่จำนวนมาก การที่มีชาวต่างชาติทำธุรกิจหรือพำนักระยะยาวในพื้นที่จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ
    .
    สิ่งที่รัฐต้องทำให้ชัดคือ แยกนักลงทุนต่างชาติที่ทำธุรกิจถูกกฎหมายออกจากเครือข่ายที่อาจใช้คนไทยเป็นนอมินี
    .
    หากใช้วิธีตรวจแบบเหมารวม อาจกระทบผู้ประกอบการสุจริตและภาพลักษณ์การลงทุนของประเทศ แต่หากตรวจไม่เข้มพอ ก็เปิดช่องให้ทุนผิดกฎหมายใช้โครงสร้างบริษัทและบุคคลไทยเป็นเกราะกำบัง
    .
    ดังนั้น เป้าหมายควรอยู่ที่ “พฤติกรรมและหลักฐาน” ไม่ใช่สัญชาติหรือเชื้อชาติของบุคคล
    .
    ทางออก ต้องไม่ใช่แค่ “ล้างนอมินี” แต่ต้องปิดช่องโหว่ทั้งระบบ
    กรณีนี้จึงควรนำไปสู่การตรวจสอบเชิงระบบมากกว่าการไล่จับเฉพาะบริษัทที่เป็นข่าว โดยกระทรวงมหาดไทยควรทำงานร่วมกับกรมการปกครอง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมสรรพากร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    .
    ข้อเสนอสำคัญคือ ทำระบบตรวจสอบย้อนกลับแบบ End-to-End ตั้งแต่การขอสัญชาติ การบันทึกทะเบียนราษฎร การออกบัตรประชาชน ไปจนถึงการถือหุ้นและธุรกิจ
    .
    ขณะเดียวกันควรใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชื่อมโยงฐานข้อมูล เพื่อค้นหาความผิดปกติ เช่น บุคคลเดียวกันเกี่ยวข้องกับบริษัทจำนวนมากผิดปกติ การเปลี่ยนผู้ถือหุ้นพร้อมกันหลายบริษัท เงินลงทุนไม่สัมพันธ์กับฐานะทางการเงินของผู้ถือหุ้น หรือมีธุรกรรมเงินก้อนใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาก่อนการจัดตั้งบริษัท
    .
    อีกข้อเสนอคือควรมี การตรวจสอบย้อนหลังแบบ Risk-Based ไม่จำเป็นต้องรื้อทุกกรณี แต่ให้เริ่มจากกลุ่มที่มีสัญญาณความเสี่ยงสูง เช่น มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายบริษัทจำนวนมาก มีธุรกรรมผิดปกติ หรือมีหลักฐานร้องเรียนเฉพาะเจาะจง
    .
    คำถามใหญ่ที่รัฐต้องตอบให้ได้
    .
    สุดท้าย เรื่องนี้ไม่ได้จบที่คำถามว่า “มีชาวอิสราเอลถือบัตรประชาชนไทยจริงหรือไม่” เพราะวันนี้ฝ่ายมหาดไทยยืนยันแล้วว่าพบกรณีดังกล่าวจริง และมีมากกว่า 1 ราย โดยบางรายได้รับสัญชาติมาประมาณ 10 ปีแล้ว
    .
    คำถามที่สำคัญกว่าคือ
    ได้สัญชาติผ่านช่องทางใด?
    เอกสารต้นทางถูกต้องหรือไม่?
    มีใครอำนวยความสะดวกหรือไม่?
    บุคคลเหล่านี้เกี่ยวข้องกับบริษัทใดบ้าง?
    เงินลงทุนมาจากไหน?
    ใครเป็นเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง?
    .
    และที่สำคัญที่สุดคือ เครือข่ายบริษัทกว่า 100 แห่งกับเงินหมุนเวียนกว่า 5,000 ล้านบาท เชื่อมโยงกับบุคคลเหล่านี้ในระดับไหน
    .
    สิ่งที่สังคมควรจับตาจึงไม่ใช่ “ต่างชาติถือบัตรประชาชนไทย” แต่คือการตรวจสอบว่าระบบสัญชาติ ทะเบียนราษฎร และโครงสร้างธุรกิจ สามารถถูกใช้เป็นช่องทางสร้างสิทธิแทนทุนต่างชาติได้หรือไม่ และหากพบช่องโหว่ รัฐจะปิดมันอย่างไรไม่ให้เกิดซ้ำในภูเก็ตหรือจังหวัดท่องเที่ยวอื่นในอนาคต
    .
    .
    #Thaitribune
    https://www.facebook.com/share/p/1EawQozkp7/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,919
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ผกก.สภ.เมืองขอนแก่นเผยมีคลิปและพยานยืนยัน “ป้าดา” ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ปิดทางเข้า–ออกวัดป่าอดุลยาราม พลเมืองดีบันทึกภาพไว้และส่งมอบตำรวจ จึงต้องออกหมายเรียกรับทราบข้อหาบุกรุก พร้อมพรรคพวกอีก 5–6 คน

    อ่านเพิ่มเติมในคอมเมนต์ >>

    #MGRonline #ป้าดา #วัดป่าอดุลยาราม

    https://www.facebook.com/share/18xLFT8yk4/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,919
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รอบนี้ไทย เจอศึกหนักแน่นอนหากมีอะไรในกอไผ่เกิดขึ้น
    ❌ ไทยปฏิเสธ สหรัฐตั้งโรงงานผลิตโดรนในประเทศพร้อมทั้งแย้ง กองทัพ ไม่มีสิทธิตัดสินใจในการ ลงทุนของต่างชาติอ้างเป็นฝ่ายบริหาร โดย ด้าน
    ✅ กัมพูชาตอบสนองนโยบาย ฮุนมาเน็ตพร้อมจัดตั้งศูณย์ผลิตโดรน
    และการป้องกันประเทศโดย เตีย เซยฮา ให้การต้อนรับ
    .
    ❌นาย Elbridge Andrew Colby (เอลบริดจ์ แอนดรูว โคลบี้) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสงครามสหรัฐอเมริกา (United States Under Secretary of War for Policy) พร้อมคณะผู้แทนระดับสูง ซึ่งเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 12–13 สิงหาคม 2569 เพื่อร่วมหารือและเสริมสร้างความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างไทย–สหรัฐฯ
    .
    ✅นาย Elbridge Andrew Colby (เอลบริดจ์ แอนดรูว โคลบี้) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสงครามสหรัฐอเมริกา (United States Under Secretary of War for Policy) พร้อมคณะผู้แทนระดับสูง ซึ่งเดินทางเยือนประเทศกัมพูชา
    อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 14 สิงหาคม 2569 พล.อ.เตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้การต้อนรับพร้อมแถลงนโยบายร่วมการจัดตั้ง ⚡ ศูณย์ผลิตโดรนเพื่อการป้องกันประเทศ

    อ้างอิงข้อมูลฝั่งไทย
    https://www.facebook.com/share/p/1EUdrW6vXM/
    ฝั่งเขมรจากเทเลแกรมกระทรวงความมั่นคง ในคอมเม้น

    ✅เพจหลัก https://www.facebook.com/beemnews
    ✅สำรอง https://www.facebook.com/beemnews.sub
    ✅ยูทูปเผื่อเฟสหายไป https://www.youtube.com/@beemnew

    #beemnews
    #Scambodia
    #ไทยไม่ใช่ผู้รุกราน

    https://www.facebook.com/share/1BeCMAHLJ6/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,919
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อนุทินย้ำ ไม่ใช้เรื่องของทหารที่จะมีสิทธิ "ตัดสินใจ" ให้ใครก็ได้ตั้งศูณย์โครนพร้อมและปฏิเสธสหรัฐฯ ตั้งฐานผลิตโดรนในไทย ยันแยกความมั่นคง-การค้า ไม่ใช้เรื่องทหารเจรจาภาษี ย้ำ Cobra Gold เดินหน้าปกติ
    .
    วันนี้ (14 สิงหาคม) เวลา 09.00 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกระแสข่าวที่สหรัฐอเมริกาจะมาตั้งฐานผลิตอากาศยานไร้คนขับในประเทศไทย โดยปฏิเสธว่ายังไม่ได้รับรายงาน

    ส่วนกรณีการใช้เรื่องการทหารไปเจรจาภาษีการค้านั้น นายกรัฐมนตรี ย้ำว่าไม่มี โดยเมื่อวานนี้ เอลบริดจ์ โคลบี (Mr. Elbridge Colby) ปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาฝ่ายนโยบาย (Under Secretary of Defense for Policy) ได้เข้าพบ แต่ไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องการค้าและภาษี ซึ่งเป็นการเจรจาด้านการค้า แต่มีการพูดคุยเรื่องความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหาร โดยรัฐบาลจะไม่ให้ทั้งสองเรื่องมาเกี่ยวข้องกัน ซึ่งบรรยากาศการหารือเป็นไปได้ดีมาก
    .
    ส่วนจะต้องแยกเรื่องความมั่นคงกับการเจรจาทางการค้าออกจากกันหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า สหรัฐฯ เป็นแบบนี้มาตลอด เพราะปลัดกระทรวงกลาโหมไม่ได้มีประเด็นที่พูดคุยกันเรื่องการค้า

    ส่วนการฝึกซ้อมรบร่วมและผสม Cobra Gold จะเป็นไปตามห้วงเวลาปกติหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เป็นปกติ เพราะเป็นสิ่งที่ทำมาหลายสิบปีแล้ว ไม่ทราบว่าใครเปิดกระแสนี้ขึ้นมา เพราะไม่มีเรื่องดังกล่าว
    .
    เมื่อถามว่า ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รายงานเรื่องการเจรจาต่อรองภาษีการค้ามาบ้างแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ได้มีการประชุมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเพื่ออัปเดตข้อมูล ซึ่งทุกอย่างอยู่ตามกรอบเวลาที่คณะเจรจาได้กำหนดไว้

    อ้างอิง https://thestandard.co/homepage/

    ✅เพจหลัก https://www.facebook.com/beemnews
    ✅สำรอง https://www.facebook.com/beemnews.sub
    ✅ยูทูปเผื่อเฟสหายไป https://www.youtube.com/@beemnew

    #beemnews
    #Scambodia
    #ไทยไม่ใช่ผู้รุกราน

    https://www.facebook.com/share/p/1ExYvmGoHW/
     

แชร์หน้านี้

Loading...