ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,310
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “ผอ.ใหญ่ UNESCO”พบ” อนุทิน“
    คุย การดูแล”มรดกโลกไทย“
    เดินหน้าดัน “ชุดไทย” สู่เวทีโลก
    ต่อยอดวัฒนธรรม–AI–มรดกโลก ยกระดับบทบาทไทยในระดับนานาชาติ

    .

    นายคอลิด อะห์มัด อัลอะนานี อะลี อิซ (H.E. Mr. Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เพื่อหารือความร่วมมือระหว่างไทยกับยูเนสโกในหลายด้าน ทั้งวัฒนธรรม เทคโนโลยี การศึกษา และการพัฒนาที่ยั่งยืน ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง โดยการเยือนประเทศไทยในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเป็นหุ้นส่วนที่แน่นแฟ้นและพัฒนาการความร่วมมือระหว่างไทยกับยูเนสโก

    อีกทั้ง นายกฯได้เน้นย้ำถึงความพร้อมของประเทศในการทำงานร่วมกับยูเนสโกอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันบทบาทของไทยในเวทีโลก และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับประชาชน ทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และเทคโนโลยี

    ประเด็นสำคัญที่หารือร่วมกัน ได้แก่
    1. ผลักดัน “ชุดไทย” สู่มรดกภูมิปัญญาโลก รัฐบาลเดินหน้าผลักดัน “ชุดไทย” ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก เพื่อสร้างการรับรู้และต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย ทั้งด้านแฟชั่น งานหัตถกรรม การท่องเที่ยว และซอฟต์พาวเวอร์ไทยในระดับนานาชาติ

    พร้อมกันนี้ ไทยเตรียมจัดนิทรรศการ “Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity” ที่พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ โดยจะจัดแสดงฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ เพื่อเผยแพร่ความงดงามและเอกลักษณ์ของชุดไทยสู่สายตาชาวโลก

    2. เดินหน้าดูแลมรดกโลกไทยอย่างยั่งยืน นายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกทั้งทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาทรัพยากรสำคัญของประเทศ และส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป

    3. ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางธรรมาภิบาล AI ระดับนานาชาติ
    รัฐบาลเตรียมผลักดันการจัดตั้ง “ศูนย์กลางธรรมาภิบาลด้าน AI” ภายใต้ ETDA ร่วมกับยูเนสโก เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และมาตรฐานด้าน AI ของภูมิภาคและระดับโลก โครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพบุคลากรไทย สร้างความเชื่อมั่นด้านเทคโนโลยี และเปิดโอกาสให้ไทยมีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวทางการใช้ AI อย่างมีจริยธรรมและปลอดภัย

    ด้านยูเนสโก เสนอให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมการศึกษาระดับโลกในช่วงไตรมาสแรกของปี 2570 โดยต่อยอดจากความสำเร็จของการประชุมด้าน AI หรือ GFEAI 2025 ที่ผ่านมา ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับ UNESCO โดยฝ่ายไทยแสดงความพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ และมุ่งผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางของเวทีความร่วมมือสำคัญระดับนานาชาติ

    4. เตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติบุคคลสำคัญของไทยร่วมกับยูเนสโก
    ไทยอยู่ระหว่างเตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจและคุณูปการสำคัญต่อประชาคมโลก โดยได้เชิญยูเนสโกเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนในการจัดกิจกรรมดังกล่าวด้วย

    ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก พร้อมให้การสนับสนุนทุกการริเริ่มของไทย และผลักดันนโยบายด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ ทรัพยากรมนุษย์ของไทยอย่างเต็มที่

    นายกฯ ยังกล่าวด้วยว่า ความร่วมมือกับยูเนสโกครั้งนี้ จะช่วยยกระดับบทบาทของไทยในเวทีโลก สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม พร้อมผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและเทคโนโลยีของภูมิภาคในอนาคต

    #UNESCO
    #worldherirage
    #ปราสาทเขาพระวิหาร

    https://www.facebook.com/share/p/1EJqwq2sey/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,310
    ค่าพลัง:
    +97,153
    MEA เตือนติด "โซลาร์ราคาถูกไร้มาตรฐาน" เสี่ยงไฟไหม้-ไฟรั่ว ไม่ช่วยประหยัดจริง แนะเช็ก 6 เรื่องก่อนติดตั้ง

    16 พฤษภาคม 2569 #การไฟฟ้านครหลวง (MEA) ออกคำเตือนถึงประชาชนที่กำลังสนใจติดตั้ง #ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ “#โซลาร์รูฟท็อป” ให้ระมัดระวังการเลือกใช้อุปกรณ์และผู้ติดตั้งที่ไม่มีมาตรฐาน แม้ราคาจะถูกกว่าท้องตลาด แต่เสี่ยงเกิดอันตรายทั้งไ #ฟฟ้ารั่ว #ไฟไหม้ ระบบทำงานไม่มีประสิทธิภาพ และอาจไม่ช่วยลดค่าไฟได้จริงตามที่โฆษณา
    .
    #MEA ระบุว่า ปัจจุบันกระแสการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในบ้านพักอาศัยและอาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากปัจจัยค่าไฟฟ้าที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงความต้องการใช้พลังงานสะอาด #เพื่อลดค่าใช้จ่ายระยะยาว แต่ในขณะเดียวกัน ก็พบว่ามีผู้ประกอบการบางรายใช้การแข่งขันด้านราคาเป็นจุดขาย โดยลดต้นทุนผ่านการใช้อุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน หรือขาดการออกแบบระบบอย่างถูกต้อง ซึ่งอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงในอนาคต
    .
    หน่วยงานจึงแนะนำให้ประชาชนตรวจสอบ 6 ประเด็นสำคัญก่อนตัดสินใจติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป ดังนี้

    ตรวจสอบมาตรฐานอุปกรณ์
    ทั้งแผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ ระบบตัดไฟ และอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าต่าง ๆ ต้องผ่านมาตรฐานรับรอง เพื่อป้องกันปัญหาไฟฟ้าลัดวงจรและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานในระยะยาว
    เลือกบริษัทหรือผู้ติดตั้งที่มีความน่าเชื่อถือ

    ควรมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ วิศวกรควบคุม และมีประสบการณ์จริง ไม่ควรเลือกเพียงเพราะราคาถูก หรือใช้ช่างทั่วไปที่ไม่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

    ตรวจสอบโครงสร้างหลังคาก่อนติดตั้ง
    หลังคาต้องสามารถรองรับน้ำหนักของแผงและโครงสร้างได้อย่างปลอดภัย รวมถึงคำนึงถึงแรงลม ฝน และสภาพอากาศในระยะยาว

    เช็กเงื่อนไขการรับประกันและบริการหลังการขาย
    ทั้งตัวแผง อินเวอร์เตอร์ และงานติดตั้งควรมีการรับประกันชัดเจน เพราะระบบโซลาร์เป็นการลงทุนระยะยาวที่ใช้งานนานหลายปี

    ขออนุญาตเชื่อมต่อระบบกับการไฟฟ้าอย่างถูกต้อง
    เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายและลดความเสี่ยงต่อระบบไฟฟ้าในบ้าน รวมถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และระบบโครงข่ายไฟฟ้าโดยรวม

    ประเมินความคุ้มค่าตามพฤติกรรมการใช้ไฟจริง
    ควรคำนวณขนาดระบบให้เหมาะสมกับการใช้ไฟในแต่ละบ้าน รวมถึงประเมินระยะเวลาคืนทุน ไม่ควรเชื่อเฉพาะคำโฆษณาว่าจะ “ลดค่าไฟได้ทันที”
    .
    MEA เตือนว่า ระบบที่ติดตั้งไม่ได้มาตรฐานอาจก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาว เช่น จุดเชื่อมสายไฟร้อนผิดปกติ อินเวอร์เตอร์เสียหายเร็ว ระบบผลิตไฟได้ต่ำกว่าที่ออกแบบ หรือเกิดไฟฟ้ารั่วสะสมจนเสี่ยงไฟไหม้บ้าน โดยบางกรณีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมกลับสูงกว่าค่าติดตั้งเริ่มต้นหลายเท่า
    .
    แม้โซลาร์เซลล์จะช่วยลดภาระค่าไฟและเป็นพลังงานสะอาดที่ได้รับความนิยมทั่วโลก แต่ “คุณภาพของระบบ” ถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะหากออกแบบไม่เหมาะสมหรือใช้อุปกรณ์ด้อยมาตรฐาน นอกจากจะไม่คุ้มค่าแล้ว ยังอาจกระทบความปลอดภัยของคนในบ้านโดยตรง
    .
    ทั้งนี้ MEA แนะนำให้ประชาชนศึกษาข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน พร้อมตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรอง เพื่อให้การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งด้านความปลอดภัย การประหยัดพลังงาน และความคุ้มค่าในระยะยาว
    .
    .
    #Thaitribune
    https://www.facebook.com/share/1Nmm7Wt7fL/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,310
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จับตาตะวันออกกลางระอุซ้ำหลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงสหรัฐฯ และอิสราเอลเตรียมเป้าหมายโจมตีระลอกใหม่ในอิหร่านสัปดาห์หน้า

    สหรัฐฯ-อิสราเอล ล็อคเป้าถล่มอิหร่านสัปดาห์หน้า สื่อใหญ่เผยเตรียมยกระดับทางทหารครั้งใหม่ แม้อยู่ช่วงข้อตกลงหยุดยิง

    มีรายงานจากสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) โดยอ้างอิงแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ระหว่างที่กองทัพของทั้งสองประเทศกำลังดำเนินการจัดเตรียมและทบทวนรายชื่อเป้าหมายทางทหารภายในประเทศอิหร่าน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ ซึ่งคาดว่าอาจเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดภายในสัปดาห์หน้า ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคที่ยังคงตึงเครียดอย่างหนัก

    ความเคลื่อนไหวทางทหารในครั้งนี้มีขึ้นภายใต้คำสั่งการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ พล.อ.อียัล ซามีร์ เสนาธิการกองทัพอิสราเอล โดยระบุว่ามีความจำเป็นต้องรักษาขีดความสามารถในการป้องปรามเอาไว้ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการประกาศหยุดยิงชั่วคราวและการเจรจาหลังเหตุการณ์เผชิญหน้ารุนแรงในช่วงต้นปี 2026 แต่การ reconstitute หรือการฟื้นฟูกำลังพลและระบบขีปนาวุธของฝั่งอิหร่านภายใต้การนำของมุจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ กลายเป็นปัจจัยเร่งให้ชาติตะวันตกต้องเตรียมมาตรการตอบโต้เชิงรุก

    นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ประเมินว่า เป้าหมายที่มีการจัดเตรียมไว้ในแผนปฏิบัติการครั้งนี้ ครอบคลุมถึงคลังแสงขีปนาวุธนำวิถี โรงงานผลิตอากาศยานไร้คนขับ (UAV) และศูนย์บัญชาการทางทหารที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งคาดการณ์ว่าหากการโจมตีเกิดขึ้นจริง จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาวะเศรษฐกิจและราคาพลังงานโลกที่กำลังอยู่ในภาวะเปราะบางจากวิกฤตการณ์ dual blockade ในปัจจุบัน

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: กองทัพอิสราเอลและสหรัฐฯ มีการประสานงานและจัดตั้งบัญชีรายชื่อเป้าหมายในอิหร่านจริงตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ทหาร
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: กำหนดการและวันเวลาที่แน่ชัดในการเปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในสัปดาห์หน้า
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: ขอบเขตความเสียหายของเป้าหมายหลักและปฏิกิริยาตอบโต้ทางทหารอย่างเป็นรูปธรรมจากฝั่งอิหร่านต่อแผนการนี้

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – รายงานโดยสำนักข่าว Tier 1 อย่าง CNN พร้อมการยืนยันกรอบยุทธศาสตร์จากแถลงการณ์เตรียมความพร้อมของเสนาธิการทหารอิสราเอล

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: CNN, Reuters

    https://www.facebook.com/share/1S7YG3HP3L/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,310
    ค่าพลัง:
    +97,153
    FB_IMG_1778927916677.jpg
    วันที่ 16 พ.ค. 2569 มีภาพหลุดชวนหัวร้อน เมื่อทหารเพื่อนบ้านเดินลาดตระเวนโชว์กร่าง ข้ามรั้วลวดหนามเข้ามาฝั่งไทยแบบหน้าตาเฉย พฤติกรรมท้าทายแบบนี้ทำเอาคนไทยอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ปล่อยให้ข้ามเส้นมาง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง

    นี่คือการจงใจลองดีหรือแค่ไม่รู้รอยต่อเขตแดนกันแน่ การล้ำเส้นครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่ความเผลอเรอ แต่อาจเป็นการจงใจขยับแนวเขตทีละนิดเพื่อทดสอบความนิ่งของฝ่ายเรา

    ถ้าเราปล่อยเบลอไม่รีบประท้วงหรือท้วงติง อนาคตพื้นที่ตรงนี้อาจถูกตู่เอาไปเป็นของตัวเองแบบเนียนๆ งานนี้หน่วยงานความมั่นคงฝั่งไทยต้องเด็ดขาด รีบขีดเส้นให้ชัดก่อนจะเสียเปรียบไปมากกว่านี้

    https://www.facebook.com/share/1FbTNvFJxU/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,310
    ค่าพลัง:
    +97,153
    FB_IMG_1778928012602.jpg
    วันที่ 16 พ.ค. 2569 เกิดเหตุระทึกแนวชายแดน เมื่อทหารไทยและเพื่อนบ้านเผชิญหน้าปะทะคารมเดือดกลางป่าไผ่ สถานการณ์บีบคั้นหนักเมื่อฝ่ายตรงข้ามอย่างน้อย 2 นาย หมอบประทับปืx AK-47 เล็งตรงมาที่เจ้าหน้าที่ไทยในระยะหวังผล แค่ปลายนิ้วกระดิกอาจเกิดการปะทะและสูญเสียครั้งใหญ่ได้ทันที
    FB_IMG_1778928018082.jpg
    ความนิ่งของทหารไทยที่เลือกใช้การเจรจาแทนการใช้กำลังตอบโต้ การควบคุมสติในนาทีที่มีปืxจ่อหน้าแสดงให้เห็นถึงการฝึกฝนวินัยมาอย่างดี เพราะการปะทะด้วยอาวุธอาจลุกลามเป็นปัญหาระดับประเทศ การปกป้องแผ่นดินด้วยความอดทนจึงเป็นยุทธวิธีที่เด็ดขาดและช่วยรักษาชีวิตของเจ้าหน้าที่หน้างานไว้ได้
    https://www.facebook.com/share/p/1Kin4oiTKx/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,310
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Bond 30 ปีสหรัฐฯ พุ่ง 5.12% สูงสุดก่อนวิกฤต 2008

    ตัวเลขเดียว…แต่แรงพอจะเขย่าทั้งระบบการเงินโลก

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งขึ้นไปแตะ 5.12%
    ระดับนี้ไม่ได้เห็นมานานเกือบ 20 ปี
    และครั้งล่าสุดที่โลกเคยอยู่ตรงจุดนี้…คือก่อนวิกฤตการเงินปี 2008

    สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือ
    ตลาดหุ้นเริ่มผันผวน
    หุ้นเทคโนโลยีถูกขาย
    ต้นทุนการเงินทั่วโลกถูก “รีเซ็ต” ขึ้นอีกระดับ

    ต้องเข้าใจก่อนว่า bond yield ไม่ใช่แค่ตัวเลขในตลาดการเงิน
    แต่มันคือ “ราคาของเงิน” ในระบบเศรษฐกิจ

    เมื่อ yield 30 ปีขึ้นไปถึง 5%
    แปลว่าใครก็ตามที่ต้องการกู้เงินระยะยาว
    ต้องจ่ายแพงขึ้นทันที

    และมันกระทบเป็นลูกโซ่

    ตลาดบ้านในสหรัฐฯ เริ่มตึง
    เพราะ mortgage rate ขยับขึ้นตาม
    บ้านที่เคยผ่อนสบาย กลายเป็นภาระหนักขึ้นในพริบตา

    บริษัทที่มีหนี้สูง
    ต้อง refinance ด้วยดอกเบี้ยที่แพงกว่าเดิม
    กำไรในอนาคตถูกบีบ

    รัฐบาลสหรัฐฯ เอง
    ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
    ในช่วงที่หนี้สาธารณะทะลุ 30 ล้านล้านดอลลาร์ไปแล้ว

    คำถามคือ…ทำไม yield ถึงพุ่งแรงขนาดนี้

    ปัจจัยแรกคือเงินเฟ้อที่ยังไม่ยอมลงง่าย
    แม้ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยมาแล้วหลายรอบ
    แต่แรงกดดันจากพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่

    อีกปัจจัยที่ตลาดเริ่มพูดถึงมากขึ้น
    คือ “ปริมาณหนี้” ของรัฐบาลสหรัฐฯ

    เมื่อรัฐบาลต้องออกพันธบัตรเพิ่ม
    เพื่อเอาเงินมาใช้จ่าย
    ตลาดก็ต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง

    พูดอีกแบบคือ
    คนเริ่ม “เรียกร้องดอกเบี้ยแพงขึ้น” เพื่อถือหนี้สหรัฐฯ

    และนี่คือจุดที่เริ่มอันตราย

    เพราะถ้า yield ขึ้นจาก “เศรษฐกิจแข็งแรง”
    มันยังพอรับได้

    แต่ถ้า yield ขึ้นจาก “ความไม่มั่นใจ”
    มันจะกลายเป็นแรงกดทับทั้งระบบ

    อีกมุมที่ต้องดูคือ yield curve

    ตอนนี้ตลาดยังอยู่ในภาวะ inverted
    คือดอกเบี้ยระยะสั้นสูงกว่าระยะยาวในหลายช่วง

    แต่การที่ 30 ปีพุ่งขึ้นแรง
    กำลังบอกว่า “ความกลัวระยะยาว” เริ่มเพิ่มขึ้น

    ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจปีหน้า
    แต่เป็นเรื่องเสถียรภาพอีก 10–30 ปีข้างหน้า

    ในมุมของนักลงทุน
    สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังเปลี่ยนเกมหลายอย่าง

    เงินเริ่มมีทางเลือก
    เพราะ bond ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น

    สินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น
    โดยเฉพาะกลุ่มที่ valuation สูง
    จะถูกกดดันมากขึ้น

    อสังหาริมทรัพย์
    ซึ่งอิงกับดอกเบี้ยโดยตรง
    จะเริ่มเห็นแรงชะลอชัดขึ้น

    และเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่า
    เพราะเงินทุนไหลกลับเข้าสหรัฐฯ

    สิ่งที่ต้องจับตาคือ
    ถ้า yield 10 ปี ขยับเข้าใกล้ 5%

    หรือ credit market เริ่มมีปัญหา
    เช่น bond บริษัทถูกขายหนัก

    มันอาจไม่ใช่แค่ “ตลาดปรับฐาน”
    แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ stress ในระบบการเงิน

    ภาพที่กำลังเกิดขึ้น
    ไม่ใช่แค่เรื่องดอกเบี้ยขึ้น

    แต่มันคือโลกที่ “เงินแพง” กว่าที่เคยเป็นมาเกือบ 10 ปี

    และเมื่อเงินแพง
    ทุกอย่างจะต้องถูก reprice ใหม่

    ตั้งแต่หุ้น
    ไปจนถึงบ้าน
    ไปจนถึงมูลค่าของทั้งเศรษฐกิจ

    ตอนนี้ตลาดยังถกเถียงกันอยู่
    ว่านี่คือสัญญาณเศรษฐกิจแข็งแรง
    หรือเป็นสัญญาณเตือนก่อนบางอย่างจะเริ่มพัง

    แต่สิ่งหนึ่งที่เริ่มชัดขึ้นคือ
    ยุคดอกเบี้ยต่ำแบบเดิม…อาจจะไม่กลับมาเร็ว ๆ นี้

    และการเคลื่อนไหวของ bond ครั้งนี้
    อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ chapter ใหม่ของระบบการเงินโลก

    สิ่งที่ยังต้องติดตามต่อคือ
    ท่าทีของ Fed ในการประชุมครั้งถัดไป
    และความต้องการซื้อพันธบัตรของตลาดโลก
    เพราะถ้าไม่มีใครอยากถือหนี้ระยะยาวในระดับนี้

    คำถามจะไม่ใช่แค่ดอกเบี้ยจะขึ้นไปถึงไหน
    แต่จะกลายเป็นว่า
    ใครกันแน่…จะเป็นคนรับภาระของต้นทุนเงินที่กำลังพุ่งขึ้นรอบนี้

    https://www.facebook.com/share/1CkCux7pQy/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,310
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Jim Rogers เทขายหุ้นสหรัฐฯ เตือนหนี้ $39T ใกล้จุดจบ

    นักลงทุนระดับตำนานที่เคยร่วมก่อตั้งกองทุนกับ George Soros
    วันนี้เลือก “ออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งหมด”

    และคำอธิบายของเขา…ไม่ใช่เรื่องเล็ก

    Jim Rogers มองว่าหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นแตะเกือบ 39 ล้านล้านดอลลาร์
    กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาที่ใหญ่ที่สุดในระบบการเงินโลก

    ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ใหญ่
    แต่มัน “ใหญ่เกินกว่าที่ระบบจะรับไหว” ในระยะยาว

    เพราะถ้ามองให้ลึก
    สหรัฐฯ กำลังอยู่ในจุดที่หนี้มากกว่าขนาดเศรษฐกิจ

    ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักในประวัติศาสตร์
    และทุกครั้งที่เกิดขึ้น…มักตามมาด้วยปัญหา

    สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ
    ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเพื่อดูแลหนี้ก้อนนี้

    ล่าสุดตัวเลขทะลุระดับกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
    และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    ในโลกที่ดอกเบี้ยสูงขึ้น
    หนี้จะไม่ใช่แค่ “ตัวเลขบนกระดาษ”
    แต่มันจะกลายเป็น “ภาระจริง” ที่กินงบประมาณประเทศ

    นี่คือเหตุผลที่ Rogers ไม่รอ

    เขาเลือกขายหุ้นทั้งหมด
    และหันไปถือสินทรัพย์ที่เขาเชื่อว่า “อยู่รอดทุกยุค”

    ทองคำ และ เงิน

    ไม่ใช่เพราะมันจะขึ้นแรงในระยะสั้น
    แต่เพราะมัน “รักษามูลค่า” ได้ในระยะยาว

    เขาพูดชัดว่า
    ทองและเงินอยู่มาเป็นร้อยปี
    ผ่านสงคราม ผ่านวิกฤต ผ่านการล่มสลายของค่าเงิน

    และยังคงมีค่า

    คำพูดที่แรงที่สุดคือ
    เขาหวังว่าลูกของเขาจะได้รับทองคำเหล่านี้ต่อไปในอนาคต

    นี่ไม่ใช่ mindset ของนักเก็งกำไร
    แต่มันคือ mindset ของคนที่มอง “การปกป้องความมั่งคั่ง”

    ภาพที่ใหญ่กว่านั้นกำลังชัดขึ้นเรื่อย ๆ

    โลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่
    ความเชื่อมั่นต่อ “เงินกระดาษ” เริ่มถูกตั้งคำถาม

    เมื่อรัฐบาลสามารถพิมพ์เงินได้
    แต่ไม่สามารถควบคุมหนี้ได้

    สินทรัพย์ที่ไม่มีใครควบคุม
    อย่างทองคำ
    จึงกลับมาอยู่ใน spotlight อีกครั้ง

    แต่ต้องมองให้ครบ

    Rogers ไม่ใช่คนแรกที่เตือน
    และเขาก็เตือนมาหลายปีแล้ว

    ในช่วงเวลานั้น
    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังขึ้นต่อ

    โดยเฉพาะหุ้นเทคที่สร้างผลตอบแทนมหาศาล

    ดังนั้น การ “ขายทั้งหมด”
    ไม่ใช่คำตอบที่เหมาะกับทุกคน

    แต่มันคือสัญญาณว่า
    นักลงทุนระดับโลกบางคน
    เริ่มให้ความสำคัญกับ “risk” มากกว่า “return”

    ในมุมของนักลงทุน

    สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่สัญญาณให้ panic
    แต่เป็นสัญญาณให้ “คิดใหม่”

    พอร์ตที่พึ่งพาหุ้นอย่างเดียว
    อาจไม่ตอบโจทย์ในโลกที่ดอกเบี้ยสูงและหนี้ล้นระบบ

    การกระจายไปยังสินทรัพย์อื่น
    ไม่ว่าจะเป็นทองคำ
    commodity
    หรือแม้แต่เงินสด

    เริ่มมีบทบาทมากขึ้น

    อีกจุดที่ต้องจับตาคือ
    ถ้าความกังวลเรื่องหนี้เริ่มกระทบตลาดพันธบัตร

    เหมือนที่ yield ระยะยาวเริ่มขยับขึ้น

    มันจะไม่ใช่แค่เรื่องของรัฐบาล
    แต่จะลามไปทั้งระบบการเงิน

    เพราะ bond คือรากฐานของทุกอย่าง

    และถ้ารากฐานเริ่มสั่น
    สิ่งที่อยู่ด้านบนก็จะสั่นตาม

    สิ่งที่ยังไม่มีใครตอบได้ชัดคือ
    จุดจบที่ Rogers พูดถึง…จะมาในรูปแบบไหน

    จะเป็นเงินเฟ้อ
    ค่าเงินอ่อน
    หรือวิกฤตการเงินรอบใหม่

    แต่ที่เริ่มเห็นชัดคือ
    คนที่อยู่ในเกมมานานที่สุดบางคน
    เริ่มขยับตัวก่อนแล้ว

    และคำถามที่สำคัญกว่า
    อาจไม่ใช่ว่าเขาคิดถูกหรือผิด

    แต่คือ…ถ้าโลกกำลังเปลี่ยนจริง
    พอร์ตของเราพร้อมรับมันแค่ไหน

    https://www.facebook.com/share/p/1K1yLVguX9/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,310
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไทยชูจุดแข็ง “ประเทศเป็นกลาง” ดัน BOI ปั้นไทย สู่ฮับลงทุนโลก!

    สงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจยังไม่จบ…
    แต่ไทยกำลังใช้ “ความเป็นกลาง” เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นฐานลงทุนที่ทุกฝ่ายยอมรับ

    ล่าสุด BOI ออกมาพูดชัดว่า จุดแข็งที่ทำให้นักลงทุนยังเลือกไทย ไม่ใช่เพราะค่าแรงถูกที่สุด หรือเศรษฐกิจโตแรงที่สุดแบบเวียดนาม

    แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่พร้อมกว่าในหลายมิติ

    ตั้งแต่ไฟฟ้าที่เสถียร
    พลังงานสะอาด
    นิคมอุตสาหกรรมที่กระจายทั่วประเทศ
    ระบบโลจิสติกส์
    ไปจนถึง Supply Chain ที่ครบวงจร

    สิ่งเหล่านี้อาจฟังดูธรรมดา…
    แต่สำหรับบริษัทระดับโลก โดยเฉพาะยุค AI, EV และ Data Center มันคือ “หัวใจ” ของการตัดสินใจลงทุน

    เพราะโรงงานยุคใหม่ กลัวไฟดับมากกว่าค่าแรงแพง

    BOI ยังย้ำอีกว่า นักลงทุนจำนวนมากมองไทยเป็น “พื้นที่ปลอดภัยทางภูมิรัฐศาสตร์”

    จีนก็ลงทุนได้
    อเมริกาก็ยังใช้ไทยเป็นฐาน
    ญี่ปุ่นและยุโรปก็ยังไม่ถอนตัว

    ในวันที่โลกแบ่งขั้วหนักขึ้น ไทยกลับได้แต้มจากการไม่เป็นคู่ขัดแย้งของใคร

    ขณะที่เวียดนามกำลังโตแรง 7-8% จากการรับฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์และสมาร์ทโฟน ไทยกำลังเลือกอีกเกมหนึ่ง…

    เกมของ “ประเทศที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมระดับสูง”

    ซึ่งต่างกันมาก

    เวียดนามอาจได้แรงงานผลิตจำนวนมาก
    แต่ไทยกำลังพยายามดึงอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ระบบนิเวศครบกว่าเดิม

    ทั้ง EV
    Semiconductor
    Data Center
    Automation
    รวมถึง Green Energy

    นี่จึงไม่ใช่การแข่งขันว่าใครโตเร็วกว่าอย่างเดียว
    แต่เป็นการแข่งขันว่า “ใครจะอยู่ใน Supply Chain โลกได้นานกว่า”

    มุมที่น่าสนใจคือ…
    เมื่อ BOI พยายามดึงอุตสาหกรรมใหม่เข้ามา สิ่งที่จะเปลี่ยนตามมาไม่ใช่แค่ GDP

    แต่คือ “ราคาที่ดิน”
    โดยเฉพาะรอบนิคมอุตสาหกรรม
    เมืองโลจิสติกส์
    และโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน

    เราเริ่มเห็นภาพนี้ชัดใน EEC ไปแล้ว
    ที่ราคาที่ดินและคลังสินค้าโตสวนเศรษฐกิจหลายช่วง

    อีกด้านหนึ่ง ตลาดทุนไทยเองก็กำลังรอคำตอบว่า FDI รอบใหม่ จะเปลี่ยนกำไรบริษัทไทยได้จริงแค่ไหน

    เพราะถ้าเม็ดเงินลงทุนเข้ามาแค่ “ประกาศ”
    แต่ไม่เกิดการใช้จ่ายจริงในประเทศ ผลกระทบก็อาจจำกัด

    แต่ถ้ามันนำไปสู่โรงงานใหม่
    แรงงานใหม่
    การใช้ไฟฟ้าเพิ่ม
    โลจิสติกส์ขยาย
    และการสร้างเมืองเศรษฐกิจใหม่

    ภาพของไทยในอีก 5-10 ปี อาจไม่เหมือนเดิมเลย

    ตอนนี้โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ภูมิรัฐศาสตร์” มีผลต่อการลงทุนมากพอๆ กับต้นทุนธุรกิจ

    และคำถามสำคัญคือ…

    ไทยจะรักษาสถานะ “ประเทศกลาง” ได้นานแค่ไหน
    ในวันที่โลกเริ่มบังคับให้ทุกประเทศเลือกข้างมากขึ้นเรื่อยๆ

    https://www.facebook.com/share/p/17dPr8pz1C/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,310
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จับตาเบื้องหลังเทคโนโลยีการทหารชุดใหม่ของมหาอำนาจเอเชียที่มีรายงานว่าอาจเปลี่ยนดุลอำนาจการยิงระยะไกล

    สื่อต่างประเทศรายงานจับตาความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของจีน หลังสองบริษัทผู้ผลิตอาวุธและอุปกรณ์ทัศนศาสตร์รายใหญ่ของรัฐบาลปักกิ่ง ออกมาเปิดเผยเป็นนัยถึงการทำลาย "สถิติโลก" ครั้งใหม่ ระหว่างการทดสอบยิงสไนเปอร์อย่างเป็นความลับ ซึ่งนักวิเคราะห์ทางการทหารประเมินว่าระยะยิงในครั้งนี้อาจทะลุ 3,500 เมตรไปแล้ว

    รายงานจากสำนักข่าว South China Morning Post ระบุว่า บริษัท Chongqing Changjiang ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตกระสุนรายใหญ่ที่สุดของจีน เปิดเผยข้อมูลการทดสอบเมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา โดยระบุว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทประสบความสำเร็จในการรีเฟรชสถิติโลกขึ้นมาใหม่ สอดคล้องกับรายงานจากบริษัท Hunan Huanan OptoElectronic ผู้ผลิตระบบกล้องเล็งทัศนศาสตร์ที่ออกมายืนยันว่า อุปกรณ์ของบริษัทได้เข้าร่วมการทดสอบเฉพาะกิจของพลซุ่มยิง และสามารถทำลายสถิติโลกเดิมได้เช่นกัน

    ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ระบุว่าหากการทดสอบดังกล่าวเป็นการยิงด้วยแพลตฟอร์มขนาดกระสุน 8.6 มม. (.338) เช่นเดียวกับปืนไรเฟิลรุ่น CS/LR24 ของจีนที่เคยทำสถิติยิงเข้าเป้า 100% ในระยะ 3,017 เมตรมาแล้ว จะถือเป็นก้าวสำคัญของกองทัพจีนในการพัฒนาอาวุธปืนระยะไกลประสิทธิภาพสูงขึ้นมาเทียบเคียงหรือเหนือกว่าระบบของสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ที่เคยครองตลาดกระสุนขนาดนี้มาอย่างยาวนาน

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: บริษัท Chongqing Changjiang และ Hunan Huanan OptoElectronic ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการทดสอบอาวุธและอุปกรณ์นำวิถีที่ระบุว่าเป็นการทำลายสถิติโลกจริง
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: ระยะทางในการยิงที่แน่ชัดว่าเกิน 3,500 เมตรตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้หรือไม่ รวมถึงชนิดของปืนไรเฟิลที่ใช้ในการทดสอบอย่างเป็นทางการ
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: การรับรองสถิติดังกล่าวอย่างเป็นทางการจากองค์กรสากลภายนอกประเทศจีน

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Partially Confirmed – มีหลักฐานรายงานและถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยุทธภัณฑ์ระดับแนวหน้าของจีน 2 แห่ง แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดตัวเลขระยะยิงและรุ่นของอาวุธอย่างเป็นทางการจากกองทัพ

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: South China Morning Post

    https://www.facebook.com/share/p/1FodUi1iTJ/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,310
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วนไหม? มหาดไทย เอาแน่!ชง เตรียมออก "บัตรประจำตัวต่างด้าว" เฉพาะกลุ่ม ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ตามนโยบาย
    "สิงห์หนู" Right to Work เพื่อของบฯ "UNHCR"
    .
    หนุนการทำงานพึ่งพาตนเอง เปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยที่อยู่ศูนย์พักพิง 4 จว.ชายแดน ตัวเลขปี 68 กว่า 2 แสนคน เฉพาะที่มีศักยภาพและอยู่ในวัยแรงงาน สามารถออกมาทำงานนอกพื้นที่พักพิงฯ ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เผย คณะทำงาน รับลูกปรับยุทธศาสตร์ จ่อของบฯ "UNHCR" ผลิตบัตรให้เป้าหมาย "กลุ่มวัยแรงงาน" ออกไปทำงานเป็นลำดับแรก

    เขาช่วยกันสร้างงานสร้างอาชีพ แต่นี้รับต่างด้าวมาของบ?
    สถานรับเลี้ยงโรฮินญาต่อจากบ้านหนองจาน หนองหญ้าแก้วรอชม

    อ้างอิง MGR
    https://mgronline.com/politics/deta...v8f_n1vpFtlPrQOt5I_aem_21qucsvzEkoLtkPOqvL98A

    #beemnews

    https://www.facebook.com/share/p/14e2ga2v78M/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,310
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทั้งขึ้นทั้งล่อง! น้ำมันแพง ต้องผสมเอทานอลเยอะขึ้น ซึ่งอเมริกาก็เป็นผู้ส่งออกเอทานอลอันดับ 1 ของโลกอีก! สงคราม ยิ่งรบยิ่งรวย!
    ไตรมาสแรกปีนี้ อเมริกาส่งออก 2.4 พันล้านลิตร เพิ่มขึ้น 20% (เทียบกับไตรมาสแรกของปีก่อน)
    ยังเห็นว่าพุ่งแต่ไม่กระฉูด เพราะเริ่มรบ 28 ก.พ.
    เดี๋ยวรอดูไตรมาสสองเลย จะขนาดไหน!

    แล้วก็อย่าลืม ตอนนี้อเมริกาส่งออกน้ำมันดิบ เหยียบ 5-6 ล้านบาร์เรล/วัน สถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ชาติ
    ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป ก็ระดับ 8 ล้านบาร์เรล/วัน
    มหาศาล! รวยไม่รู้เรื่อง!

    แล้วก็มีเอทานอลมาอีก!

    ถ้าคุณลูกค้าชาติใดซื้อน้ำมันไหวก็ซื้อไป แต่ถ้าประหยัดหน่อย ก็เอาเอทานอลมาเบลนด์เยอะๆ ซะ ออกนโยบายเลย ซึ่งทางอเมริกาก็มีเอทานอลมายินดีเสนอขายเช่นกัน!

    https://www.reuters.com/business/us...onsumers-seek-boost-fuel-supplies-2026-05-15/

    https://www.facebook.com/share/p/18RuhZ52UJ/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,310
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เศรษฐกิจและฐานอุตสาหกรรมของจีน ทำให้จีนมีอำนาจต่อรองในระดับที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผูกขาดไว้ฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป

    Angelo Giuliano นักวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์จากฮ่องกง ให้สัมภาษณ์กับ Sputnik ว่า ผลลัพธ์ที่แท้จริงของ “ปฏิบัติการสร้างเสน่ห์” ของสหรัฐฯ ในจีนครั้งนี้นั้น “ส่วนใหญ่เป็นเพียงพิธีการเชิงสัญลักษณ์ที่หรูหรา แต่มีเนื้อหาสาระเชิงปฏิบัติน้อยมาก”

    “สิ่งนี้สะท้อนความเป็นจริงของดุลอำนาจในปัจจุบัน: จีนแข็งแกร่งกว่าช่วงเก้าปีก่อนอย่างมาก ทั้งทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และยุทธศาสตร์ และจีนไม่ได้มีเหตุผลที่จะยอมอ่อนข้อภายใต้แรงกดดัน” Giuliano กล่าว

    จีนยืนกรานในประเด็นแกนหลัก

    จีนเตือนสหรัฐฯ โดยตรงว่า “ไต้หวันคือเส้นแดง” และหากจัดการผิดพลาด อาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้

    ไม่มีความคืบหน้าที่มีนัยสำคัญในเรื่องข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี มาตรการควบคุมการส่งออก หรือความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างทางการค้า

    สิ่งที่สหรัฐฯ ได้กลับไป ส่วนใหญ่เป็นเพียงข้อตกลงเชิงสัญลักษณ์ในการซื้อสินค้า ซึ่งจีนสามารถปรับระดับได้ตามผลประโยชน์ของตนเอง

    จีนได้ “เวลา” เพิ่มขึ้นในการเดินหน้าสร้างความพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี และพัฒนา “พลังการผลิตยุคใหม่” (new productive forces)

    เหตุใดแนวคิด “เจรจาจากตำแหน่งแห่งความแข็งแกร่ง” ของสหรัฐฯ จึงไม่ได้ผล?

    สหรัฐฯ ใช้อาวุธทางเศรษฐกิจทั้งภาษี มาตรการแบนเทคโนโลยี การควบคุมการส่งออก และพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อกดดันจีน — แต่ “จีนได้ปรับตัว ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และยังคงเติบโตต่อไป”

    “จีนกำลังสร้างห่วงโซ่อุปทานของตนเอง ลงทุนอย่างหนักใน AI เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานสะอาด พร้อมทั้งกระชับความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ ใน Global South”

    “จีนไม่จำเป็นต้องยอมถอย เพราะเศรษฐกิจและฐานอุตสาหกรรมของจีนมอบอำนาจต่อรองที่สหรัฐฯ ไม่สามารถถือครองได้ฝ่ายเดียวอีกต่อไป”

    จีน “เล่นเกมระยะยาวอย่างสม่ำเสมอ — เปิดรับการเจรจา แต่หนักแน่นในหลักการ”

    Giuliano สรุปว่า:
    “ผลลัพธ์จึงแทบคาดเดาได้อยู่แล้ว: วอชิงตันพูดใหญ่โต ปักกิ่งให้ข้อตกลงเชิงภาพลักษณ์เพียงเล็กน้อย และความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศถูกบริหารจัดการบนเงื่อนไขที่ใกล้เคียงกับ ‘ความเท่าเทียม’ มากกว่าการครอบงำ”
    https://x.com/angeloinchina/status/2055466085210804282

    https://www.facebook.com/share/p/1P8L3SXC2H/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,310
    ค่าพลัง:
    +97,153
    BRICS แตกคอ! การประชุม รมต.ต่างประเทศ จบลงโดยไม่มีแถลงการณ์ร่วม เซ่นความขัดแย้งสงครามอิหร่าน

    อิหร่านดัน BRICS ประณามสหรัฐฯ–อิสราเอล แต่เจอชาติสมาชิกขวาง สุดท้ายอินเดียในฐานะเจ้าภาพต้องออกแค่ ‘แถลงการณ์จากประธาน’ แทน
    การประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่ม BRICS ที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ปิดฉากลงเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยไม่สามารถออก
    แถลงการณ์ร่วมได้ สะท้อนให้เห็นรอยร้าวภายในกลุ่มที่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางสงครามในอิหร่าน
    ต้นตอความแตกแยก: สงครามอิหร่าน
    สาเหตุหลักที่การประชุมจบลงโดยไร้แถลงการณ์ร่วม มาจากความขัดแย้งรุนแรงและมุมมองที่แตกต่างกันเกี่ยวกับสงครามในอิหร่าน โดยอิหร่านต้องการให้ BRICS ประณามสงครามของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลที่กระทำต่ออิหร่าน พร้อมเรียกร้องให้ชาติสมาชิกลงมือดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อยุติ ‘ความรู้สึกว่าทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องรับผิด’ ที่สหรัฐฯ เชื่อว่าตนมีสิทธิ์

    อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ยังกล่าวหาว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในปฏิบัติการทางทหารดังกล่าว และเปิดเผยว่า มีประเทศสมาชิกรายหนึ่งได้ขัดขวางเนื้อหาบางส่วนของแถลงการณ์
    อินเดียพลิกเกม ออก ‘แถลงการณ์จากประธาน’ แทน
    เมื่อชาติสมาชิกไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ อินเดียในฐานะเจ้าภาพและประธานกลุ่มประจำปี 2026 จึงต้องออกเอกสารเป็นเพียง ‘แถลงการณ์สรุปจากประธานการประชุม’ (Chair’s Statement) แทน เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างกัน

    โดยเอกสารดังกล่าวระบุว่า ชาติสมาชิกเรียกร้องให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Global South) มีความสามัคคีกัน เพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลก ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจตกต่ำ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี มาตรการกีดกันทางการค้า และแรงกดดันจากการอพยพ
    อิหร่าน vs UAE: คำกล่าวหาที่สวนทางกัน
    อารักชีระบุว่า การใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีในดินแดน UAE นั้นมุ่งเป้าไปที่ฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของอเมริกาเท่านั้น พร้อมยืนยันว่า “เราไม่มีปัญหากับประเทศนั้น พวกเขาไม่ใช่เป้าหมายของเราในสงครามครั้งนี้”

    ในทางกลับกัน UAE ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และประณามว่า การกระทำของอิหร่านนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เป็น ‘การโจมตีของผู้ก่อการร้าย’ ที่มุ่งเป้าไปยังพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดย UAE ระบุว่าได้สกัดกั้นโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านไปแล้วกว่า 2,800 ลูกนับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ และย้ำว่าตนมีความสามารถเต็มที่ในการปกป้องตนเองจากการรุกราน
    อินเดีย: ผู้นำเข้าน้ำมันที่บาดเจ็บจากช่องแคบฮอร์มุซ

    การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออินเดีย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและบริโภคน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก โดยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวราว 1 ใน 5 ของอุปทานทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบแห่งนี้ในภาวะปกติ

    ยิ่งไปกว่านั้น การโจมตีของอิหร่านยังเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ชาวอินเดียอย่างน้อย 3 นายในน่านน้ำดังกล่าว และทำให้เรือที่ติดธงอินเดียอับปางลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่อารักชีกำลังเดินทางมายังกรุงนิวเดลี

    ทั้งนี้ ในการประชุม รมต.ต่างประเทศ BRICS ยังย้ำเตือนว่า ฉนวนกาซาเป็นส่วนที่ไม่อาจแยกออกจากดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง แม้ว่าจะมีประเทศสมาชิกรายหนึ่งสงวนท่าทีในเนื้อหาส่วนนี้ก็ตาม
    หมายเหตุ: การประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมสุดยอด BRICS ครั้งที่ 18 ที่อินเดียจะเป็นเจ้าภาพในเดือนกันยายนนี้ และไม่ใช่ครั้งแรกที่ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับ UAE ทำให้กลุ่มล่มไม่เป็นท่า — เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา การประชุมระดับรองรัฐมนตรีที่นิวเดลีก็จบลงโดยไร้แถลงการณ์ร่วมด้วยเหตุผลเดียวกัน
    ภาพ: Adnan Abidi / Reuters

    อ้างอิง:
    ⚈ Reuters, Al Jazeera, The Associated Press, The National

    https://www.facebook.com/share/p/17gN8pkqwW/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,310
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สงครามราคารถ EV จีนสิ้นสุดยุค! BYD–Xiaomi–Xpeng แห่ขึ้นราคา เหตุต้นทุนพุ่งจนแบกไม่ไหว

    ค่ายรถที่เคยตัดราคาเลือดสาดเพื่อแย่งตลาด วันนี้กลับต้องยอมรับความจริงว่าสายป่านสั้น เมื่อราคาลิเทียมและชิปทะยาน บีบให้กำไรบางเฉียบเหลือเพียง 2.9%
    ปิดฉากยุคขายถูกแย่งตลาด
    หนึ่งในความเคลื่อนไหวล่าสุดจากตลาดจีนคือ ค่ายรถยนต์ไฟฟ้ากว่า 10 รายอย่าง BYD, Xiaomi และ Xpeng ต่างทยอยปรับขึ้นราคาขายรถบางรุ่น และลดส่วนลดที่เคยให้ลูกค้าหน้าร้านลง พูดง่าย ๆ ก็คือ ในปีนี้ “สงครามราคา” ที่เคยดุเดือดได้จบลงแล้ว
    เหตุผลไม่ใช่เพราะค่ายรถใจดีขึ้น แต่เป็นเพราะ “สู้ต่อไปไม่ไหวแล้ว” ต้นทุนในห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำพุ่งขึ้นยกแผง โดยราคาลิเทียมคาร์บอเนตขยับเข้าใกล้ระดับ 200,000 หยวนต่อตัน ส่วนชิปหน่วยความจำเกรดยานยนต์มีอัตราการขึ้นราคาเกินกว่า 150%
    กำไรบางเฉียบ เหลือแค่ 2.9%
    ปัจจุบันอัตรากำไรของทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าจีนได้ลดต่ำลงเหลือเพียง 2.9% เท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนภาพชัดเจนว่า โมเดล “ขายถูกเข้าว่า” ที่ค่ายรถจีนใช้ห้ำหั่นกันมาตลอดหลายปี กำลังชนกำแพงต้นทุนอย่างจัง
    เมื่อราคาวัตถุดิบต้นน้ำขึ้นพร้อมกันทั้งระบบ ค่ายรถจึงไม่สามารถกดราคาขายให้ต่ำเหมือนเดิมได้อีกต่อไป ใครก็ตามที่สายป่านสั้น ทุนสำรองน้อย หรือยังไม่มีกำไรที่มั่นคงรองรับ ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเจ็บหนักในรอบนี้
    มุมวิเคราะห์: จากยุคแย่งตลาด สู่ยุคคัดผู้รอด
    สงครามราคารถ EV จีนกำลังเปลี่ยนโฉมจาก “การแข่งกันขายถูก” ไปสู่ “การแข่งกันเอาตัวรอด” ในยุคที่ต้นทุนเป็นตัวกำหนดเกม การตัดราคาไม่ใช่อาวุธอีกต่อไป แต่กลายเป็นกับดักที่อาจดึงผู้เล่นรายเล็กจมน้ำตาม
    ปรากฏการณ์นี้ยังเป็นสัญญาณว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีนกำลังเข้าสู่ช่วงการคัดกรองธรรมชาติ ค่ายที่มีฐานทุนหนา มีเทคโนโลยีของตัวเอง และคุมต้นทุนได้ จะอยู่รอด ส่วนค่ายที่อาศัยเพียงการเผาเงินอุดหนุนราคาเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด อาจไม่มีที่ยืนเมื่อกระแสน้ำลด
    ที่มา: ช่อง YouTube 小翠時政財經 (เสี่ยวชุ่ยการเมืองและเศรษฐกิจ)

    https://www.facebook.com/share/p/1PGtzJtmCT/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,310
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อิหร่านประกาศเตรียมเปิดตัว
    “ระบบจัดการการเดินเรือใหม่”
    ที่จะเก็บค่าธรรมเนียม
    เรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    อิหร่านประกาศเตรียมเปิดตัว “ระบบจัดการการเดินเรือ” ใหม่ในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเก็บค่าธรรมเนียมเรือที่ต้องการผ่านเส้นทางอย่างปลอดภัย โดยระบุว่าจะเปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการ “เร็ว ๆ นี้”

    รายละเอียดเบื้องต้นที่อิหร่านเปิดเผย มีดังนี้

    • ระบบดังกล่าวอยู่ภายใต้ “อธิปไตยแห่งชาติ” ของอิหร่าน
    • เรือทุกลำจะต้องเดินเรือตามเส้นทางที่กำหนด
    • เฉพาะเรือพาณิชย์และฝ่ายที่ “ให้ความร่วมมือกับอิหร่าน” เท่านั้น ที่จะได้รับประโยชน์จากระบบนี้
    • จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับเรือที่ต้องการเดินทางผ่านอย่างปลอดภัย
    • ช่องแคบฮอร์มุซจะ “ปิด” สำหรับผู้ดำเนินการของ Project Freedom

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ตลาดพลังงานและการขนส่งทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีน้ำมันดิบจำนวนมหาศาลจากตะวันออกกลางไหลผ่านทุกวัน

    https://www.facebook.com/share/p/1DiMmpjGUU/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,310
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เว็บไซต์เดอะพนมเปญโพสต์ของ #กัมพูชา รายงานว่า ภาคการบินของประเทศอยู่ในภาวะทรงตัวในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ โดยแม้ว่าจะมีเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศมากกว่า 23,000 เที่ยวบินที่ให้บริการผ่านสนามบินนานาชาติทั้ง 3 แห่งของกัมพูชาในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2026 ทว่าตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นแค่ 2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่จำนวนผู้โดยสารลดลงถึง 4%

    อย่างไรก็ตาม ภาคการขนส่งสินค้ามีภาพรวมที่ดีกว่า โดยมีปริมาณ 30,448 ตัน เพิ่มขึ้น 36%

    ตามข้อมูลจากสำนักเลขาธิการการบินพลเรือน (SSCA) ระหว่างเดือน ม.ค.-เม.ย. มีเที่ยวบินขาเข้าและขาออกรวม 23,204 เที่ยวบินผ่านสนามบินนานาชาติทั้ง 3 แห่งของกัมพูชา ได้แก่ สนามบินนานาชาติเตโช สนามบินนานาชาติเสียมเรียบอังกอร์ และสนามบินนานาชาติสีหรุวิลล์

    จำนวนผู้โดยสารทั้งขาเข้าและขาออกอยู่ที่ 2,428,009 คน

    สินน์ จันเซเรย วุทธา โฆษกของ SSCA กล่าวกับหนังสือพิมพ์เดอะพนมเปญโพสต์วานนี้ (15 พ.ค.) ว่ากิจกรรมการบินโดยรวมใกล้เคียงกับปี 2025 มีสายการบินทั้งในประเทศและต่างประเทศรวม 33 สายการบินที่ให้บริการในกัมพูชา ซึ่งประกอบด้วยสายการบินท้องถิ่น 4 สายการบิน และสายการบินระหว่างประเทศ 29 สายการบิน

    เขาอธิบายว่า ปัจจุบันสนามบินนานาชาติเตโชรองรับเที่ยวบินเฉลี่ย 708 เที่ยวต่อสัปดาห์ สนามบินนานาชาติเสียมเรียบอังกอร์รองรับ 224 เที่ยว และสนามบินนานาชาติสีหนุวิลล์รองรับ 5 เที่ยว นอกจากนี้ สนามบินดาราสาครยังให้บริการเที่ยวบินไป-กลับภายในประเทศ 4 เที่ยวต่อสัปดาห์ระหว่างสนามบินนานาชาติเตโชและสนามบินดาราสาคร

    วุทธา กล่าวว่า เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลก เที่ยวบินของสายการบินลาวไปยังสนามบินนานาชาติเสียมเรียบอังกอร์จึงถูกระงับชั่วคราว ขณะที่เที่ยวบินในเส้นทางกรุงเทพฯ-พนมเปญ-กรุงเทพฯ ก็ลดลงเช่นกัน

    จากข้อมูลของ SSCA ในปี 2025 ปริมาณผู้โดยสารทางอากาศอยู่ที่ 6.99 ล้านคน เพิ่มขึ้น 12% จากปี 2024 ขณะที่ปริมาณสินค้าทางอากาศอยู่ที่ 93,889 ตัน เพิ่มขึ้น 21%

    ที่มา: เดอะพนมเปญโพสต์

    https://www.facebook.com/share/p/18mdgDz6Lv/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,310
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ประธานาธิบดี โดนัลด์ #ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เตือน #ไต้หวัน ในวันศุกร์ (15 พ.ค.) ไม่ให้ #ประกาศเอกราช อย่างเป็นทางการ หลังจากเสร็จสิ้นการเยือนจีน ซึ่งประธานาธิบดี #สีจิ้นผิง ได้กดดันเขาไม่ให้สนับสนุนเกาะที่ปกครองตนเองแห่งนี้

    ทรัมป์ ปิดฉากการเยือนอย่างเป็นทางการ โดยอ้างว่าได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าที่ "ยอดเยี่ยม" แม้ว่ารายละเอียดจะยังคลุมเครือ และดูเหมือนว่าเขาจะไม่สามารถบรรลุความคืบหน้าใดๆ กับจีนเกี่ยวกับสงครามที่ยืดเยื้อกับอิหร่านได้

    ทรัมป์ เชิญ สี จิ้นผิง เยือนวอชิงตันในเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า ทั้งสองฝ่ายน่าจะแสวงหาเสถียรภาพในความสัมพันธ์ที่มักผันผวนระหว่าง 2 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก

    ในประเด็นสำคัญสำหรับ สี จิ้นผิง ทรัมป์ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เขาคัดค้านการประกาศเอกราชของไต้หวัน และดูเหมือนจะตั้งคำถามด้วยว่าทำไมสหรัฐฯ จึงต้องปกป้องเกาะแห่งนี้ในกรณีที่ถูกโจมตี

    “#ผมไม่ได้ต้องการให้ใครประกาศเอกราช และคุณก็รู้ว่าเราต้องเดินทาง 9,500 ไมล์เพื่อไปทำสงคราม ผมไม่ต้องการแบบนั้น” เขากล่าวกับรายการ Special Report with Bret Baier ทางช่อง Fox News

    “ผมต้องการให้พวกเขาใจเย็นลง ผมต้องการให้จีนใจเย็นลง” ทรัมป์ กล่าว

    “เราไม่ต้องการทำสงคราม และถ้าคุณรักษาสถานการณ์ไว้แบบนี้ ผมคิดว่าจีนจะโอเคกับมัน”

    สหรัฐอเมริกาให้การรับรองเฉพาะปักกิ่ง และไม่สนับสนุนการประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการของไต้หวัน ทว่าในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐฯ ก็ไม่ได้แสดงท่าทีคัดค้านการประกาศเอกราชอย่างชัดเจน

    ภายใต้กฎหมายของสหรัฐฯ สหรัฐฯ มีหน้าที่ต้องจัดหาอาวุธให้ไต้หวันเพื่อการป้องกันประเทศ แต่กฎหมายดังกล่าวยังคลุมเครือว่ากองกำลังสหรัฐฯ จะเข้าช่วยเหลือเกาะแห่งนี้หรือไม่ในกรณีที่ถูกโจมตี

    สี จิ้นผิง เริ่มต้นการประชุมสุดยอดกับ ทรัมป์ ด้วยคำเตือนเกี่ยวกับปัญหาไต้หวัน ซึ่งประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ นั้นอ้างว่าเกาะแห่งนี้เป็นอิสระอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องประกาศเอกราช

    สี จิ้นผิง บอกกับทรัมป์ว่า การจัดการที่ผิดพลาดในประเด็นอ่อนไหวนี้อาจนำทั้งสองชาติเข้าสู่ "ความขัดแย้ง" ที่รุนแรง

    ที่มา: เอเอฟพี

    https://www.facebook.com/share/p/18XFsjQFcS/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,310
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นายกฯ ชี้ หากกล้าบอกใครทำผิด ก็ต้องพร้อมถูกฟ้องกลับ หลังหน่วยงานรัฐ เตรียมฟ้อง "กกร." กล่าวหารับสินบน ยืนยัน รัฐบาลนี้ปราบทุจริตเข้มงวด ตัดพ้อต้องรับกรรมล้างตราบาปในอดีต ย้ำ ลุยทำทุกอย่าง "ไม่ใช่ปากว่าตาขยิบ"
    .
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีภาคเอกชนห่วงเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน ว่า ทุกคนเป็นห่วงเรื่องคอร์รัปชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาล แต่ผู้สื่อข่าวก็น่าจะสังเกตได้ ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา เดือนตุลาคมจนถึงปัจจุบัน มีการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันอย่างสม่ำเสมอ และใช้กฎหมายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างเข้มงวดและเด็ดขาด จะเห็นได้จากการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย ทั้งสแกมเมอร์ ยาเสพติด บ่อนการพนัน การค้ามนุษย์
    .
    "ผมยืนยันได้เลยว่า ในรัฐบาลชุดนี้ ทำงานร่วมกับฝ่ายปราบปราม ด้วยความเข้าใจและมีเป้าหมายเดียวกัน และมีความสัมพันธ์สนับสนุนซึ่งกันและกัน ตำรวจทหาร เจ้าหน้าที่ เราทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน"
    .
    เมื่อถามว่ากรณี กกร.จัด 10 หน่วยงานที่มีการรับสินบนมากที่สุด นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนั้นเป็นดัชนี ที่มาจากแบบสอบถาม แต่ในส่วนของรัฐบาลเรามีการปราบปรามอย่างจริงจัง ไม่ได้ใช้ความรู้สึกหรือการทำแบบสอบถาม หรือ ทำโพล ของรัฐบาลทุกเคสจัดการด้วยข้อกฎหมาย ยกตัวอย่าง ที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีเรื่องของการสวมสิทธิ์ ก็ไม่ได้จบ แค่ปลดนายอำเภอคนเดียว แต่รัฐบาลขยายผล เห็นการกระทำผิดเป็นขบวนการ ต้องดำเนินการทั้งหมด ผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย ที่เป็นข้อกังวลของประชาชน ยกตัวอย่างในจังหวัดนครปฐม ก็ได้มีการปลดกำนันออกจากตำแหน่ง หากเป็นสมัยก่อน อาจจะต้องขอรอให้มีคนมาเคลียร์ มีคนมาขอ
    .
    เมื่อถามว่า เรื่องของผลสำรวจ กกร. จะไม่จบเพราะหน่วยงานรัฐที่ถูกจัดอันดับเตรียมจะฟ้องกลับเอกชน นายอนุทิน กล่าวว่า อย่างที่บอกที่มาของการสำรวจคืออะไร ถ้าสำรวจแล้วไม่ได้เป็นไปตามนั้น ก็มีสิทธิ์ที่จะฟ้อง
    .
    "หากเรากล้าที่จะบอก ว่าคุณทำผิด คุณโกงคุณทำไม่ดี เราก็ต้องพร้อม ที่จะถูกฟ้องกลับ อย่างเมื่อวาน ที่ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ ดัชนีการรับรู้รับทราบ เรื่องคอร์รัปชัน ว่ามาจากไหน ส่วนนึงก็มาจาก การสำรวจความรู้สึก ถามมีการโกงไหม ถ้ามี ก็ติ๊กถูก อย่างนั้น จะนำไปวัด ว่า เป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินคดีมันไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของความรู้สึก ซึ่งอย่างที่บอกเป็นตราบาป ที่พวกผมต้องมาแก้ เป็นตราบาปที่ถูกประทับมาตั้งแต่ในอดีต ก็ต้องถือว่าเป็นเวรกรรมของรัฐบาลชุดนี้ ของผู้บริหารในปัจจุบันที่จะต้องไปแก้ตราปาบ แต่ไม่ใช่ไปเสริมตราบาป ไปย้ำ เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง "
    .
    #หน่วยงานเรียกรับสินบน #หน่วยงานคอร์รัปชัน #ผลสำรวจคอร์รัปชัน #สินบน #นายกรัฐมนตรี #PPTVHD36 #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่

    https://www.facebook.com/share/1EEGrATBuo/
     

แชร์หน้านี้

Loading...