ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,905
    ค่าพลัง:
    +97,153
    โลกหลังจากวันนี้จะเป็นอย่างไร
    ผมมี 1 มุมมองที่อยากแบ่งปันกับคุณ
    FB_IMG_1775054300550.jpg
    ระเบียบโลกใหม่เบื้องหลังวิกฤตพลังงาน: เมื่อ "น้ำมัน" คืออาวุธ และ "หนี้สิน" คือจุดจบ

    ท่าทีล่าสุดบนเวทีการเมืองโลกที่โดนัลด์ ทรัมป์ และเบนจามิน เนทันยาฮู (บีบี้) ส่งสัญญาณว่าอาจเตรียมยุติความขัดแย้งกับอิหร่าน โดยอ้างว่า "บรรลุเป้าหมายแล้ว" นั้น อาจเป็นความจริงที่ซ่อนวาระซ่อนเร้นระดับโลกเอาไว้ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของความตึงเครียดนี้ ไม่เคยเป็นเรื่องของการโค่นล้มรัฐบาล (Regime Change) หรือการทำลายล้างโครงการนิวเคลียร์แต่อย่างใด

    เป้าหมายระดับยุทธศาสตร์ที่แท้จริงคือ "การทำลายกำลังการผลิตและควบคุมช่องทางการลำเลียงน้ำมันสู่ตลาดโลก" ต่างหาก

    จิ๊กซอว์การคุมเส้นทางพลังงาน: จากเวเนซุเอลา สู่คิวบา และอิหร่าน
    หากมองย้อนกลับไป นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ล้วนพุ่งเป้าไปที่ "จุดยุทธศาสตร์ทางพลังงาน (Choke Points)" อย่างเป็นระบบ:

    เวเนซุเอลา: การคว่ำบาตรประเทศที่มีแหล่งน้ำมันดิบชนิดหนัก (Heavy Crude) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อสกัดไม่ให้ซัพพลายนี้เข้าสู่ตลาดเสรี

    อิหร่าน: การกดดันเพื่อควบคุม "ช่องแคบฮอร์มุซ" คอขวดสำคัญที่น้ำมันและก๊าซของโลกต้องเดินทางผ่าน

    คิวบา: การรักษากำลังและอิทธิพลในทะเลแคริบเบียนและอ่าวเม็กซิโก ซึ่งเป็นประตูส่งออกพลังงานของสหรัฐฯ เอง

    สหรัฐอเมริกา: ผู้ชนะที่ผูกขาดความอยู่รอด
    ในสมรภูมินี้ สหรัฐฯ กลายเป็นประเทศที่ได้เปรียบที่สุดในโลกอย่างสมบูรณ์แบบ พวกเขามีทั้งน้ำมันดิบ (Shale Oil) ที่สูบขึ้นมาได้มหาศาล และมี "กำลังการกลั่น" ที่เหลือเฟือ สหรัฐฯ ปลอดภัยและสามารถดูแลตัวเองได้ 100%

    แต่โลกที่เหลือไม่ได้โชคดีแบบนั้น ท่ามกลางภาวะกำลังการกลั่นโลกที่ถูกทำลายและเส้นทางขนส่งที่ถูกปิดกั้น ประเทศอื่นๆ จะต้องเข้าสู่สงครามแย่งชิงน้ำมัน (Bidding War) และความโหดร้ายคือ น้ำมันซื้อขายกันด้วยเงินดอลลาร์ ยิ่งน้ำมันหายาก โลกยิ่งต้องการเงินดอลลาร์มากขึ้นเพื่อนำมาประมูลแข่งกัน สหรัฐฯ จึงสามารถใช้ทั้ง "ดอลลาร์และน้ำมัน" เป็นเครื่องมือชี้เป็นชี้ตาย เพื่อควบคุมท่าทีและนโยบายต่างประเทศของชาติอื่นๆ ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

    วิเคราะห์จุดจบด้วยทฤษฎีเกม (Game Theory)
    ภายใต้การบีบคั้นนี้ โลกมีโอกาสเดินหน้าไปสู่ 3 ฉากทัศน์หลัก:

    สหรัฐฯ ชนะเด็ดขาด (Absolute Hegemony): สหรัฐฯ คุมวาล์วพลังงานโลกได้สำเร็จ พันธมิตรอย่าง ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ต้องยอมจำนนเป็นรัฐบริวาร จ่ายค่าพลังงานแสนแพงเพื่อแลกความอยู่รอด รัสเซียและจีนถูกโดดเดี่ยว

    ดุลยภาพที่แตกแยก (Nash Equilibrium): สงครามหยุดลงโดยไม่มีใครชนะเด็ดขาด โลกแตกเป็น 2 ขั้ว ห่วงโซ่อุปทานถูกหั่นครึ่ง พันธมิตรใช้วิธี "เหยียบเรือสองแคม" (Hedging) พึ่งพาความมั่นคงจากสหรัฐฯ แต่แอบค้าขายกับฝั่งตะวันออก เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและยืดเยื้อที่สุด

    สหรัฐฯ เพลี่ยงพล้ำ (Hegemonic Collapse): สหรัฐฯ เดินหมากพลาด บีบคั้นมากเกินไปจนเศรษฐกิจพันธมิตรพังทลาย นำไปสู่การแปรพักตร์ (Bandwagoning) หันไปซบขั้วอำนาจใหม่ (BRICS) ระบบเปโตรดอลลาร์ล่มสลาย และสหรัฐฯ ถูกทิ้งให้จมอยู่กับกองหนี้สาธารณะของตัวเอง

    จุดหักมุม: น้ำมันเป็นเพียง "เครื่องมือ" แต่ "หนี้สิน" คือเป้าหมาย
    หากมองทะลุกระดานลงไป การทำให้น้ำมันขาดแคลนอาจไม่ใช่เป้าหมายปลายทาง แต่เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อเร่งกระบวนการ "ล่มสลายจากหนี้" (Debt Collapse) ของประเทศต่างๆ (ตามทฤษฎี Dollar Milkshake)

    เมื่อวิกฤตพลังงานดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูง ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะมีความชอบธรรมในการคงดอกเบี้ยระดับสูงต่อไป ดอลลาร์จะแข็งค่าและทำหน้าที่เป็น "เครื่องดูดฝุ่น" ดูดสภาพคล่องและเงินทุนจากทั่วโลกกลับสู่อเมริกา ทิ้งให้ประเทศที่กู้ยืมเงินเป็นดอลลาร์ต้องเผชิญกับภาระหนี้ที่พองตัวจนระเบิด

    คลื่นวิกฤต 3 ระลอกที่กำลังจะซัดถล่มโลก
    Wave 1 (กลุ่มชายขอบ - Red Zone): ประเทศที่พึ่งพาพลังงาน 100% และเงินสำรองน้อย จะล้มเหลวเป็นกลุ่มแรก เกิดการเบี้ยวหนี้สาธารณะ (Sovereign Default) และวิกฤตผู้อพยพ

    Wave 2 (ตลาดเกิดใหม่ - Yellow Zone): ประเทศเศรษฐกิจขนาดกลางที่พยายามฝืนอุ้มราคาพลังงานจนทุนสำรองร่อยหรอ เมื่ออุ้มไม่ไหว หนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจจะระเบิด ส่งผลให้ Supply Chain ของสินค้าและอาหารโลกหยุดชะงัก

    Wave 3 (บูมเมอแรงสู่มหาอำนาจ): หนี้เสียจากการล่มสลายใน Wave 2 จะย้อนกลับไปกระแทกงบดุลของสถาบันการเงินและธนาคารยักษ์ใหญ่ในวอลล์สตรีทและยุโรป นำไปสู่วิกฤตสภาพคล่องระดับโลก

    ชะตากรรมของอาเซียนและประเทศไทย
    ในภูมิภาคอาเซียน คลื่น Wave 1 ได้ซัดถล่ม สปป.ลาว เมียนมา และกัมพูชา ไปแล้วจนระบบเศรษฐกิจเปราะบางขั้นสุด ในขณะที่สิงคโปร์ มาเลเซีย หรือบรูไน ยังพอเอาตัวรอดได้จากหน้าตักที่แข็งแกร่งและทรัพยากรที่มี

    สำหรับประเทศไทย เรายืนอยู่บนปากเหวของ Wave 2 แม้จะมีทุนสำรองระหว่างประเทศที่มั่นคง แต่ "หนี้ครัวเรือนที่สูงทะลุ 90% ของ GDP" คือระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่สุด หากธนาคารแห่งประเทศไทยถูกบีบให้ต้องคงดอกเบี้ยสูงเพื่อสู้กับเงินเฟ้อที่มาจากราคาดีเซล และเพื่อป้องกันเงินทุนไหลออก ภาระทั้งหมดจะตกไปอยู่กับภาคธุรกิจ SME และประชาชน กองทุนน้ำมันที่ติดลบมหาศาลจะกลายเป็นภาระทางการคลังที่กดทับเศรษฐกิจจนเติบโตไม่ได้

    ทางรอดของคนไทยในยุคระเบียบโลกใหม่
    ในเมื่อวิกฤตระดับโลกเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การเอาตัวรอดจึงต้องเน้นที่การสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" ในระดับครัวเรือนและกิจการ:

    สร้างเอกราชทางพลังงาน (Physical Hedge): การพึ่งพาระบบส่วนกลางที่ควบคุมต้นทุนไม่ได้คือความเสี่ยง การล็อกต้นทุนคงที่ระยะยาวด้วยการผลิตพลังงานใช้เองเป็นสิ่งสำคัญมาก การเริ่มลงทุนติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ (เช่น ระบบขนาดเริ่มต้น 2.0 kW) บนหลังคาอาคารพาณิชย์ หรือหน้าร้านวัสดุก่อสร้าง จะช่วยสร้างเกราะป้องกันจากบิลค่าไฟที่พร้อมจะพุ่งทะยานตามราคาพลังงานโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ถือครองสินทรัพย์ที่ทนทาน (Systemic Hedge): โลหะมีค่าอย่างทองคำและแร่เงิน คือที่พึ่งพิงยามที่ระบบเงินกระดาษ (Fiat Currency) ถูกสั่นคลอนจากวิกฤตหนี้สิน

    รักษาสภาพคล่อง (Liquidity is King): ในช่วงที่ดอลลาร์ตึงตัวและเศรษฐกิจฝืดเคือง การกอดเงินสดสำรองไว้ให้มั่นเพื่อรักษาเสถียรภาพของธุรกิจ และเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าซื้อสินทรัพย์คุณภาพดีในยามที่ตลาดเกิดการปรับฐานรุนแรง (Panic Sell) คือกลยุทธ์ของผู้ชนะในระยะยาว
    https://www.facebook.com/share/1JZo1QFkoz/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,905
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ผู้นำคนใหม่ของอิหร่าน เพิ่งร้องขอมายังสหรัฐฯ สำหรับข้อตกลงหยุดยิง จากคำกล่าวอ้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบนทรูธโซเชียลในวันพุธ(25มี.ค.)
    FB_IMG_1775054415612.jpg
    ในข้อความที่โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ ทรัมป์ เขียนว่า "ประธานาธิบดีระบอบปกครองใหม่ของอิหร่าน ซึ่งหัวรุนแรงน้อยลงมากและเฉลียวฉลาดกว่ามากๆเหนือกว่าผู้ดำรงตำแหน่งคนก่อนๆ ก่อนหน้าเขา ร้องขอสหรัฐฯสำหรับข้อตกลงหยุดยิง"

    "เราจะพิจารณาเมื่อช่องแคบฮอร์มุซเปิดอย่างเสรีและชัดเจน จนกว่าจะถึงตอนนั้น เราจะทำลายอิหร่านจนราบเป็นหน้ากลอง หรือที่พวกเขาเรียกกันว่า ย้อนกลับสู่ยุคหิน!!!" ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุ

    โพสต์ล่าสุดนี้มีขึ้นหลังจากทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ทรัมป์ จะแถลงถึงประชาชนทั่วประเทศ "มอบข้อมูลอัพเดทที่สำคัญเกี่ยวกับอิหร่าน ตอน 21.00น.วันพุธ(ตรงกับเมืองไทย 8.00น.วันพฤหัสบดี) ความเคลื่อนไหวซึ่งมีขึ้นหลังจากเขาแย้มอเมริกาอาจจบปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่านภายใน 2 ถึง 3 สัปดาห์ และบอกว่าเตหะรานไม่จำเป็นต้องทำข้อตกลง ในฐานะเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการยุติความขัดแย้ง

    แต่ขณะเดียวกัน วอชิงตันเคยขู่ยกระดับปฏิบัติการทางทหาร ถ้าเตหะรานไม่ตอบรับกรอบข้อตกลงหยุดยิง 15 ข้อที่เสนอโดยสหรัฐฯ ซึ่งในบรรดาข้อเรียกร้องหลักๆคือ เตหะรานต้องให้สัญญาไม่แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์, หยุดเสริมสมรรถนะยูเรเนียมโดยเด็ดขาด และเปิดช่องแคบฮอร์มุซเต็มรูปแบบ

    (ที่มา:รอยเตอร์)

    https://www.facebook.com/share/p/1GUxvcsr5x/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,905
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ✅ Breaking: การจ้างงานสหรัฐฯ โตเกินคาด สัญญาณสะท้อนเสถียรภาพ

    ล่าสุดรายงานจากสถาบันวิจัย ADP (ADP Research) ซึ่งใช้ฐานข้อมูลที่ครอบคลุมพนักงานบริษัทเอกชนในสหรัฐอเมริกามากกว่า 26 ล้านคน ได้ออกมาเปิดเผยตัวเลขสำคัญเมื่อวันพุธที่ผ่านมาค่ะ โดยระบุว่าตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นสูงถึง 62,000 ตำแหน่ง ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่น่าสนใจมากๆ และเป็นการปรับตัวสูงขึ้นในระดับที่ใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้าด้วยค่ะ

    สาเหตุที่ตัวเลขนี้สร้างความประหลาดใจให้กับตลาด ก็เพราะว่าก่อนหน้านี้บรรดานักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสำรวจโดยสำนักข่าว Bloomberg ได้ประเมินค่ากลาง (Median estimate) เอาไว้ว่าการจ้างงานน่าจะเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 40,000 ตำแหน่งเท่านั้น การที่ตัวเลขจริงพุ่งทะลุเกินความคาดหมายไปพอสมควรแบบนี้ เป็นสัญญาณเชิงบวกที่บ่งบอกเราได้ว่า ตลาดแรงงานของสหรัฐฯ อาจจะกำลังเริ่มกลับมาอยู่ในจุดที่ทรงตัวและมีเสถียรภาพมากขึ้นแล้วค่ะ

    อุตสาหกรรมไหนเป็นดาวรุ่ง อุตสาหกรรมไหนร่วง?

    เมื่อเรามาเจาะลึกดูไส้ในว่างานที่เพิ่มขึ้นมานั้นไปกระจุกตัวอยู่ที่ไหนบ้าง จะพบว่าการเติบโตไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียมกันทุกกลุ่มธุรกิจนะคะ กลุ่มที่เป็นพระเอกหลักๆ ที่ช่วยพยุงการจ้างงานเอาไว้คือ กลุ่มการศึกษาและบริการด้านสุขภาพ (Education and Health Services) รวมไปถึงกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง (Construction) โดยเฉพาะกลุ่มการศึกษาและบริการด้านสุขภาพนั้น ถือเป็นแกนหลักที่รับผิดชอบการสร้างงานส่วนใหญ่ตลอดช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาเลยทีเดียวค่ะ

    คุณ Nela Richardson หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก ADP ซึ่งเป็นผู้ร่วมให้ข้อมูลกับทาง Bloomberg Television ได้สรุปภาพนี้ให้ฟังง่ายๆ ว่า ภาพรวมการจ้างงานนั้นดูมีความมั่นคงและสม่ำเสมอดี แต่การเติบโตของการจ้างงานนั้นยังคงเอนเอียงและเป็นใจให้กับแค่อุตสาหกรรมบางประเภทเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงสายเฮลธ์แคร์หรือการดูแลสุขภาพที่เป็นดาวเด่นในตอนนี้ด้วยค่ะ

    ในทางกลับกัน กลุ่มธุรกิจการค้า การขนส่ง สาธารณูปโภค และภาคการผลิต กลับต้องเผชิญกับสภาวะการสูญเสียตำแหน่งงานและการเลิกจ้าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นความแตกต่างของสภาพคล่องในแต่ละภาคส่วนอย่างชัดเจน

    นอกจากนี้ รายงานยังเจาะลึกลงไปอีกว่า การเพิ่มขึ้นของการจ้างงานในเดือนมีนาคมนั้น ส่วนใหญ่ไปกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก (Establishments) ที่มีพนักงานน้อยกว่า 20 คนเป็นหลักค่ะ

    เปิดตัวเลขค่าเหนื่อย: ผลตอบแทนของการย้ายงาน vs การอยู่จุดเดิม

    อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจมากๆ จากรายงานฉบับนี้ ซึ่งตีพิมพ์ร่วมกับ Stanford Digital Economy Lab คือข้อมูลด้านผลตอบแทนและค่าจ้างค่ะ ข้อมูลชี้ให้เห็นสถิติที่ชัดเจนว่า สำหรับพนักงานที่ตัดสินใจ "ย้ายที่ทำงาน" หรือเปลี่ยนงานในช่วงเวลานี้ จะได้รับอัตราค่าจ้างเพิ่มขึ้นเฉลี่ยสูงถึง 6.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ในขณะที่กลุ่มคนที่เลือกจะ "ทำงานอยู่ที่เดิม" จะมีอัตราการเติบโตของค่าจ้างคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยอยู่ที่ระดับ 4.5%

    ตัวเลขตรงนี้ช่วยอธิบายกลไกตลาดให้เราเข้าใจง่ายๆ เลยค่ะว่า การแข่งขันเพื่อดึงดูดพนักงานใหม่เข้าองค์กรนั้น ทำให้บริษัทต่างๆ ยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อซื้อตัวบุคลากรนั่นเองค่ะ

    ⚠️ สภาวะ “จ้างน้อย เลิกจ้างน้อย” และความท้าทายจากปัจจัยภายนอก

    รายงานฉบับนี้ยังประเมินด้วยว่า สภาพตลาดแรงงานในเดือนมีนาคมยังคงตกอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า "Low-hire, low-fire" หรือแปลให้เห็นภาพก็คือ เป็นช่วงเวลาที่บริษัทต่างๆ ไม่ได้เร่งเปิดรับสมัครพนักงานใหม่แบบดุดัน (จ้างน้อย) แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้มีการปลดพนักงานออกขนานใหญ่เช่นกัน (เลิกจ้างน้อย) ถือเป็นการประคองตัวของภาคธุรกิจนั่นเองค่ะ

    สำหรับปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานในช่วงนี้ มีทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยเสี่ยงค่ะ ในฝั่งของปัจจัยบวก นโยบายการปรับลดภาษี (Tax cuts) ถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่อาจจะเข้ามาช่วยกระตุ้นการลงทุนและหนุนให้เกิดการจ้างงานเติบโตขึ้นได้ แต่ในฝั่งของความเสี่ยง เราก็มีก้อนใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด นั่นก็คือสถานการณ์สงครามในประเทศอิหร่าน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมากที่ความขัดแย้งนี้จะเป็นตัวการดันให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น และสุดท้ายจะไปบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค หากการสู้รบยังคงยืดเยื้อต่อไป ปัจจัยนี้แหละค่ะที่จะกลายมาเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สกัดกั้นการจ้างงานในอนาคต

    ท่าทีของ Fed และสิ่งที่ต้องจับตาในวันศุกร์นี้

    สำหรับมุมมองของผู้กำหนดนโยบายระดับประเทศอย่างประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ทางคุณเจอโรม พาวเวล (Jerome Powell) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในสัปดาห์นี้อย่างตรงไปตรงมาว่า ในเวลานี้บรรดาผู้กำหนดนโยบายเองก็ยังไม่สามารถรับรู้และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะเกิดจากสงครามในอิหร่านได้อย่างชัดเจนค่ะ แต่พวกเขามีความเห็นตรงกันว่า นโยบายการเงินของ Fed ในปัจจุบันนั้นอยู่ในจุดที่เหมาะสมเพียงพอแล้ว ที่จะเอื้อให้พวกเขาสามารถเลือกใช้กลยุทธ์ "รอดูสถานการณ์" (Wait and see) ต่อไปได้ โดยยังไม่ต้องรีบร้อนปรับเปลี่ยนอะไร

    สิ่งที่เราต้องติดตามกันต่ออย่างใกล้ชิดเพื่อประกอบภาพนี้ให้สมบูรณ์ก็คือ รายงานการจ้างงานฉบับเต็มของทางรัฐบาลที่จะประกาศออกมาในวันศุกร์นี้ค่ะ โดยตลาดได้คาดการณ์กันล่วงหน้าว่า ตัวเลขชุดนี้น่าจะแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวและดีดกลับของการจ้างงานในเดือนมีนาคมอย่างชัดเจน

    สาเหตุที่คาดการณ์แบบนั้นก็เพราะว่าในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ต้องเจอกับเหตุการณ์ช็อกตลาด ทั้งสภาพอากาศในฤดูหนาวที่เลวร้ายอย่างหนัก รวมไปถึงการประท้วงหยุดงานครั้งใหญ่ของพนักงาน Kaiser Permanente กว่า 30,000 คน ซึ่งสองเหตุการณ์หลักนี้เองที่เป็นตัวการกดดันให้ตัวเลขการจ้างงานในเดือนกุมภาพันธ์ร่วงลงไปอยู่ในระดับที่ตกต่ำที่สุดครั้งหนึ่ง นับตั้งแต่ช่วงเกิดวิกฤตโรคระบาดเป็นต้นมาค่ะ

    การวิเคราะห์ตัวเลขเศรษฐกิจอาจจะดูซับซ้อน แต่ถ้าเราค่อยๆ แกะรอยความเชื่อมโยงของข้อมูลแบบนี้ เราจะเห็นภาพชัดเจนเลยค่ะว่าทุกอย่างส่งผลกระทบถึงกันหมด ไว้มีข้อมูลอะไรอัปเดตเพิ่มเติม จะนำมาเล่าย่อยง่ายๆ ให้ฟังกันอีกนะคะ

    https://www.facebook.com/share/p/1EHaq2m2P1/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,905
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ข่าวอิหร่านชีอะฝากมา

    วงในพูดกันว่า MBS ทรงกริ้วมาก ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ให้พระองค์ทรงจุมพิตก้น แหล่งข่าวคนเดิมเปิดเผยว่า MBS ในฐานะผู้นำโลกมุสลิมซุนหนี่ จะทรงรับสั่งให้มีการเรียกพลเพื่อทำการ ญิฮาด กับอเมริกาและระบอบไซออนิสต์ เร็วๆนี้

    พวกเราพี่น้องซุนหนี่ต้องฟิตหน่อย รอรับผู้นำโลกมุสลิมซุนหนี่ประกาศญิฮาด (ตามกฎหมายอิสลามผู้นำเป็นผู้ประกาศ)

    แหล่งข่าว (คนเดิมอีกแหละ) บอกว่า ตอนนี้อิหร่านนี่น่วมซัดกับเมกาและอิสฯ จรวดร่อยหรอ พวกนายพลตัวเป้งๆ ถูกฆ่าตายเรียบ อิหร่านเลยขอช่วยให้ ซาอุฯ ในฐานะผู้นำโลกมุสลิมซุนหนี่ช่วย สู้กับ เมกาและอิสฯ

    ให้อิสฯ เปิดมัสยิดอักซอ ให้คนมาละหมาดเป็นปกติ

    ข่าวว่า อิหร่านฝากประเด็นนี้ประเด็นเดียว เห็นบอกว่า ถ้าไม่ไหว ให้ซาอุ ปรึกษาตรุกี เพราะตรุกีก็ถือว่าตัวเองเป็นผู้นำโลกมุสลิมซุนหนี่และเคยปกครองเยรูซาเล็มมาก่อน

    ประธานาธิบดี อัรโดฆอน นี่สุดยอดเลยออกแถลงการณ์อย่างกร้าวมาตลอด เห็นอิหร่านบอกว่า
    ฝากด้วยๆ และถ้าไม่ไหว ให้ขอแรงจอร์แดนอีกแรง เพราะจอร์แดนเป็นผู้รักษาและบริหารมัสยิดอักซอตามสนธิสัญญา (1967) กับอิสฯ

    แหล่งข่าว รายเดิมแหละ บอกว่าชีอะไม่ไหวละตอนนี้แย่ ฝาก "มหาอำนาจโลกซุนหนี่" ช่วยสะกิด อิสฯ ให้เปิดมัสยิดให้ด้วย ไม่ไหวละคนไม่มีที่ละหมาด เห็นบอกว่าไม่ต้องทวงดินแดนก่อนปี 1967 หรอก หรือ ไม่ต้องช่วยพี่น้องกาซ่าที่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไป 75000 คน และต้องอพยพอยู่ในเต็นท์อีก 2 ล้านคน หรอก

    แค่ฝากให้ช่วยกดดันอิสฯ นิสนึงงง ให้เปิดมัสยิดแค่นั้นอะ
    https://www.facebook.com/share/p/1DpsGpAd4N/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,905
    ค่าพลัง:
    +97,153
    (จำเป็นต้องสะกดผิดเพี้ยน เพราะกลัวมิสเตอร์อัลกอริทึ่ม ที่ไม่ทึ่มตามชื่อ)

    ปรากฏการณ์ โซเชียล เน็ตเวิร์ก ในสงครามอิหร่านครั้งนี้มีเรื่องประหลาดอย่างหนึ่ง นั่นคือเมื่อมีรายงานข่าวว่าขีปนาวุธอิหร่านถล่มอิษราเอร คนตาย บ้านเมืองพัง ปรากฏว่ามีคอมเมนต์ "สมน้ำหน้า" เยอะมาก คอมเมนต์นี้มาจากทุกสารทิศทั่วโลก

    ผมผ่านชีวิตมาจนป่านนี้ ยังไม่เคยเจอคนสมน้ำหน้าชาติที่โดนถล่ม ผู้คนบาดเจ็บล้มตาย

    แต่เรื่องนี้ย่อมมีที่มา

    เชื่อว่าเหตุผลเดียวที่ทำให้เกิดกองเชียร์ความพินาศของอิษราเอร ก็เพราะสิ่งที่อิษราเอรกระทำต่อชาวกาซา ฆ่าคนที่ไม่มีทางสู้ ถล่มเมืองจนเหี้ยน อาศัยอยู่ไม่ได้ เพื่อจะยึดครองดินแดนในโครงการ The Greater Isxxxl

    ตัวเลขทางการคือชาวปาเลสไตน์ถูกอิษราเอรฆ่าไปเจ็ดหมื่นกว่าคน แต่ตัวเลขจริงสูงกว่านั้น เพราะยังไม่ได้สำรวจว่ามีซากศพเท่าไรใต้ซากตึกที่โดนถล่ม

    คนสั่งฆ่าอาจคิดเหมือนที่สตาลินบอก "ความตายของคนหนึ่งคือคือโศกนาฏกรรม ความตายหนึ่งล้านคนเป็นสถิติ" (A single death is a tragedy; a million deaths is a statistic.)

    คลิปชาวอิษราเอรดื่มกินเฉลิมฉลองขณะชมดูระเบิดตกในเขตกาซา บาดความรู้สึกของทุกคนที่ยังพอมีมโนธรรมเหลืออยู่

    ดังนั้นเมื่ออิษราเอรโดนบ้าง เพราะอิหร่านไม่ใช่กาซา จึงปรากฏกองเชียร์ดังกล่าว

    นี่เป็นหมุดหมายของประวัติศาสตร์ มันชี้ว่าเราอยู่ในยุคมืดอีกครั้ง

    ยุคที่โลกไร้กฎระเบียบ ผู้นำโลกไร้ศีลธรรม อคติบดบังความถูกต้อง

    คนถูกฆ่าตายไปมากจนมันกลายเป็นเรื่องปกติ

    ไม่มีคำขอโทษจากคนที่ยิงถล่มโรงเรียนฆ่าเด็กนักเรียน

    มันเป็นโลกของกฎแห่งป่า ผู้ที่แข็งแรงเท่านั้นอยู่รอด

    นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดี เพราะต่อไปนี้แต่ละชาติต้องขวนขวายหาระเบิดตราเห็ดมาประดับตัว

    ทำให้เริ่มเข้าใจความรู้สึกของชาวโลกในยุคที่ฮิตเลอร์กร่างไปครึ่งโลก

    เป็นเรื่องประหลาดที่ชาว jิวที่ถูกฮิตเลอร์เข่นฆ่าไปหลายล้านคน ตอนนี้กลับทำในสิ่งที่ฮิตเลอร์กระทำ

    ผลสำรวจบอกว่าชาวอิษราเอรถึง 82 เปอร์เซ็นต์เห็นด้วยกับการรุกรานกาซา และ 93 เปอร์เซ็นต์เห็นด้วยกับการที่สหรัฐฯรวมหัวกับอิษราเอรถล่มอิหร่าน

    หลังจากโดนถล่มคืน ตัวเลขก็ลดลงมานิดหน่อย คือ 78 เปอร์เซ็นต์ยังเห็นด้วยกับสงครามอิหร่าน

    เปอร์เซ็นต์ฮอร์โมนอยากฆ่าสูงขนาดนี้ ทำให้ไร้ความเห็นใจจากชาวโลก

    ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อชาว jิวถูกฮิตเลอร์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หนีตายไปทั่วโลก หลายชาติยื่นมือช่วย แม้เป็นชาติศัตรู

    นาซีเยอรมัน (ออสการ์ ชินด์เลอร์) ทูตชาวญี่ปุ่น ฯลฯ ก็ช่วยชีวิตชาว jิวไว้มาก

    แม้แต่เมืองจีนก็ยังช่วย ยอมให้ชาว jิวสองหมื่นคนลี้ภัยที่เซี่ยงไฮ้ อาศัยอยู่ที่จุดที่เรียกว่า The Shanghai Ghetto

    ดังนั้นรายงานคน jิว 82 เปอร์เซ็นต์เห็นด้วยกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปาเลสไตน์จึงเป็นเรื่องที่ผิดคาด

    ตอนนี้มีข่าวว่าชาวอิษราเอรจำนวนไม่น้อยเดินทางออกจากประเทศ แต่ไม่ทุกประเทศยินดีต้อนรับ เพราะเผ่าพันธุ์ที่พระเจ้าเลือกกลายเป็นเผ่าพันธุ์ที่ชาวโลกเกลียดไปแล้ว

    วันนี้มี 13 ชาติห้ามคนอิษราเอรเข้าประเทศ ได้แก่ อัลจีเรีย บังคลาเทศ บรูไน อิหร่าน อิรัก คูเวต เลบานอน มาเลเซีย มัลดีฟส์ ปากีสถาน ซีเรีย เยเมน

    ประเทศไทยยังยินดีต้อนรับ

    รัฐควรเช็กให้แน่ใจก่อนว่า เมืองไทยอยู่ในรายการแผ่นดินพันธสัญญาหรือเปล่า ถ้าอยู่ก็ซวยแน่ เพราะเวลามีเรื่อง คงเดาไม่ยากว่าพี่ตั้มจะเข้าข้างใคร

    เฮ้อ! ทำไมไม่อพยพไปอยู่กับอังเคิลนะ

    สงสัยกลัวโดนเคลม

    วินทร์ เลียววาริณ
    31-3-26
    https://www.facebook.com/share/p/1J8GQtEuHT/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,905
    ค่าพลัง:
    +97,153
    UPDATE: คลังหวั่น ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เสี่ยงสร้าง ‘วิกฤตการคลังซ้อนวิกฤตพลังงาน’
    .
    คลังหวั่นลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เสี่ยงเพิ่มวิกฤตการคลังซ้อนวิกฤตพลังงาน มองกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีความยืดหยุ่นกว่า เผยลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 3 บาท ทำรายได้ส่วนดังกล่าวหายไปเกือบครึ่ง แนะรัฐบาลใหม่พิจารณาเครื่องมือทางการเงินอย่างระมัดระวัง
    .
    วันนี้ (1 เมษายน) แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง แสดงความกังวลต่อแนวทางการลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเพื่อบริหารราคาน้ำมัน โดยมองว่าอาจเกิดวิกฤตการคลังเพิ่มเติมจากวิกฤตพลังงาน พร้อมกับชี้ว่ากลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีความยืดหยุ่นกว่า
    .
    “หากลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน รายได้จากการจัดเก็บภาษีจะหายไปเลย ซึ่งอาจก่อให้เกิดวิกฤตการคลังซ้อนวิกฤตพลังงาน” แหล่งข่าวกล่าว
    .
    แหล่งข่าวยังยกตัวอย่างว่า หากราคาน้ำมันในตลาดปรับตัวขึ้น 3 บาท การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงในอัตรา 3 บาทต่อลิตร จะทำให้รายได้ของรัฐในส่วนดังกล่าว หายไปเกือบครึ่งทันที
    .
    ทั้งนี้ ตามข้อมูลของสำนักนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน พบว่า วันที่ 1 เมษายน มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่ 6.92 บาทต่อลิตร และเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 ที่ 5.953 บาท
    .
    ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น สามารถเข้าอุดหนุนราคาพลังงานได้เช่นกัน และที่สำคัญกว่านั้น คือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่มีเพดานในการอุดหนุนราคา แม้การทำเช่นนั้นจะทำให้กองทุนอาจติดลบหลักแสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม กองทุนน้ำมันฯ ก็สามารถพลิกกลับมาเป็นบวกได้หากสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน
    .
    นอกจากนี้ การลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล จำเป็นต้องรอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสียก่อน เพื่อดำเนินการออกกฎกระทรวง และต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกที ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการ ขณะที่กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถดำเนินการได้ทันที
    .
    ไม่เพียงเท่านั้น การจัดเก็บรายได้การคลังนับจากนี้ อาจทวีความยากลำบากมากขึ้น แม้ในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบฯ 2569 กระทรวงการคลังยังสามารถจัดเก็บได้ตามเป้าหมายก็ตาม
    .
    โดยแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังมองว่า ภาษีเงินได้นิติบุคคลอาจจัดเก็บได้น้อยลง ซึ่งสะท้อนตามสภาพเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง จึงแนะนำให้รัฐบาลพิจารณาการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างถี่ถ้วนและระมัดระวัง
    .
    เมื่อถามว่าจะมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อรองรับวิกฤตการณ์น้ำมันหรือไม่ แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังยืนยันว่า ยังมีพื้นที่ในการออกนโยบายกว่า 7 แสนล้านบาท ในการรับมือสถานการณ์ดังกล่าว
    .
    #TheStandardWealth

    https://www.facebook.com/share/1At1CCEd1F/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,905
    ค่าพลัง:
    +97,153
    #อยากให้คนไทยได้รู้
    ถ้าเติมน้ำมัน 1,000 บาทเท่ากัน รถดีเซลวิ่งได้ไกลกว่าเบนซินประมาณ 20–25% ฟังดูคุ้มกว่าชัดเจนเลยใช่ไหมครับ แต่ความจริงมันซับซ้อนกว่านั้นหน่อย
    FB_IMG_1775055089213.jpg
    **เรื่องแรกที่หลายคนไม่รู้ คือ #โครงสร้างภาษี**
    คนใช้รถเบนซินในไทยจ่ายภาษีสรรพสามิตสูงกว่าดีเซลอยู่ราว 16–18% และส่วนต่างนี้แหละที่ถูกเอาไปอุดหนุนราคาดีเซลให้ถูกกว่าที่ควรจะเป็น พูดง่ายๆ คือคนใช้รถเบนซินกำลังจ่ายค่าน้ำมันให้คนใช้รถดีเซลอยู่ทางอ้อม โดยที่ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว

    จะบอกว่านโยบายนี้ผิดทั้งหมดก็ไม่ได้ เพราะดีเซลเป็นเชื้อเพลิงหลักของรถบรรทุกและรถขนส่ง ถ้าราคาดีเซลขึ้นฮวบ ราคาสินค้าก็จะตามขึ้นไปด้วย กระทบค่าครองชีพทั้งประเทศ แต่ผลข้างเคียงคือระบบพลังงานเราบิดเบือนออกไปจากความเป็นจริง

    **เรื่องที่สอง #ดีเซลไม่ได้เก่งทุกสถานการณ์**
    บนทางหลวงโล่งๆ รถยนต์เดินทางไกล ดีเซลเก่งมาก ประหยัดกว่าเบนซินได้ถึง 20% แต่พอเข้ามาในเมือง ติดไฟแดงบ่อย หยุดออกตัวถี่ๆ ความได้เปรียบหดเหลือแค่ 10–15% เท่านั้น บวกกับระบบกรองเขม่า DPF ที่ต้องทำงานหนักขึ้นในการขับในเมือง ซึ่งก็มีค่าใช้จ่ายตามมา

    **เรื่องที่สาม #ต้นทุนจริงๆ คุ้มแค่ไหน**
    เมื่อบวกทุกอย่างเข้าด้วยกัน ทั้งราคาน้ำมัน ค่าซ่อม ค่าเปลี่ยนกรองโซล่า เทอร์โบ ระบบไอเสีย ความได้เปรียบต่อกิโลเมตรของดีเซลเหลือจริงๆ แค่ราว 2–10% และรถดีเซลมักราคาซื้อสูงกว่าด้วย ดังนั้นถ้าจะให้คุ้มจริง ต้องวิ่งปีละมากกว่า 20,000–25,000 กิโลเมตรขึ้นไป ถ้าวิ่งน้อยกว่านั้น ประโยชน์ที่คิดว่าได้อาจหายไปหมดเลย

    **เรื่องสุดท้าย ที่น้อยคนนึกถึง คือ #ความมั่นคงทางพลังงาน**
    น้ำมันดิบที่ไทยผลิตเองส่วนใหญ่เป็นน้ำมันเบา กลั่นออกมาได้เบนซินและแนฟทาเยอะ แต่ได้ดีเซลน้อย ดีเซลส่วนใหญ่ต้องกลั่นจากน้ำมันหนักที่นำเข้าจากตะวันออกกลาง ยิ่งเราใช้ดีเซลมาก เราก็ยิ่งต้องพึ่งพาการนำเข้ามากขึ้น และยิ่งเสียอำนาจต่อรองในตลาดพลังงานโลก

    สรุปคือ ถ้าวันหนึ่งรัฐปรับนโยบายภาษีให้สะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น ตัวเลขความคุ้มค่าของดีเซลที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ ก็จะลดลงอย่างมาก

    ล.ช.

    https://www.facebook.com/share/18V2KKhKWf/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,905
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มีสถานการณ์จำลอง 2 สถานการณ์ในตอนนี้เกี่ยวกับสงครามในตะวันออกกลาง

    หนึ่ง สมมติว่าทรัมป์สั่งยกพลบุกอิหร่าน สอง ทรัมป์ตัดบทประกาศชัยชนะ

    สถานการณ์ที่หนึ่งผมจะทิ้งไว้ก่อน (ที่จริงพูดใน live หลายครั้งแล้ว) สถานการณ์ที่สองถ้าเกิดขึ้น คือทรัมป์ประกาศชัยชนะเอาดื้อๆ แล้วถอนตัวออกไป สงครามจะยุติหรือไม่?

    อาจจะไม่จบแค่นั้น เพราะคนเริ่มคืออิสราเอล อิสราเอลอาจจะปิดเกมเอง เพราะอิหร่านไม่ยอมจบด้วยแน่ๆ ยิ่งอิสราเอลถูกสหรัฐฯ ทิ้งก็จะยิ่งทำอะไรบุ่มบ่ามยิ่งขึ้นแบบไม่ยั้งคิดตามหลักการ Mad dog doctrine

    ผลก็คือ อิสราเอลจะใช้มาตรการที่เรียกว่า Samson option คือใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีอิหร่านเพื่อบั่นทอนกำลังอิหร่านจนไม่อาจเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของอิสราเอลได้ แม้ว่าอิหร่านจะถล่มอิสราเอลจนราบคาบก็ตาม แต่อิสราเอลก็จะยอมพินาศไปพร้อมกัน

    เพราะอิสราเอล (โดยเฉพาะเนทันยาฮู) กลัวเรื่อง Existential threat ของตนจนขึ้นสมองแบบนี้แทนที่สงครามจะจบ มันจะยิ่งยกระดับมากกว่า

    เมื่อวานนี้ผมจึงเขียนบทความเรื่อง "สงครามนิวเคลียร์ที่คุณคาดไม่ถึง โอกาสที่ปากีสถานจะใช้อาวุธร้ายแรงคุ้มครองซาอุฯจากการโจมตีของอิหร่าน" เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้สงครามนิวเคลียร์

    ผมเคยเขียนเรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่านและอิสราเอลไปแล้วเมื่อปีที่แล้ว สรุปก็คือ อิสราเอลมีครอบครองแล้วแต่ไม่ยอมบอกว่ามี ส่วนอิหร่านใกล้ที่จะมีแล้วในอีกไม่นาน (ถ้าลงมือพัฒนาจริงๆ จังๆ)

    ตอนนี้ ในตะวันออกกลางมีอิสราเอลเท่านั้นที่มีนิวเคลียร์ อิหร่านใกล้จะมีแล้ว แต่ยังมีอีกประเทศหนึ่งที่อาจจะมีได้เหมือนกันในอนาคต

    ในบทความบทเขียนไว้ว่า

    มีนักวิเคราะห์ท่านหนึ่ง (ซึ่งผมต้องขออภัยที่จำชื่อไม่ได้เหมือนกัน) เตือนว่า หากอิหร่านโจมตีซาอุดีอาระเบียมากๆ เข้า ซาอุฯ อาจจะหลังพิงฝาจนต้องหันไปขอความช่วยเหลือจากปากีสถานโดยงัดเอาข้อตกลงที่ชื่อ Strategic Mutual Defence Agreement มาใช้เป็นข้ออ้าง

    ข้อตกลงนี้มันน่ากลัวตรงที่ปากีสถานอาจจะใช้หลักการ Nuclear sharing แบ่งปันอาวุธนิวเคลียร์มาใช้ปกป้องพันธมิตร (คือซาอุฯ) ขึ้นมา

    ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่าปากีสถานเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง

    อิหร่านยังไม่มีนิวเคลียร์ แต่มีข้อมูลจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) รายงานว่าเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2025 อิหร่านได้เพิ่มปริมาณยูเรเนียมที่เสริมสมรรถนะเป็น 60% ที่มีความบริสุทธิ์ต่ำกว่าระดับอาวุธอย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 408 กิโลกรัม ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 50% นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ IAEA เตือนว่าปริมาณนี้เพียงพอสำหรับอาวุธนิวเคลียร์หลายชิ้นหากมีการเสริมสมรรถนะเพิ่มเติม

    หากดูจากศักยภาพของอิหร่านแล้ว สามารถสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้ไม่ยากหากคิดจะทำ โดยตอนนั้น 'สงคราม 12 วัน' ยังไม่เกิด (มิถุนายน 2025) และสงครามอิหร่านครั้งล่าสุดยิ่งไม่มีวี่แวว (กุมภาพันธ์ 2026) เมื่อเกิดสงครามทั้งสองครั้ง อิหร่านต้องคิดแล้วว่าการดำรงอยู่ของตนถูกคุกคาม อีกทั้งผู้นำสูงสุดท่านที่แล้วที่สั่งห้ามสร้างอาวุธนิวเคลียร์ก็ได้เสียชีวิตไปแล้ว อิหร่านอาจเปลี่ยนใจหันมาสร้างอาวุธนิวเคลียร์จริงๆ โดยใช้เวลาไม่นานอย่างที่ทรัมป์อ้างไว้เมื่อวันที่ 10 มีนาคม "พวกเขาจะมีอาวุธนิวเคลียร์ภายใน 2 ถึง 4 สัปดาห์"

    อิสราเอลมีนิวเคลียร์หรือไม่? อิสราเอลบอกว่าไม่มี แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ามี แม้แต่คนในรัฐบาลก็หลุดปากบอกว่า คืออดีตรองรัฐมนตรีกระทรวงมรดก คือ อามิไฮ เอลิยาฮู บอกไว้ในเดือนพฤศจิกายน 2023 ตอนที่ทำสงครามกาช่วงแรกๆ ว่า จะทิ้งระเบิดนิวเคลียร์เหนือกาซา ทำให้คนเข้าใจว่าเป็นการยอมรับโดยปริยายว่าอิสราเอลมีแสนยานุภาพด้านอาวุธนิวเคลียร์ (นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูได้ตำหนิและสั่งพักงานรัฐมนตรีคนดังกล่าวในเวลาต่อมา)

    ดังนั้น เมื่ออิสราเอลและอิหร่านมีเครื่องเคราพร้อมจะทำสงครามนิวเคลียร์กัน ความบรรลัยก็จะเกิดขึ้นกับตะวันออกกลางเป็นแน่

    แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ซาอุฯ จะร้องขอให้ปากีสถานทำ Nuclear sharing

    เหตุผลมีเรื่องอื่นด้วย นั่นคือ หากทรัมป์สั่งทำลายโรงงานพลังงานและโรงงานผลิตน้ำจืดของอิหร่านอย่างข่มขู่ไว้ อิหร่านก็จะตอบโต้ด้วยการทำลายโรงงานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติและโรงงานผลิตน้ำจืดในประเทศที่เป็นฐานทัพสหรัฐฯ แถบอ่าวเปอร์เซียให้พินาศเหมือนกัน

    หากโรงงงานพลังงานถูกทำลายมันจะใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปีในการสร้างใหม่ ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้ของประเทศเศรษฐีน้ำมันอย่างหนักหน่วง (รวมถึงราคาน้ำมันทั่วโลกจะพุ่งพรวดไปด้วย) และเมื่อทำลายโรงงานผลิตน้ำจืด ประเทศพวกนี้ก็จะไม่มีน้ำกินน้ำใช้ซึ่งเลวร้ายกว่าไม่มีโรงงานน้ำมันเสียอีก เพราะ "น้ำคือชีวิต"

    เมื่อไม่มีน้ำ ประชาชนก็จะไม่พอใจรัฐบาล อาจทำให้เกิดการโค่นล้มรัฐบาลในแถบนี้ได้ เพราะประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียมีรากฐานเดิมมาจากการปกครองแบบชนเผ่า กลุ่มต่างๆ ยอมจงรักภักดีต่ออำนาจส่วนกลาง (คือราชวงศ์) เพราะราชวงศ์ควบคุมความมั่งคั่งไว้และแจกจ่ายสวัสดิการให้ หากไม่มีอำนาจทำแบบนั้น ประชาชนจะแย่งกันชิงอำนาจในประเทศเหล่านี้กันไปหมดแล้ว

    ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจที่ทำไมประเทศเศรษฐีน้ำมันจึงใช้เงินดอลลาร์เป็นตัวการซื้อขายน้ำมัน เพราะนี่เป็นข้อตกลงกับสหรัฐฯ ว่าให้ช่วยคุ้มครองทางทหารโดยแลกกับประเทศเหล่านี้จะใช้การซื้อน้ำมันด้วยดอลลาร์เป็นการประคองสถานะสกุลเงินอันดับหนึ่งของดอลลาร์เอาไว้ นี่คือ แง่มุมทางการเมืองของ Petrodollar

    แต่แล้วในสงครามครั้งนี้ การคุ้มครองของกองทัพสหรัฐฯ ต่อประเทศในอ่าวเปอร์เซียล้มเหลวไม่เป็นท่า แถมความดื้อรั้นของทรัมป์ยังเชื้อเชิญการโจมตีที่หนักหน่วงจากอิหร่านเข้ามาอีก แบบนี้แล้ว ประเทศเหล่านี้ก็จะมีแต่พังสถานเดียว

    มีแต่ซาอุฯ เท่านั้นที่มองเกมยาวโดยไปทำข้อตกลงที่ชื่อ Strategic Mutual Defence Agreement หรือ ข้อตกลงป้องกันร่วมกันเชิงยุทธศาสตร์กับปากีสถานเอาไว้ เมื่อสหรัฐฯ คุ้มหัวไม่ได้ ก็เชื้อเชิญปากีสถานมาเป็นเกราะกำบังเสียเลย

    ข้อตกลงดังกล่าวได้รับการลงนามเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2025 นี่เอง ณ พระราชวังอัลยามามะห์ในริยาด โดยมกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีแห่งซาอุดีอาระเบีย โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน และนายกรัฐมนตรีปากีสถาน เชห์บาซ ชารีฟ ระหว่างการเยือนซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีปากีสถาน

    หลักใหญ่ใจความของข้อตกลงนี้ก็คือ ทั้งสองประเทศได้ให้คำมั่นที่จะถือว่าการกระทำใดๆ ที่เป็นการรุกรานต่อประเทศหนึ่งเป็นการกระทำต่อทั้งสองประเทศ ซึ่งเรียกว่าหลักความมั่นคงร่วมกัน หรือ Collective security

    พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าซาอุฯ ถูกโจมตี ก็เท่ากับปากีสถานถูกโจมตีด้วย (หรือในทางกลับกัน) ดังนั้นเมื่อซาอุฯ ถูกอิหร่านโจมตี ซาอุฯ ก็อาจจะขอให้ปากีสถานช่วยด้วยก็ได้

    ความน่ากลัวมันอยู่ตรงที่ว่า หากอิหร่านโจมตีซาอุฯ ถึงขั้นทำลายกล่องดวงใจอย่างอุตสาหกรรมน้ำมันและการผลิตน้ำ ซึ่งสั่นคลอนการดำรงอยู่ของซาอุฯ ปากีสถานจะใช้วิธีรุนแรงอย่างอาวุธนิวเคลียร์มาสกัดกั้นอิหร่านหรือไม่?

    เจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศไม่ยอมปริปากบอกเรื่องนี้ตรงๆ ตอนเซ็นสัญญาใหม่ๆ แต่มีการแพลมออกมาเล็กน้อยว่าสัญญานี้ "ครอบคลุม" (ซึ่งอาจหมายถึงครอบคลุมอาวุธนิวเคลียร์ด้วยก็ได้) และอาจจะมีการทำ Nuclear sharing ระหว่างสองประเทศ

    Nuclear sharing คืออะไร?

    คือ การที่ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์แบ่งปันการป้องกันตนเองด้วยอาวุธนิวเคลียร์กับประเทศอื่นที่เป็นพันธมิตรกัน อาจเป็นการแบ่งกันใช้ แบ่งกันฝึกอบรม หรือแบ่งกันซ้อมรบ ซึ่งพันธมิตรที่ใช้แนวคิดนี้คือ NATO เป็นต้น

    และอาจรวมถึงปากีสถานและซาอุฯ ด้วยหากเรื่องที่ชาวโลกสงสัยเป็นความจริง

    ราเบีย อัคตาร์ (Rabia Akhtar) คณบดีคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยลาฮอร์ และเป็นศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ของปากีสถานเขียนบทความให้กับ Belfer Center โดยชี้ว่า

    "อิสลามาบัด (ปากีสถาน) จะระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งต่อข้อผูกมัดใดๆ ที่ลดทอนการควบคุมคลังอาวุธนิวเคลียร์ของตน หรือทำให้เข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งนอกเหนือจากเป้าหมายหลักของตน โดยพื้นฐานแล้ว แนวคิดเรื่องร่มนิวเคลียร์ยังคงเป็นเพียงการคาดเดา เป็นการคาดการณ์ที่เกินจริงซึ่งไม่ได้รับการสนับสนุนจากข้อความจริงของสนธิสัญญาหรือหลักการที่ปากีสถานประกาศไว้"

    และชี้ว่า

    "เมื่อพิจารณาในบริบททางประวัติศาสตร์และยุทธศาสตร์แล้ว ข้อตกลงป้องกันร่วมกันระหว่างปากีสถานและซาอุดีอาระเบียไม่ได้มีอะไรที่น่าตื่นตระหนกโดยแท้จริง ปากีสถานเคยสร้างพันธมิตรอย่างเป็นทางการในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อนแล้ว ทั้งกับสหรัฐฯ และภายในกลุ่ม SEATO/CENTO และพันธมิตรเหล่านั้นไม่ได้นำไปสู่การรับประกันสงครามโดยอัตโนมัติหรือการแบ่งปันอาวุธนิวเคลียร์แต่อย่างใด ข้อตกลงใหม่นี้ส่วนใหญ่เป็นการยืนยันความร่วมมือที่ดำรงอยู่แบบไม่เป็นทางการมาหลายชั่วอายุคนแล้ว"

    อย่างไรก็ตาม อัคตาร์ยังอ้างถึงข้อเขียนในปี 2024ของ บ็อบ วูดเวิร์ด (Bob Woodward) นักข่าวอาวุโสชาวอเมริกันที่เล่าในหนังสือของเขาถึงบทสนทนาที่มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุฯ ซึ่งกล่าวติดตลกกับ ลินด์เซย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกชาวอเมริกัน ว่า “ผมไม่จำเป็นต้องใช้ยูเรเนียมในการสร้างระเบิด ผมจะซื้อจากปากีสถานแทน”

    แม้ว่าอัคตาร์จะมองว่าควรทำความเข้าใจคำกล่าวนี้อย่างระมัดระวัง แต่ผมเกรงว่าคนที่จับตาเรื่องนี้อยู่อาจจะยิ่งเข้าใจว่าทั้งสองประเทศเกี่ยวดองกันแล้วในทางอาวุธนิวเคลียร์

    อีกประการก็คือข้อสรุปของอัคตาร์ยังดูโลกสวยไปหน่อย หากพิจารณาว่าซาอุฯ ต้องการ "ซื้อ" อาวุธนิวเคลียร์ของปากีสถานมานับสิบปีแล้วตั้งแต่ก่อนทำสัญญาความมั่นคงกัน เช่น จากรายงานของ msnbc เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2010 พาดหัวข่าวว่า "ซาอุดีอาระเบียจะซื้ออาวุธนิวเคลียร์หากอิหร่านทดสอบระเบิดปรมาณู" โดยอ้างข้อมูลมาอีกทอดหนึ่งจาก Times หนังสือพิมพ์ไทมส์ในสหราชอาณาจักรที่อ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อจากซาอุดีอาระเบีย "ระบุว่าราชซาอุดีอาระเบียจะพยายามซื้อหัวรบสำเร็จรูป และจะเริ่มโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเกรดอาวุธด้วยตนเอง" และ "ปากีสถานเป็นประเทศที่มีแนวโน้มมากที่สุดที่จะจัดหาอาวุธให้ซาอุดีอาระเบีย" แต่ "ปากีสถานและซาอุดีอาระเบียปฏิเสธว่าไม่มีข้อตกลงดังกล่าวอยู่จริง"

    ไม่เพียงเท่านั้น จากรายงานของ Guardian สื่อของสหราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2010 อ้างแหล่งข่าวกรองชาติตะวันตกที่เปิดเผยว่า "ราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียจ่ายเงินมากถึง 60% ของโครงการนิวเคลียร์ของปากีสถาน และในทางกลับกันมีสิทธิ์ที่จะซื้ออาวุธนิวเคลียร์ขนาดเล็ก ('หัวรบ 5 - 6 หัว') ได้ทันที"

    สมมติว่าเรื่องนี้เป็นความจริง และสมมติว่าอิหร่านถล่มซาอุฯ จนซาอุฯ ต้องงัดนิวเคลียร์มาใช้ มันจะทำให้ตะวันออกกลางกลายเป็นทุ่งสังหารเมืองฮิโรชิมากับนางาซากิหรือไม่?

    ณ เวลานี้ผมได้แต่คาดเดาว่า มันควรจะเป็นอาวุธนิวเคลียร์ขนาดเล็กที่เล็งเป้าหมายเฉพาะเจาะจงอย่างที่เรียกว่า Tactical nuclear และเป้าหมายการโจมตีอาจเป็นเป้าทางทหารมากกว่าการถล่มให้สิ้นชาติกันไปข้างหนึ่ง

    ถึงกระนั้น เมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งงัดอาวุธนิวเคลียร์มาใช้ ต่อให้เป็น Tactical nuclear ก็ตาม มันจะกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ที่ขยายวงไปเรื่อยๆ เหมือนตอนที่ที่อิหร่านกับฝ่ายตรงข้ามทำสงครามบั่นทอน หรือ attrition warfare ไม่หยุดหย่อน จนไม่ใช่การโจมตีเป้าหมายที่จำกัดอีกต่อไป

    ถึงเวลานั้นโลกทั้งโลกก็จะพังพินาศไปด้วย

    ป.ล.
    วันที่เขียนบทความนี้มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเกี่ยวกับจีนและปากีสถานพอดี โดยสำนักข่าว China daily รายงานว่า เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า จีนและปากีสถานจะเสริมสร้างการสื่อสารและการประสานงานเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่าน

    ถ้อยแถลงนี้มีขึ้น ขณะที่โมฮัมหมัด อิสฮัก ดาร์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศของปากีสถานเดินทางเยือนจีนในวันที่ 31 มีนาคม ซึ่งนับเป็นการเยือนจีนครั้งที่สองในรอบสามเดือนของเขา

    จึงเรียนมาเพื่อทราบ

    https://www.facebook.com/share/1Cy4sp2tRt/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,905
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ‘อินโดนีเซีย’ ประกาศจำกัดการเติมน้ำมัน 50 ลิตรต่อวัน พร้อมประกาศ ‘ไม่ขึ้นราคาน้ำมัน’ รัฐบาลเริ่มใช้มาตรการรับมือน้ำมันแพง ข้าราชการ ‘เวิร์ค ฟอร์ม โฮม 1 วัน และจำกัดการใช้ยานพาหนะของทางราชการลง 50%

    ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 อินโดนีเซียจะจำกัดการซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้รับการอุดหนุนราคา ทั้งเบนซิน และดีเซล ไว้ที่ 50 ลิตรต่อคันต่อวัน ยกเว้นรถขนส่งสารธารณะ เพื่อควบคุมต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
    โดยผู้บริโภคที่มีสิทธิ์ซื้อน้ำมันที่ได้รับการอุดหนุนนั้น จะให้สิทธิเฉพาะรถยนต์ที่จดทะเบียนกับบริษัท เปอร์ตามินา (Pertamina) ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติของรัฐ เท่านั้นที่สามารถซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้รับการอุดหนุนได้ ทั้งนี้ เปอร์ตามินา เป็นบริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแห่งชาติของประเทศอินโดนีเซียที่รัฐบาลถือหุ้น 100% ดำเนินธุรกิจครบวงจรตั้งแต่การสำรวจ ผลิต โรงกลั่นน้ำมัน และจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นคุณภาพสูง

    โดยตามมาตรการล่าสุดจะบังคับใช้เริ่มในวันนี้ 1 เมษายน ดังนี้

    • รถยนต์ส่วนบุคคลจะเติมน้ำมันที่ได้รับการอุดหนุนได้ที่ 50 ลิตรต่อวัน
    • รถยนต์ดีเซลขนาดใหญ่: 80 ลิตรต่อวัน
    • รถบรรทุก/รถบัส 6 ล้อขึ้นไป: 200 ลิตรต่อวัน
    • มาตรการสำคัญอีกประการคืออินโดนีเซียจะนำไบโอดีเซลผสม 50% (B50) มาใช้กับดีเซลที่ได้รับการอุดหนุน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลและประหยัดเงินได้ประมาณ 48 ล้านล้านรูเปียห์

    นอกจากนั้น อินโดนีเซียยังประกาศว่า จะไม่ขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง แม้ว่าจะมีแรงกดดันด้านงบประมาณเพิ่มขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลางก็ตาม

    แถลงการณ์ของรัฐบาลระบุว่า จะไม่มีการขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง “ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันที่ได้รับการอุดหนุนหรือไม่ได้รับการอุดหนุน” ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน และขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกต่อ “ข้อมูลที่ผิดพลาด” ที่กำลังแพร่กระจายเกี่ยวกับการขึ้นราคาที่กำลังจะเกิดขึ้น

    แถลงการณ์อ้างคำกล่าวของโฆษกประธานาธิบดี ปราเสตโย ฮาดี ว่า “เราหวังว่าประชาชนจะไม่ตื่นตระหนกหรือรู้สึกวิตกกังวล เพราะเรารับประกันว่าจะมีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอ เรารับประกัน และจะไม่มีการปรับราคา”

    อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมัน แต่ก็เป็นผู้นำเข้าสุทธิและให้การอุดหนุนน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติแก่ผู้บริโภคภายในประเทศอย่างมาก โดยรัฐบาลได้ใช้นโยบายอุดหนุนราคาน้ำมัน มูลค่าถึง 1.23 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4 แสนล้านบาท ) หรือคิดเป็นประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณประจำปีทั้งหมดสำหรับปี 2026

    นอกจากนี้ อินโดนีเซียเริ่มใช้มาตรการรับมือน้ำมันแพง ข้าราชการ “เวิร์ค ฟอร์ม โฮม” 1 วัน

    รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศเมื่อวันอังคาร (31 มีนาคม) ว่าจะเริ่มใช้มาตรการต่างๆรวมไปถึงการทำงานจากที่บ้านสำหรับข้าราชการ 1 วันต่อสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเป็นต้นไป เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและการหยุดชะงักของอุปทานที่เชื่อมโยงกับสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งหนึ่งในมาตรการนั้นคือ การให้ข้าราชการทำงานจากที่บ้านทุกวันศุกร์ ยกเว้นในภาคสาธารณสุขและความมั่นคง ซึ่งอาจช่วยประหยัดงบประมาณอุดหนุนน้ำมันได้ถึง 6.2 ล้านล้านรูเปียห์ (364.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 12,000 ล้านบาท)

    นาย แอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจ กล่าว่า "เพื่อเป็นการปรับตัวและป้องกันผลกระทบจากพลวัตโลก รัฐบาลได้เห็นชอบนโยบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงาน เพื่อส่งเสริมการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และใช้ระบบดิจิทัลมากขึ้น นโยบายนี้ประกอบด้วยขั้นตอนหลักหลายประการ เช่น การให้ข้าราชการในหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทำงานจากที่บ้านหนึ่งวันต่อสัปดาห์ในวันศุกร์ ตามที่กระทรวงการปฏิรูปการบริหารและราชการ และกระทรวงมหาดไทยได้ตกลงกันไว้"

    ในโครงการทำงานจากที่บ้านนี้ จะยังมีการปรับการบริหารงานให้เข้ากับพื้นที่ทำงานดิจิทัล และผลักดันการเดินทางอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการจำกัดการใช้ยานพาหนะของทางราชการลง 50% ยกเว้นยานพาหนะที่ใช้ในการปฏิบัติงานและยานพาหนะไฟฟ้า และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น
    เขาทิ้งท้ายว่า "ท่ามกลางพลวัตโลกที่คุกคามห่วงโซ่อุปทานโลก อินโดนีเซียได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัว ความยืดหยุ่น และความแข็งแกร่ง สถานการณ์นี้ไม่ใช่สิ่งกีดขวาง แต่เป็นแรงผลักดันให้เราเร่งเปลี่ยนแปลงทัศนคติไปสู่การไหลเวียนที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เราเน้นย้ำว่าเศรษฐกิจของประเทศมีความมั่นคง มีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง การจัดหาเชื้อเพลิงของประเทศมีความปลอดภัย และเสถียรภาพทางการคลังของเรายังคงแข็งแกร่ง"

    https://www.facebook.com/share/1AyvrZ6feM/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,905
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ศึกษาด่วน! ชง คตร. รื้อโครงสร้าง ‘ค่าการกลั่น’ ชูโมเดลเพดาน 3 บาท | Morning Wealth 2 เม.ย. 69

    ฝากคำถามได้ที่นี่
    ▪️ นายกฯ เซ็นตั้ง ‘คตร.’ เร่งศึกษา ‘ค่าการกลั่น-ค่าการตลาด-ค่าขนส่ง’ ก่อนกำหนดราคาน้ำมันให้เหมาะสม เสนอ ครม. ภายใน 15 วัน ฟาก ศ.ดร.พรายพล หนึ่งในคณะกรรมการศึกษาฯ เตรียมเสนอโมเดล Ceiling & Floor คุมเพดานไม่เกิน 3 บาท ประกันพื้นฐานกันโรงกลั่นขาดทุน รายละเอียดเป็นอย่างไร
    ▪️ ฟังกระทรวงต่างประเทศวิเคราะห์ ‘สงครามตะวันออกกลาง’ จบอย่างไร พูดคุยกับ ปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ

    #อนุทิน #คตร #ราคาน้ำมัน #ค่าการกลั่น #สงครามตะวันออกกลาง #EnergyShock #THESTANDARDWEALTH

    https://www.facebook.com/share/1E1zoteQGC/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,905
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จะกล้าเหมือนคนเดิมรึป่าว!? จับตา "นักรบรีคอน" ผบ.ฉก.นย.ตราด คนใหม่ ตัวตึงลงคุมทมอดา ดีกรีไม่ธรรมดา เขมรมีเหวอห้าวไม่ออก

    ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 เวลา 12.00 น. ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา มีการสลับตัวแม่ทัพแบบฟ้าผ่า ดึงเอา “ผู้การย้อย” นาวาเอก ปรัชญา โพธิ์ย้อย เข้ามาคุมหางเสือเป็น ผบ.ฉก.นย.ตราด คนใหม่ แทนที่ น.อ.ธรรมนูญ วรรณา สายบู๊ที่มีประเด็นปะทะคารมที่แนวตู้คอนเทนเนอร์ทมอดาก่อนหน้านี้

    ตอนแรกฝั่งเพื่อนบ้านอาจจะแอบยิ้มมุมปาก นึกว่าไทยยอมถอยแล้วสลับเอา “นักเจรจา” มาลดการเผชิญหน้า แต่หารู้ไม่ว่าผู้การคนใหม่นี้ประวัติโคตรตึง! เป็นถึงนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 32 ดีกรี "นักรบรีคอน" ผ่านหลักสูตรรบสะเทินน้ำสะเทินบก

    แถมเคยเป็นหัวหน้าหน่วยประสานงานชายแดน รู้ตื้นลึกหนาบางของพื้นที่เป็นอย่างดี งานนี้เขมรยิ้มไม่ออกแน่นอน เพราะเราไม่ได้ลดระดับการป้องกันลง แต่ส่งคนที่ทั้งรบเก่งและรู้ทันเกมมาคุมพื้นที่แทน

    ภารกิจท้าทายของผู้การคนใหม่ไม่ได้มีแค่การคุมเชิงปัญหาระหว่างประเทศ ที่แอบมีการเสริมบังเกอร์และนำปืuใหญ่ไปวางแนวไว้ตรงเขาพระวิหารเท่านั้น แต่ล่าสุดยังมีคลิปหลุดโผล่มาแฉพฤติกรรม “ไส้ศึก” ลักลอบดูดน้ำมันเถื่อนขายกันกลางทะเลแบบโจ่งแจ้ง โดยมีเรือชักธงชาติไทยโผล่ร่วมเฟรมอยู่ด้วย

    ข้อมูล: สยามรัฐ, เดลินิวส์, อมรินทร์ทีวี

    https://www.facebook.com/share/1RRxcsrgd5/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,905
    ค่าพลัง:
    +97,153
    22.35 น. น้ำมันดิบโลกดิ่งลึกสุด 96.50 ดอลล์ ร่วง -4.88$ ราคาเบร็นท์ อังกฤษ 102.12 ดอลล์ ร่วง -1.85$(-1.8%) ราคาไนเม็กซ์สหรัฐ 100.31 ดอลล์ ร่วง -1.07$(-1.1%) BTimes

    https://www.facebook.com/share/1bnbBvHsae/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,905
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ขณะที่นักวิเคราะห์หลายสำนักกำลังคาดเดากันว่าทรัมป์จะประกาศลุยหรือถอยในการแถลงเช้าพรุ่งนี้เป็น
    (เวลาบ้านเรา) ก็มีหลายสื่อตั้งข้อสังเกตว่าสหรัฐฯ อาจกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีภาคพื้นดินที่อาจเกิดขึ้นกับอิหร่าน

    เครื่องบินรบ A-10C Thunderbolt II “Warthog” จำนวน 12 ลำ ได้ลงจอดที่ฐานทัพอากาศเลคเคนฮีธ ประเทศอังกฤษ เพื่อเดินทางไปยังตะวันออกกลางสำหรับปฏิบัติการ Epic Fury

    เครื่องบิน A-10 ถูกสร้างขึ้นเพื่อการสนับสนุนทางอากาศระยะใกล้ ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 30 มม. สำหรับทำลายรถถังและยานเกราะ รวมถึงจรวด ขีปนาวุธ และระเบิดเพื่อปกป้องกองกำลังภาคพื้นดิน

    นี่อาจเป็นสัญญาณของการยกระดับความตึงเครียดครั้งใหญ่และอาจนำไปสู่การบุกโจมตีภาคพื้นดินในอิหร่าน

    แต่อีกหลายสำนักก็คาดว่าทรัมป์อาจประกาศ “ชัยชนะ” และสั่งทหารอเมริกันกลับบ้านในอีกไม่กี่วันแม้อิหร่านจะยังไม่ยอมเปิดช่องแคบ Hormuz ให้เดินเรือได้ตามปกติ

    หรืออาจเป็นแถลงการณ์ที่บ่นเรื่องเก่า ๆ เพื่อให้ราคาน้ำมันลดลงและให้ตลาดหุ้นคึกคักด้วยข้ออ้างว่าอิหร่านกำลังร้องขอให้หยุดยิงหรือการเจรจาใกล้บรรลุข้อตกลงแล้วทั้ง ๆ ที่ไม่มีคำยืนยันจากฝั่งอิหร่านก็ตาม!

    https://www.facebook.com/share/18K83qCTY6/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,905
    ค่าพลัง:
    +97,153
    FB_IMG_1775058721789.jpg
    ประธานรัฐสภาอิหร่าน มุฮัมหมัด บาเกร์ กาลิบาฟ (Mohammad Bagher Ghalibaf) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นการรายงานข่าวแบบบิดเบือนประเด็น (out-of-context) และการสร้าง "กระแสความกลัวตกขบวน" (manufactured FOMO)
    “การนำเสนอเรื่องราวบางอย่างเกี่ยวกับความขัดแย้งนั้น มีจุดประสงค์เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการแสวงหาผลกำไรจากสงคราม (war profiteering)”
    ปล.รู้นะ แกกำลังหมายถึงโพสต์ใน truth social ของทรัมป์
    https://www.facebook.com/share/p/1Dz1VakZX4/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,905
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นักลงทุนทุ่มเงินเดิมพันว่า “น้ำมันจะลง”
    หนักที่สุดเป็นประวัติการณ์ แต่ราคายังไม่ยอมลง เกมนี้คนชอร์ตอาจเจ็บยาว
    FB_IMG_1775059487723.jpg
    นักลงทุนจำนวนมากกำลังเดิมพันว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงจากระดับสูงที่ได้รับแรงหนุนจากสงครามอิหร่าน โดยมีเงินไหลเข้าสู่ ProShares UltraShort Bloomberg Crude Oil ETF (SCO) สูงถึง $977 ล้านในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่กองทุนเปิดตัวในปี 2008 กองทุนดังกล่าวให้ผลตอบแทนในทิศทางตรงกันข้ามกับราคาน้ำมันแบบ leveraged

    อย่างไรก็ตาม การเดิมพันดังกล่าวยังเผชิญแรงกดดัน เนื่องจากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง โดย Brent เคยแตะ $119 ต่อบาร์เรล และยังคงอยู่เหนือ $100 แม้จะมีสัญญาณการคลี่คลายความขัดแย้ง ขณะที่การปิด Strait of Hormuz ยังคงกระทบอุปทานน้ำมันโลกประมาณ 20% ทำให้การปรับลงของราคายังมีข้อจำกัด

    ในขณะเดียวกัน เงินทุนก็ไหลเข้าสู่ฝั่ง bullish เช่นกัน สะท้อนตลาดที่มีความเห็นแตกต่างอย่างรุนแรง โดยแนวโน้มราคาน้ำมันในระยะต่อไปยังขึ้นอยู่กับความเร็วของการคลี่คลายสถานการณ์และการฟื้นตัวของ supply ซึ่งยังคงมีความไม่แน่นอนสูง



    https://www.facebook.com/share/18hpAhJit2/
     

แชร์หน้านี้

Loading...