พระสมเด็จวัดเกศไชโยเนื้อกระเบื้องหลังคาโบสถ์ เหรียญหลวงปู่บุญมีวัดอ่างแก้ว

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,231
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1774353558660.jpg FB_IMG_1774353560856.jpg

    พระสมเด็จไม่เสร็จทุกรายถ้าได้ของแท้พิธีใหญ่แบบนี้

    พระสมเด็จวัดเกศไชโยเนื้อกระเบื้องหลังคาโบสถ์ปี๒๕๒๑
    พิธีพุทธาภิเษกครั้งยิ่งใหญ่ของวัดไชโย ในงานสมโภช ๑๙๐ปีแห่งชาตะของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)
    รายนามพระคณาจารย์ เจริญพระพุทธมนต์ บริกรรมภาวนาและสวดพุทธาภิเษก ดังนี้
    ๑.หลวงปู่คำแสน วัดป่าดอนมูล เชียงใหม่
    ๒.หลวงปู่สุด วัดกาหลง สมุทรสงคราม
    ๓.หลวงปู่เปรื่อง วัดสุวรรณภูมิ สุพรรณบุรี
    ๔.พระราชมงคลมุนี วัดชัยมงคล อ่างทอง
    ๕.พระมหาพุทธพิมพาภิบาล วัดไชโย อ่างทอง
    ๖.หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กทม.
    ๗.หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม กาญจนบุรี
    ๘.หลวงพ่อน้อย วัดหนองโพธิ์ นครสวรรค์
    ๙.พระครูประสานนวกิจ วัดพระนอนจักร์สีห์ สิงห์บุรี
    ๑๐.หลวงพ่อเชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ ชัยนาท
    ๑๑.หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลย์ สุพรรณบุรี
    ๑๒.หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม นครปฐม
    ๑๓.ครูบาพรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า ลำพูน
    ๑๔.พระครูศรีรัตนาภิวัฒน์ วัดวิเศษชัยชาญ อ่างทอง
    ๑๕.พระครูอดุลสุดกิจ วัดโคกพุทธา อ่างทอง
    ๑๖.พระครูใบฎีกาเจริญ วัดอ่างทองวรวิหาร อ่างทอง
    ๑๗.หลวงพ่อสำเนียง วัดเวฬุวนาราม นครปฐม
    ๑๘.หลวงพ่อยงยุทธ วัดเขาไม้แดง ชลบุรี
    ๑๙.หลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาคร ชัยนาท
    ๒๐.หลวงพ่อคูณ วัดสระแก้ว นครราชสีมา
    ๒๑.พระอธิการสน วัดไทร อ่างทอง
    ๒๒.หลวงพ่อทอง วัดก้อนแก้ว ฉะเชิงเทรา
    ๒๓.หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส จันทบุรี
    ๒๔.พระอาจารย์จำเนียร วัดละมุด อ่างทอง
    ๒๕.หลวงปู่วัน อุตตโม วัดถ้ำอภัยดำรงค์ธรรม สกลนคร
    ๒๖.หลวงปู่สิม พุทธจาโร วัดสันติสังฆารามพรรณานิคม สกลนคร
    ๒๗.หลวงปู่คำแหง จนฺทสาโร วัดป่าสุวรรณนิเทศทรงธรรม ร้อยเอ็ด
    ๒๘.หลวงปู่คำมี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ ลพบุรี
    ๒๙.พระราชสุวรรณโมลี วัดต้นสน อ่างทอง
    ๓๐.พระราชสังวรญาณ(เจ้าคุณสนิท) วัดศีลขันธาราม อ่างทอง
    ๓๑.พระวิเศษชัยสิทธิ์ วัดอ่างทองวรวิหาร อ่างทอง
    ๓๒.หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง สิงห์บุรี
    ๓๓.หลวงปู่เส่ง วัดกัลยาณมิตร กทม.
    ๓๔.หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม สิงห์บุรี
    ๓๕.หลวงพ่อจรัล วัดอัมพวัน สิงห์บุรี
    ๓๖.พระครูสิริปัญญาธร วัดตูม อยุธยา
    ๓๗.หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง สมุทรสาคร
    ๓๘.พระครูวิบูลคุณาวัตร วัดน้อย อ่างทอง
    ๓๙.พระครูวิรัตนธรรมวัตร วัดรางฉนวน อ่างทอง
    ๔๐.พระอาจารย์ผ่อง จินดา วัดจักรวรรดิ์ราชาวาส กทม.
    ๔๑.พระอาจารย์บัว วัดแสวงหา อ่างทอง
    ๔๒.หลวงพ่อชม วัดอินทราราม ชัยนาท
    ๔๓.หลวงพ่อบาง วัดหนองพลับ สระบุรี
    ๔๔.หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ นครปฐม
    ๔๕.หลวงปู่พล วัดหนองคณฑี สระบุรี
    ๔๖.หลวงพ่อพุทธิ วัดวงศ์พาสน์ อ่างทอง
    ๔๗.หลวงพ่อสวน วัดบางกระดาน ตราด
    ๔๙.พระอาจารย์สมภพ วัดสาลีโข นนทบุรี
    ๕๐.หลวงปู่แว่น วัดป่าสุทธาวาส สกลนคร
    ๕๑.หลวงปู่ธูป วัดสุนทรธรรมทาน กทม.

    .. มวลสารเนื้อกระเบื้องโบสถ์อายุนับร้อยปี โบสถ์เก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ .. ได้รับพลังพุทธมนต์นับครั้งไม่ถ้วน รวมพิธีใหญ่ๆอย่างสร้างเขื่อน ปี๒๔๙๕ พิธีทุกวันพระที่ลงปาฏิโมกข์ สวดมนต์ทำวัตร แค่นี้พุทธคุณก็สะสมอยู่ในตัวมวลสารแล้วครับ รวมทั้งพุทธคุณจากพระเกจิระดับประเทศในยุคนั้นหลายสิบท่าน...พระดีมีประวัติ เก่าแก่เกือบห้าสิบปี
    ดูรายนามครูบาอาจารย์ที่มาปลุกเสกก่อนครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ยกชุด ๓ องค์

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ



    IMG_20260324_185404.jpg IMG_20260324_185435.jpg
     
  2. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,229
    ค่าพลัง:
    +5,917
    พระปิดตา “ครูบากองคำ กตปุญโญ” วันเสาร์ ๕ ปี ๒๕๑๖ วัดดอนเปา อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่

    ครูบากองคำ วัดดอนเปา จ.เชียงใหม่ สร้างเมื่อ วันเสาร์ ๕ ปี พศ. ๒๕๑๖ ลป.ครูบากองคำนั้น ท่านได้เมตตาสร้างไว้ให้สำหรับหนุนชะตาราศรีผู้ที่ดวงตก มีเคราะห์กรรมวิบากกรรมร้ายแรง โดนพ่อแม่สาปแช่ง และยังเปี่ยมไปด้วย.เมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ ด้านการเจรจาพาทีเป็นที่รักแก่ผู้คนทุกคนที่ได้พูดคุยด้วย ค้าขายดี เจริญรุ่งเรือง มีโชคลาภหลั่งไหลมาสู่แบบไม่ขาดสาย ผู้ที่ทำมาหากินไม่ขึ้น หรือไม่เคยทำอะไรสำเร็จ ค้าขายขาดทุน และเกิดปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับการค้าขาย เมื่อได้บูชา นางกวัก และวัตถุมงคลต่างๆ ของท่านแล้วกลับกลายเป็นดวงดี ทำมาค้าขึ้นร่ำรวยกันขึ้นมาแบบไม่น่าเชื่อ
    ท่านเป็นพระสุปฏิปันโนสงฆ์ ผู้ดำเนินตามรอยปฏิบัติแห่งองค์ ครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย นักบุญแห่งล้านนาไทย และหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต นอกจากนั้น ท่านยังได้รับการถ่ายทอดวิชาจาก หลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง, ครูบาพรหมจักร วัดพระบาทตากผ้า ลำพูน, ครูบาอินทจักรรักษา วัดน้ำบ่อหลวง เชียงใหม่, ครูบาชุ่ม วัดวังมุย ลำพูน, หลวงปู่คำแสน คุณาลังกาโร วัดสวนดอก เชียงใหม่,และครูบาเมือง วัดท่าแหน ลำปาง อีกด้วย

    ท่านเป็นพระเถระที่มีจริยาวัตรงดงาม ทั้งในศีล สมาธิ ปัญญาญาณ ปฏิบัติธรรมจนหมดสิ้นอาสวะกิเลสต่างๆ ได้ทุกประการ และเป็นที่เคารพสักการะอย่างยิ่งขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา โดยทรงได้เสด็จพระราชดำเนินมาบำเพ็ญพระราชกุศล เป็นการส่วนพระองค์อยู่เนืองๆ และทรงรับไว้เป็น "คนไข้ ในพระบรมราชานุเคราะห์" ในกรณีที่อาพาธ อีกด้วย

    ท่านเป็นพระสงฆ์ ที่เปี่ยมด้วยความมีเมตตาธรรมอย่างสูงยิ่ง สิ่งที่ท่านเมตตาต่อชาวโลกอย่างเป็นปกติก็คือ "การอาบน้ำมนต์ ขันบาตรเดียว" ท่านได้เมตตาเพื่อให้ความเป็นสิริมงคล แก่ผู้ที่ไปกราบนมัสการทำบุญกับท่าน โดยที่ท่านไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

    อัฐิธาตุของท่าน กลายเป็นพระธาตุครับ

    เครดติข้อมูลจาก

    http://pralanna.com/boardpage.php?topicid=28510

    ๏..ครูบากองคำ กตฺตปุญโญ...พระอริยาจารย์แห่ง วัดดอนเปา อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่
    เป็นศิษย์สายกรรมฐาน สาย.....
    ๏..ครูบาศรีวิชัย ศิริวิชโย... มหาอริยาจารย์แห่งล้านนา
    ๏..หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ... มหาอริยาจารย์แห่งกองทัพธรรมภาคอีศาณ
    ......................

    นอกจากนั้น...ท่านยังได้รับการถ่ายทอดยอดวรยุทธพุทธาคมหลายแขนงจาก....

    ๏..หลวงปู่แหวน สุจิณโน ...วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่ มหาอริยาจารย์แห่งล้านนา ผู้อังคารธาตุแปรเป็นพระธาตุ
    ๏..ครูบาพรหมจักรสังวร .วัดพระบาทตากผ้า จ.ลำพูน มหาอริยาจารย์แห่งล้านนา ผู้อังคารธาตุแปรเป็นทองคำบริสุทธิ์และอัฐิเป็นพระธาตุใสเป็นแก้ว

    ๏..พระสุธรรมยานเถร(ครูบาอินทจักรรักษา) ๏..วัดน้ำบ่อหลวง สันป่าตอง เจียงใหม่
    ๏..ครูบาชุ่ม โพธิโก ... วัดวังมุย จ.ลำพูนมหาอริยาจารย์แห่งล้านนา ผู้อังคารธาตุและอัฐิเป็นพระธาตุใสเป็นแก้ว
    ๏.. หลวงปู่คำแสนคุณาลังกาโร วัดสวนดอก . เจียงใหม่
    ๏..ครูบาเมือง ... วัดท่าแหน มหาอริยาจารย์แห่งล้านนา พระเกจิอีกรูปหนึ่งของเมืองลำปาง ที่ทรงอภิญญาอย่างลำเลิศ

    ครูบากองคำ กตปุญโญ
    วัดดอนเปา อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่

    ท่านเป็นพระสุปฏิปันโนสงฆ์ ผู้ดำเนินตามรอยปฏิบัติแห่งองค ์ครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย นักบุญแห่งล้านนาไทย
    ครูบากองคำ ท่านเป็นพระเถระที่มีจริยาวัตรงดงาม ทั้งในศีล สมาธิ ปัญญาญาณ ปฏิบัติธรรมจนหมดสิ้นอาสวะกิเลสต่างๆ ได้ทุกประการ และเป็นที่เคารพสักการะอย่างยิ่งของ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวๆ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาๆ โดยทรงได้เสด็จพระราชดำเนินมาบำเพ็ญพระราชกุศล เป็นการส่วนพระองค์อยู่เนืองๆ และทรงรับไว้เป็น "คนไข้ ในพระบรมราชานุเคราะห์" ในกรณีที่อาพาธ อีกด้วย
    ท่านเป็นพระสงฆ์ที่เปี่ยมด้วยความมีเมตตาธรรมอย่างสูงยิ่งอีกด้วย สิ่งที่ท่านเมตตาต่อชาวโลกอย่างเป็นปกติก็คือ "การอาบน้ำมนต ์ขันบาตรเดียว" ท่านได้เมตตาเพื่อให้ความเป็นสิริมงคล แก่ผู้ที่ไปกราบนมัสการทำบุญกับท่าน โดยที่ท่านไม่ได้ คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

    สร้างเมื่อ วันเสาร์๕ ปี พศ. ๒๕๑๖ เพื่อแจกเป็นทาน จำนวน ๙๙๙๙ องค์ โดยมวลสาร ศักดิ์สิทธิ์ เรืองฤทธิ์ ประกอบด้วย....
    ผงบารมีธรรมล้ำโลก
    ผง๑๒นักษัตร หนุนชะตาราศรี
    ผงนพเคราะห์ทั้ง๙
    ที่ลป.ครูบากองคำ ท่านร่ำเรียนมาจนสำเร็จ มีอิทธิคุณเป็นพิเศษ ในทาง (((.....หนุนชะตาราศรีผู้ที่ดวงตก มีเคราะห์กรรมวิบากกรรมร้ายแรง โดนพ่อแม่สาปแช่ง....)))
    และยังเปี่ยมไปด้วย.... เมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ ด้านการเจรจาพาทีเป็นที่รักแก่ผู้คนทุกคนที่ได้พูดคุยด้วย ค้าขายดีเจริญรุ่งเรือง มีโชคลาภหลั่งไหลมาสู่แบบไม่ขาดสาย

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระปิดตาครูบากองคำ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    เปิดดูไฟล์ 6651482 เปิดดูไฟล์ 6651483 [/QUOTE]

    จองครับ
     
  3. สิริพงษ์

    สิริพงษ์ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2017
    โพสต์:
    376
    ค่าพลัง:
    +434
    จองครับ
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,231
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1774362971334.jpg

    พระสมเด็จปรกโพธิ์ เจ้าคุณเที่ยง วัดระฆังฯ กรุงเทพฯ สร้างจากเนื้อดินหุ่นหรือดินไทย ที่เหลือจากพิธีการสร้างหล่อรูปเหมือนสมเด็จโต เมื่อพิธีใน ปี ๒๕๐๐

    พระสมเด็จสร้างจากเนื้อดินหุ่นหรือดินไทย เจ้าคุณเที่ยง (พระเทพวิสุทธิเมธี สิริอายุ 76 พรรษา 53 ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 11 และเจ้าอาวาสวัดระฆังวรมหาวิหาร) วัดระฆังโฆสิตาราม ด้านหลังปั๊มตราวัดระฆังคณะ 5 วัดระฆังฯ พระชุดนี้สร้างขึ้นในวาระพิธีเดียวกับสมเด็จวัดระฆังฯ ปี ๒๕๐๗ โดยมวลสารหลักได้จากดินที่เหลือจากการปั้นหุ่นหล่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) องค์ใหญ่(ท่านเสียดายดินที่ปั๊นเป็นหุ่นสมเด็จโตฯ ที่ทุบออกมาหลังจากหลอมรูปแล้วซึ่งท่านว่าเป็นของดี ของศักดิ์สิทธิ์) และนำมาผสมผงพุทธคุณและผงเก่าของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) และผงวิเศษต่างๆ ที่รวมรวมมาได้ พิธีปลุกเสกโดย พระเกจิสายวัดระฆัง และเกจิอาจารย์ที่นิมนต์มาร่วม อาทิ

    หลวงปู่หิน วัดระฆังฯ

    หลวงปู่นาค วัดระฆังฯ

    เจ้าคุณเที่ยง วัดระฆังฯ

    พุทธคุณไม่แตกต่างจากสมเด็จสายวัดระฆังฯ รุ่นแพงๆ แต่มีดีที่ราคาเช่าหายังถือว่าถูกมาก เมื่อเทียบกับพระสมเด็จรุ่นที่สร้างใหม่กว่าอย่างสมเด็จ 100 ปี ถ้าอยากมีสมเด็จวัดระฆังไว้แขนแบบแท้สนิทใจพึงพาพุทธคุณได้ ไม่ควรมองข้ามพระชุดนี้ด้วยประการทั้งปวงครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จปรกโพธิ์เจ้าคุณเที่ยง วัดระฆัง ปี ๒๕๐๗

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260324_212904.jpg IMG_20260324_212932.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,231
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1774368454466.jpg 1774358194893.jpg 1774358191366.jpg

    เปิดตำนาน หลวงปู่จันทร์วัดป่าข่อย เกจิอาคมขลัง5แผ่นดิน มรณภาพ16ปี สังขารไม่เน่าเปื่อย

    ชมคลิปฉบับเต็ม


    26 ส.ค. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดป่าข่อย ต.เมืองสวรรคโลก อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย มีตำนานพระเกจิอาคมขลังชื่อดัง นามว่า “หลวงปู่จันทร์” อดีตเจ้าอาวาส เกิดในยุคสมัยแผ่นดินรัชกาลที่ 5 และมรณภาพในช่วงสมัยรัชกาลที่ 9 เมื่อ 2 ธ.ค. 2548 หรือ 16 ปีที่แล้ว ทว่าจนถึงปัจจุบันสรีระสังขารกลับยังไม่เน่าเปื่อย แถมมีเส้นผมขึ้นยาวบนศีรษะ สร้างความอัศจรรย์ใจแก่คณะศรัทธาและประชาชนอย่างมาก

    “หลวงปู่จันทร์” หรือนายจันทร์ นิ่มนุ่ม ชาวสวรรคโลก เกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2445 อุปสมบทที่วัดอนงคารามฯ กรุงเทพฯ โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม พุทฺธสโร) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “จนฺทโร” โดยท่านได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยอยู่ที่วัดอนงคารามฯ และฝากตัวเป็นศิษย์เรียนวิชาอาคมกับ “หลวงปู่ศุข” วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท และ “หลวงพ่อปาน” วัดบางนมโค จ.พระนครศรีอยุธยา

    รวมทั้งได้ศึกษาวิชาโหราศาสตร์จากโหรหลวง ก่อนมาเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าข่อยในปี พ.ศ. 2470 ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูสัญญาบัตร ราชทินนามว่า “พระครูจันทโรภาส” และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลวังไม้ขอน ก่อนจะมรณภาพเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2548 สิริรวมอายุ 104 ปี ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสยาวนานถึง 78 ปี

    และเมื่อครั้งช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้ส่งตัวแทนมานิมนต์ “หลวงปู่จันทร์” วัดป่าข่อย จ.สุโขทัย พร้อมกับ “หลวงพ่อจง” วัดหน้าต่างนอก จ.พระนครศรีอยุธยา และ “หลวงพ่อจาด” วัดบางกระเบา จ.ปราจีนบุรี ซึ่งทั้ง 3 ท่านนี้เป็นพระสุปฏิปันโน มีเวทมนต์คาถาอาคมขลัง จึงนิมนต์ให้ขึ้นไปนั่งบนเครื่องบิน โปรยทรายเสกคาถาลงมา เพื่อป้องกันภยันตรายให้แก่บ้านเมืองอีกทางหนึ่งด้วย

    ทั้งนี้ “หลวงปู่จันทร์” นอกจากจะเป็นพระสุปฏิปันโน มีเวทมนต์คาถาอาคมขลัง ชื่อเสียงโด่งดังแล้ว ท่านยังมีความรู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคด้วยสมุนไพรไทยอีกด้วย ทำให้วัดป่าข่อยได้รับอนุญาตจัดตั้งเป็นสำนักพยาบาลสาขาวัดโพธิ์ ในชื่อ “จันทโรภาสแพทย์สยาม” เพื่อเผยแพร่ความรู้และรักษาพยาบาล

    ปัจจุบันแม้ว่า “หลวงปู่จันทร์” จะมรณภาพมานานถึง 16 ปีแล้ว แต่คุณงามความดี และวัตรปฏิบัติอันงดงามยังคงอยู่ อีกทั้งสรีระสังขารก็ไม่เน่าเปื่อย สร้างความอัศจรรย์ใจแก่ประชาชนและบรรดาสานุศิษย์อย่างมาก จึงมีการเก็บรักษาร่างของท่านไว้ในโลงแก้ว ตั้งในศาลาจตุรมุข “หลวงปู่จันทโรภาส” วัดป่าข่อย อ.สวรรคโลก เพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้ขอพร พร้อมเก็บรักษารถยนต์โบราณของหลวงปู่จันทร์ให้คนรุ่นหลังได้ชมอีกด้วย

    สำหรับ “วัดป่าข่อย” สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2397 เดิมชื่อ “วัดโคกขี้แร้ง” ต่อมาสมัยหลวงพ่อจอม (คร้าย) ซึ่งเป็นพระของเจ้าจอมมารดาแพ ในรัชกาลที่ 4 มาอยู่ที่วัดแห่งนี้ ก็ได้ทำการบูรณะก่อสร้างวัด เปิดสอนหนังสือไทย หนังสือขอม จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดจอมป่าข่อย” กระทั่งหลวงพ่อจอมมรณภาพ วัดนี้ก็ทรุดโทรม จนถึงปี พ.ศ. 2463 ทางวัดได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ โยกย้ายเสนาสนะต่างๆ และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดป่าข่อย” โดยมีเจ้าอาวาส 3 รูป คือ หลวงพ่อจอม (คร้าย) , หลวงปู่จันทร์ (พระครูจันทโรภาส) ระหว่างปี พ.ศ. 2470-2548 และพระมหาสกุล โกสโล ปี พ.ศ. 2549-ปัจจุบัน

    ประวัติย่อ
    พระครูจันทโรภาส

    สถานะเดิม
    พระครูจันทโรภาส ชื่อเดิม นายจันทร์ นิ่มนุ่ม เกิดที่บ้านวังวน ตำบลวังไม้ขอน อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนยี่ ปีขาล ตรงกับวันที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๕ บิดาชื่อม่วง มารดาชื่อ ดอกไม้ ปู่ชื่อนิ่ม ย่าชื่อนุ่ม จึงใช้นามสกุลว่า
    นิ่มนุ่ม มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๑๑ คน

    การศึกษา
    เมื่ออายุควรแก่การศึกษาเล่าเรียน บิดาซึ่งมีอาชีพทำนาได้ส่งท่านไปเรียนหนังสือไทย หนังสือขอม เลขผานาที และเรียนพระธรรมที่เรียกว่า มูลกัจจายนสูตร กับพระสงฆ์ที่มาจากทางภาคใต้ชื่อว่า พระอาจารย์เปลี่ยน จนจบสี่ผูก หลังจากนั้น ท่านก็ไปเรียนต่อที่โรงเรียนสวรรค์วิทยาซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นโรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยาในปัจจุบันนี้ จนจบมูลบท ๑-๒-๓ และจบเลข

    บรรพชาอุปสมบท
    อุปสมบท เมื่ออายุ ๒๓ ปี ณ วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๗ วัดอนงคาราม ตำบลบ้านสมเด็จ อำเภอคลองสาน จังหวัดธนบุรี โดยมี สมเด็จพระพุฒาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์
    พระมหาเชื้อ ป.ธ.๕ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระมหาทองดี ป.ธ. ๖ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    ได้รับฉายาว่า จนฺทโร หลังจากนั้น ก็ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยอยู่ที่วัดอนงคาราม
    เมื่อท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดอนงคารามได้ระยะหนึ่ง เจ้าคณะมลฑลได้ส่งท่านกลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าข่อย อำเภอสวรรคโลก เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๐
    วัดป่าข่อย ต.เมืองสวรรคโลก อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย มี “หลวงปู่จันทร์”อดีตเจ้าอาวาสเป็นพระเกจิอาคมขลังชื่อเสียงโด่งดังเกิดในแผ่นดินรัชกาลที่ 5 และมรณภาพในรัชกาลที่ 9 สิริรวมอายุ 104 ปี แม้ว่าจะมรณภาพมานานถึง 12 ปีแล้ว แต่ทว่าสรีระสังขารกลับไม่เน่าเปื่อย และมีเส้นผมขึ้นยาวบนศีรษะ
    พระมหาสกุล โกสโล เจ้าอาวาสวัดป่าข่อยและเจ้าคณะตำบลวังพิณพาทย์ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า “หลวงปู่จันทร์” หรือนายจันทร์ นิ่มนุ่ม ชาวสวรรคโลก เกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2445 อุปสมบทที่วัดอนงคารามฯ กรุงเทพฯ
    โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม พุทฺธสโร) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “จนฺทโร” ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยอยู่ที่วัดอนงคารามฯ และฝากตัวเป็นศิษย์เรียนวิชาอาคมกับ “หลวงปู่ศุข” วัดปากคลองมะขามเฒ่าจ.ชัยนาท และ“หลวงพ่อปาน” วัดบางนมโค จ.พระนครศรีอยุธยา รวมทั้งได้ศึกษาวิชาโหราศาสตร์จากโหรหลวง ก่อนมาเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าข่อยในปี พ.ศ. 2470 ต่อมา ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูสัญญาบัตร ราชทินนามว่า “พระครูจันทโรภาส” และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลวังไม้ขอน ก่อนท่านจะมรณภาพเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2548 สิริรวมอายุ 104 ปี โดยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสยาวนานถึง 78 ปี
    เมื่อครั้งช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ส่งตัวแทนมานิมนต์ “หลวงปู่จันทร์”วัดป่าข่อย จ.สุโขทัย พร้อมกับ “หลวงพ่อจง” วัดหน้าต่างนอก จ.พระนครศรีอยุธยา และ “หลวงพ่อจาด”วัดบางกระเบา จ.ปราจีนบุรี ให้ขึ้นไปนั่งบนเครื่องบินโปรยทรายเสกคาถาลงมา เพื่อป้องกันภยันตรายให้แก่บ้านเมือง ปัจจุบัน “หลวงปู่จันทร์” แม้ว่าท่านจะมรณภาพมานานถึง 12 ปีแล้ว แต่คุณงามความดีและวัตรปฏิบัติอันงดงามยังคงอยู่ อีกทั้งสรีระสังขารก็ไม่เน่าเปื่อย สร้างความอัศจรรย์ใจแก่ประชาชนและบรรดาสานุศิษย์อย่างมาก จึงมีการเก็บรักษาร่างของท่านไว้ในโลงแก้ว ตั้งในศาลาจตุรมุข “หลวงปู่จันทโรภาส” วัดป่าข่อยต.เมืองสวรรคโลก อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย เพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้ขอพร พร้อมเก็บรักษารถยนต์โบราณของหลวงปู่จันทร์ให้คนรุ่นหลังได้ชมอีกด้วย
    ทั้งนี้ “หลวงปู่จันทร์” นอกจากจะเป็นพระสุปฏิปันโน มีเวทมนต์คาถาอาคมขลัง ชื่อเสียงโด่งดังแล้ว ท่านยังมีความรู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคด้วยสมุนไพรไทยอีกด้วย ทำให้วัดป่าข่อยได้รับอนุญาตจัดตั้งเป็นสำนักพยาบาล
    สำหรับ“วัดป่าข่อย” สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2397 เดิมชื่อ “วัดโคกขี้แร้ง” ต่อมาสมัยหลวงพ่อจอม (คร้าย) ซึ่งเป็นพระของเจ้าจอมมารดาแพ ในรัชกาลที่ 4 มาอยู่ที่วัดแห่งนี้ ก็ได้ทำการบูรณะก่อสร้างวัด เปิดสอนหนังสือไทย

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาทุกๆที่มาอย่างสูงครับ

    สมัยก่อนจะใครอ่านหนังสือมหาโพธิ์จะลงประวัติและวัตถุมงคลของหลวงปู่จันทร์ติดต่อกันหลายฉบับ

    เหรียญกรมหลวงชุมพรหลังหลวงปู่จันทร์วัดป่าข่อย

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260324_231921.jpg IMG_20260324_231953.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,231
    ค่าพลัง:
    +21,459
    “พระกริ่งหลวงอินทขีล(พระเจ้าอินทขีล)“

    •พระกริ่งอินทขีล รุ่นสมโภชศาลหลักเมือง ๒๕๕๗ เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการสมโภชศาลหลักเมืองเชียงใหม่

    •วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จ.เชียงใหม่

    • พิธีพุทธาภิเษก
    1.ตลอดพรรษา 3 เดือน ในพระวิหารหลวง วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
    2.ล้านนามหาพุทธาภิเษก วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 โดยพระเกจิอาจารย์ทั่วประเทศ ณ วิหารเสาอินทขีล หลักเมืองเชียงใหม่

    พระกริ่งรุ่นนี้รับเมตตาจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลายรูป อาทิ

    ๑.หลวงปู่ทอง สิริมังคโล วัดพระธาตุศรีจอมทอง
    ๒.หลวงปู่ครูบาดวงดี ยติโก วัดบ้านฟ้อน
    ๓.หลวงพ่อเปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญวิเวก
    ๔.หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร วัดป่าหมู่ใหม่
    ๕.หลวงปู่สังข์ สังกิจโจ วัดป่าอาจารย์ตื้อ
    ๖.หลวงพ่อบัวเกตุ ปทุมสิโร วัดปางกื๊ด
    ๗.เจ้าประสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสัมพันธวงศ์
    ๘.หลวงปู่ครูบาตั๋น วัดย่าพาย
    ๙.หลวงปู่ครูบาสุข วัดป่าซางน้อย
    ๑๐.หลวงพ่อไพบูลย์ สุมังคโล วัดอนาลโย
    ๑๑.หลวงปู่ครูบาออ วัดพระธาตุจอมแวะ
    ๑๒.หลวงปู่บัว ถามโก วัดศรีบูรพาราม
    ๑๓.หลวงปู่กวง โกสโล วัดป่านาบุญ
    ๑๔.หลวงปู่คำบุ วัดกุดชมพู
    ๑๕.หลวงพ่อชำนาญ วัดบางกุฎีทอง ฯลฯ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของระบบความข้อมูลทุกๆที่มาอย่างสูงครับ

    พระกริ่งผงอินขนิลหลังหลักเมืองเชียงใหม่

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260324_210120.jpg IMG_20260324_210149.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 มีนาคม 2026 at 10:46
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,231
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1774370694962.jpg FB_IMG_1774370697841.jpg

    ผานไถ รุ่นรวยพลิกแผ่นดิน

    หลวงพ่อทองกลึง วัดเจดีย์หอย จ.ปทุมธานี ปี ๒๕๕๑
    เนื้อโลหะ หลวงพ่อชื่น วัดในปราบ ร่วมปลุกเสก

    “ผานไถ” ถือเป็นเครื่องรางของขลังอีกชิ้นหนึ่งที่มีการสร้างขึ้นมาแต่ครั้งโบราณกาล มีอิทธิคุณเด่นมากมายยิ่งนัก ในเรื่องโชคลาภโภคทรัพย์ แม้กระทั่งผานไถที่มีการใช้งานจริง เมื่อมีการปลดระวาง ชาวบ้านต่างนำมาเก็บไว้บูชาเพื่อให้มีโชคลาภวาสนา โดยในปัจจุบันมีผู้สร้าง “ผานไถ” แล้วมีประสบการณ์ มีชื่อเสียงจนเป็นที่เลื่องลือกันอย่างกว้างขวางมีเพียง 2 รูป นั่นก็คือ หลวงพ่อชื่น วัดในปราบ และหลวงพ่อทองกลึง วัดเจดีย์หอย นั่นเอง

    เหรียญผานไถรุ่นนี้หลวงพ่อทองกลึงท่านสร้างขึ้นโดยรวบรวมมวลสารผานไถเก่าจำนวนมาก แผ่นยันต์เกจิคณาจารย์ต่างๆ ที่เน้นเรื่องโชคลาภโภคทรัพย์มากมาย รวมถึงมีพระคณาจารย์ร่วมอธิษฐานจิตผานไถรุ่นนี้นับร้อยรูป พิธีเททองและอธิษฐานจิต มีพระเกจิคณาจารย์ 2 รูป เป็นประธาน ซึ่งนั่นก็คือ หลวงพ่อชื่น วัดในปราบ และหลวงพ่อทองกลึง วัดเจดีย์หอย ซึ่งทั้งสองรูปนี้ต่างก็เชี่ยวชาญในวิชา และการสร้างผานไถ

    ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่ผานไถรุ่นนี้จึงมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก นอกจากนี้ยังใช้ทำน้ำมนต์ไล่ภูติผีปีศาจ ไล่ของออกจากผู้ที่ถูกแฝงได้ชะงัดยิ่งนัก จัดเป็นของดีราคาไม่แพง ผู้สนใจรีบเก็บสะสมกันก่อนที่จะหายากในอนาคต

    เหรียญผานไถรุ่นนี้หลวงพ่อทองกลึงท่านสร้างขึ้นโดยรวบรวมมวลสารผานไถเก่าจำนวนมาก แผ่นยันต์เกจิคณาจารย์ต่างๆ ที่เน้นเรื่องโชคลาภ โภคทรัพย์ มากมาย รวมถึงมีพระคณาจารย์ร่วมอธิษฐานจิตผานไถรุ่นนี้นับร้อยรูป

    พิธีเททองและอธิษฐานจิตผานไถ มีพระเกจิคณาจารย์ 2 รูปเป็นประธานอธิษฐานจิต ซึ่งนั่นก็คือ "หลวงพ่อชื่น วัดในปราบ "และ "หลวงพ่อทองกลึง วัดเจดีย์หอย" ซึ่งทั้งสองรูปนี้ต่างก็เชี่ยวชาญในวิชาและการสร้างผานไถ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่ผานไถรุ่นนี้จึงมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก

    โดยหลวงพ่อทองกลึง ท่านเป็นศิษย์ของหลวงพ่อสละ วัดประดู่ทรงธรรม, หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค, หลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราชวรวิหาร, หลวงปู่บุตร วัดบางเดื่อ, หลวงปู่รอด วัดเกริน, หลวงพ่อสาลี่ วัดสองพี่น้อง, หลวงปู่เส็ง วัดบางนา เป็นต้น
    วัตถุมงคลที่ท่านจัดสร้างน่าบูชาเป็นอย่างมาก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ผานไถรุ่นรวยพลิกแผ่นดิน
    พิมพ์เล็ก

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260324_234301.jpg IMG_20260324_234354.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 มีนาคม 2026 at 22:42
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,231
    ค่าพลัง:
    +21,459
    3-wm (3).jpg



    พระสมเด็จปรกโพธิ์ ยุคแรก หลวงพ่อฮวด วัดดอนโพธิ์ทอง สุพรรณบุรี ปี ๒๕๐๕ ผงเก่าวัดระฆัง

    หลวงพ่อฮวด เริ่มสร้างเมื่อประมาณปี ๒๕๐๕ จำนวนเพื่อนำออกให้ญาติโยมได้เช่า บูชาและแจกในงานผูกพัทสีมาฝังลูกนิมิตวัดดอนโพธิ์ทองเมื่อปี 2510 จำนวนการสร้าง 84000 องค์ตามพระธรรมขันธ์ เหลือจากนั้นนำไปบรรจุกรุ แตกกรุอีกครั้งราว ปี 2532-2535 ด้านหลังได้ปั๊มรูปใบโพธิ์อักษรย่อ ปช (ปรีชาวุฒิคุณ) พระของท่านจะแยกเป็น 2 ประเภท คือบรรจุกรุและไม่บรรจุกรุ พระที่ไม่บรรจุกรุส่วนใหญ่จะอยูกับญาติโยมที่รับตอนทำบุญผุกพัทสีมาฝัง ลูกนิมิต ปี 2510 มวลสาร ประกอบด้วยผงวิเศษของหลวงพ่อฮวด และนำผงขอลคณาจารย์ต่างๆ อาทิเช่น หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลยก์ หลวงพ่อแต้ม วัดพระลอย หลวงพ่อมุ้ย วัดดอนไร่ หลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก และคณาจารย์ต่างๆ อีกมากมาย ไม่น้อยกว่า 70-80 รูป นอกจากนี้ยังได้นำผงพระสมเด็จวัดระฆังมาประกอบด้วยและยังผสมว่าน 108 ชนิด ข้าวสุก กล้วยหอม,กล้วยน้ำว้าและปูนขาว ทำให้เนื้อพระมีความแข็งแกร่ง
    ................

    พระครูปรีชาวุฒิคุณ (หลวงพ่อฮวด) ศิษย์มีครู เรียนวิชาพุทธาคมมหาเวทย์จากคณาจารย์หลายรูป อาทิเช่น
    ๑. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น) วัดพระเชตุพนฯ
    ๒. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ทิม) วัดราชประดิษฐฯ
    ๓. พระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อสด) วัดปากน้ำ
    ๔. พระเทพวุฒาจารย์ (เปลื้อง) วัดสุวรรณภูมิ
    ๕. พระครูโพธาภิรัติ (หลวงพ่อสอน) วัดป่าเลไลยก์
    ๖. พระครูวิธุรสุตาคม (หลวงพ่อก๋ำ) วัดประตูสาร
    ๗. พระครูวินยานุโยค (หลวงพ่อบุญ) วัดยางยี่แส
    ๘. พระครูวิจิตรวิหารการ (หลวงพ่อเจิม) วัดกุฎีทอง
    ๙. พระครูสุวุฒิกิจจาทร (หลวงพ่อต่วน) วัดมเหยงค์
    ๑๐. หลวงพ่อทัตร ธมฺมคุตฺโต วัดวังพระนอน
    ๑๑. พระมหาชวน (หลวงพ่อโอภาสี) บางมด
    ๑๒. พระครูสุนทรธรรมจารี (หลวงพ่ออ๊อด) วัดพระธาตุ
    ฯลฯ

    จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมวัตถุมงคลที่หลวงพ่อฮวดท่านสร้าง ท่านเสก และท่านแจกให้ศิษยานุศิย์ไว้อาราธนาติดตัว จึงมีพุทธคุณที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตามหานิยม รวมไปถึงแคล้วคลาดปลอดภัย จนเป็นที่กล่าวขานมาจนถึงปัจจุบันนี้ ถึงแม้หลวงพ่อฮวดได้ละสังขารไปนานแล้วก็ตาม
    ปัจจุบันศิษย์ที่ได้การถ่ายทอดวิชาของหลวงพ่อฮวด คือ พระครูโพธิสุวรรณคุณ (พระอุปัชฌาย์มานพ) เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ศิษย์เอกของหลวงพ่อฮวด
    .............


    พระสมเด็จปรกโพธิ์(โพธิ์เรียง) หลวงพ่อฮวด วัดดอนโพธิ์ทอง สร้างปี ๒๕๐๕

    จัดสร้างขึ้นเพื่อแจกในงานที่ระลึกผูกพัทธสีมา ปี 2505

    มวลสาร ประกอบด้วยผงวิเศษของหลวงพ่อเองบางส่วนและนำผงของคณาจารย์ต่างๆ อาทิเช่น หลวงพ่อ สดวัดปากน้ำ
    หลวงพ่อ ถิร วัดป่าเลไลยก์
    หลวงพ่อ แต้ม วัดพระลอย
    หลวงพ่อมุ้ย วัดดอนไร่
    หลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก
    และคณาจารย์ต่างๆ อีกมากมาย ไม่น้อยกว่า 70-80
    นอกจากนี้ยังได้นำผงพระสมเด็จวัดระฆังมาประกอบด้วยและยังผสมว่าน 108 ชนิด ข้าวสุก กล้วยหอม,กล้วยน้ำว้าและปูนขาว ทำให้เนื้อพระมีความแข็งแกร่ง พร้อมกับผสมกับน้ำมันตังอิ๊ว
    โดยจัดสร้างปี 2505 ใช้เวลา 2-3 ปีจึงแล้วเสร็จ จัดสร้างจำนวน 84,000 องค์ เท่ากับพระธรรรมขันธ์

    พิมพ์ปรกโพธิ์ แยกเป็น 2 ชนิด
    หลังเรียบและหลังใบโพธิ์ ในรูปใบโพธิ์จะมีอักษร ปช ย่อมาจาก (ปรีชาวุฒิคุณ)

    ประวัติ
    “พระครูปรีชาวุฒิคุณ” หรือ “หลวงพ่อฮวด ปัญญาวุฑโฒ” อดีตเจ้าอาวาสวัดดอนโพธิ์ทอง ต.ดอนโพธิ์ทอง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี พระเกจิชื่อดังแห่งเมืองสุพรรณบุรี เชี่ยวชาญด้านการพัฒนา วิทยาคม และวิปัสสนากัมมัฏฐาน

    เกิดที่บ้านดอนโพธิ์ทอง หมู่ที่ 1 ต.ดอนโพธิ์ทอง อ.เมืองสุพรรณบุรี ตรงกับวันศุกร์ที่ 23 มิ.ย.2454 บิดา-มารดา ชื่อ นายเกลี้ยงและนางพุก ปุริสพันธุ์ มีพี่น้องรวม 7 คน

    อายุเพียง 3 ขวบ ต้องกำพร้าทั้งบิดามารดา และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของพี่สาวและพี่เขย

    อายุ 12 ปี พี่ชายพาไปฝากเป็นลูกศิษย์ พระอาจารย์หริ่ม กัลยาโณ วัดวังยายหุ่น ต.ดอนกำยาน อ.เมืองสุพรรณบุรี

    เริ่มเรียนหนังสือมูลบทบรรพกิจ และเรียนอักษรขอม กับพระอาจารย์ชม พันธุ์เถื่อน ญาติข้างพ่อ จนสามารถอ่านหนังสือขอมเรื่องพระมาลัยได้ภายในเวลา 5 เดือน

    อายุ 15 ปี เป็นศิษย์เจ้าอาวาสวัดโคกโคเฒ่า อ.เมืองสุพรรณบุรี เรียนมูลกัจจายน์ ซึ่งเป็นตำราไวยากรณ์ภาษาบาลี ก่อนกลับมาวัดกุฎีทอง สมัครเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเจิม เรียนมูลกัจจายน์ โดยไปเรียนกับกำนันหยด อินทรมุข (บิดาขุนธานินทร์ สรรพสามิต จ.สุพรรณบุรีในสมัยนั้น)

    จากนั้นกลับมาบ้านดอนโพธิ์ทอง ช่วยพี่สาวพี่เขยทำไร่ไถนาและประกอบอาชีพ

    อายุ 19 ปี บรรพชาที่วัดวังยายหุ่น เพียง 8 เดือนก็ท่องบ่นสวดมนต์เจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน ภาณต้น ภาณยักษ์ นวโกวาท สูตรนักธรรมตรี ได้อย่างเชี่ยวชาญ

    อายุ 20 ปี เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดวังพระนอน มีหลวงพ่อสอน เจ้าอาวาสวัดป่าเลไลยก์ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระใบฎีกาลี วัดป่าเลไลยก์ เป็นพระ กรรมวาจาจารย์ และพระทองอยู่ วัดแก้ว เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา ปัญญาวุฑโฒ

    ภายหลังอุปสมบทย้ายไปอยู่จำพรรษากับพระมหาต่วน วัดมเหยงคณ์ ต.ท่าระหัด อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี

    ช่วงนั้นวัดมเหยงคณ์มีสภาพใกล้จะเป็นวัดร้าง ท่านช่วยพัฒนาวัด รวมทั้งศึกษาพระธรรมวินัยจากพระมหาต่วน และเข้าสอบนักธรรมสนามหลวงได้นักธรรมตรี-โท-เอก ตามลำดับ

    จากนั้นได้ไปเรียนวิชาแพทย์แผนโบราณกับพระอาจารย์มั่น แพงพันธุ์ วัดใหม่รัตนเจดีย์ (วัดหัวไม้ซุง) อ.เมืองสุพรรณบุรี และเรียนวิปัสสนากัมมัฏฐานกับพระอาจารย์โอ-พระอาจารย์ขวด วัดเขาดีสลัก อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี

    ราวปี พ.ศ.2480 ชาวบ้านดอนโพธิ์ทองดำริสร้างวัดขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมใจและประกอบพิธีทางศาสนา ได้เล็งเห็นความสามารถของหลวงพ่อฮวด จึงอาราธนาท่านมาเป็นผู้สร้าง

    ช่วงที่ไปสร้างวัดดอนโพธิ์ทองนั้น หลวงพ่อ ฮวดมีอายุเพียง 20 เศษ แต่ได้ใช้ความสามารถ ช่วยชาวบ้านด้วยความแข็งขัน จนสำเร็จลุล่วง

    ด้วยฝีมือและความสามารถ ชาวบ้านจึงให้ความเคารพนับถือ เช่นเดียวกับที่ได้รับความไว้วางใจจากคณะสงฆ์ พ.ศ.2484 เป็นเจ้าคณะตำบลสวนแตง พ.ศ.2494 เป็นพระอุปัชฌาย์

    ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2500 เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรีที่ “พระครูปรีชาวุฒิคุณ” พ.ศ.2510 เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท และพ.ศ.2523 เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอกในราชทินนามเดิม

    ปฏิปทาของท่าน ดำเนินชีวิตด้วยความเรียบง่าย ไม่มีพิธีรีตอง แต่เป็นคนมีระเบียบ มีสัมมาวาจา พูดช้าชัดถ้อยชัดคำ

    ท่านถือเคร่งในวัตรปฏิบัติมาก ตื่นจำวัดเวลาตี 4 ทุกวัน หลังออกบิณฑบาตและเสร็จจากฉันเช้า จะกวาดลานวัดจนสะอาด จากนั้นจะคอยต้อนรับชาวบ้านที่มาพบและให้รักษาไข้

    หลังทำวัตรเย็นเสร็จ จะปฏิบัติและเป็นผู้สอน วิปัสสนากัมมัฏฐานให้กับพระภิกษุ-สามเณร

    ท่านเน้นย้ำอบรมบ่มนิสัยชาวบ้านให้เป็นคนดีมีศีลธรรม ซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรม สิ่งที่ท่านไม่ชอบ คือการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และคนดื่มสุรา

    สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อฮวด ให้การสนับสนุนและเป็นห่วงมาก คือการศึกษา มักจะให้คำตักเตือนแก่ครูอาจารย์เสมอๆ ว่า “ครูเป็นแม่พิมพ์ของชาติ ขอให้ทำตนเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็ก หากแม่พิมพ์บูดๆ เบี้ยวๆ อีกร้อยปีประเทศชาติก็ไม่เจริญ”

    ท่านเอาใจใส่อย่างมากกับโรงเรียนประชาบาล ด้วยเห็นว่านี่คือ จุดเริ่มต้นแห่งการพัฒนาบุคคล

    อีกทั้งยังตั้งมูลนิธิ นำดอกผลมาช่วยการศึกษาของนักเรียนที่ยากจน

    มรณภาพ เมื่อวันที่ 15 ส.ค.2539 สิริอายุ 86 ปี

    เครดิต
    https://www.khaosod.co.th/amulets/news_243677

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาทุกๆที่มาทุกๆข้อมูลอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260325_192205.jpg IMG_20260325_192242.jpg
     
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,231
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1774463000775.jpg 1774463006126.jpg

    หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป
    วัดโพธิสมภรณ์
    อ.เมือง จ.อุดรธานี หรือ “พระอุดมญาณโมลี” หรือที่เรียกติดปากว่า “หลวงปู่ใหญ่” เป็นพระบรรเสระสานพระป่ากรรมฐาน เป็นพระผู้มากด้วยเมตตา ที่ได้รับความเสื่อมใสศรัทมา เป็นแบบอย่างอันงดงามของพระภิกษุส่ง, สามเณร และประชาชนชาวอีสาน ด้วยปฏิปทาอันงดงามของหลวงปู่ จึงเป็นครูของชีวิต ที่คณะศิษยานุศิษย์ภาคภูมิใจ

    หลวงปู่จันทร์ศรี นามเดิมว่า จันทร์ศรี แสนมงคล เกิดเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๔ ก็รงกับวันอังคาร แรม ๓ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีกุน ณ บ้านโนนทัน โนนทัน อ.เมือง จ.ขอนแก่น เป็นบุตรคนเดียวของ “พ่อบุญสาร” และ “แม่หลุน แสนมงคล”

    อายุให้เพียง ๘ ขวบ พ่อบุญสารเสียชีวิต จนอายุได้ ๑๐ ขวบ แม่หลุนพาไปฝากไว้กับ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ศรี เจ้าคณะตำบลโนนทัน และได้รับไว้นำเข้าเรียนภาษาไทย ตั้งแต่ชั้น ประถม ก.กา เห็นว่ามีความสนใจในทางธรรม จึงให้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๘ ณ วัดโพธิ์ศรี บ้านศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น

    สามเณรจันทร์ศรี หมั่นท่องทําวัตรเช้า ทําวัตรค่ำ สวดมนต์เจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน และพระสูตรต่างๆ จนชำนาญ อีกทั้งได้ศึกษาอักษรธรรม อักษรขอม อักษรเขมร จนอ่านออกเขียนได้คล่องแคล่ว แล้วมาฝึกหัดเทศน์มหาชาติชาดกทำนองภาษาพื้นเมืองของภาคอีสาน แล้วอยู่ปฏิบัติธรรมถึง ๓ ปี จากนั้นได้ร่วมเดินทางกับ “พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ” และ “พระอาจารย์ลี สิรินัธโร” ออกแสวงหาความสงัดวิเวก ตามแบบพระบูรพาจารย์สายพระป่ากรรมฐาน

    เมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดศรีจันทร์ (วัดศรีจันทราวาส) ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๔ โดยมี พระครูพิศาลอรัญญเขต (จันทร์ เขมิโย ปธ. ๓) (สมณศักดิ์ขณะนั้น) เจ้าคณะธรรมยุตจังหวัดขอนแก่น และเจ้าอาวาสวัดศรีจันทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับนามฉายาว่า “จันททีโป” อันมีความหมายเป็นมงคลว่า “ผู้มีแสงสว่างเจิดจ้าดั่งจันทร์เพ็ญ”

    อุปสมบทให้เพียง ๗ วัน ได้ติดตาม “พระอาจารย์เทสก์ เทสรังสี” แห่งวัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย จนกระทั่งมีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ กราบลาหลวงปู่เทสก์ ขอไปศึกษาทางด้านพระปริยัติธรรม ต่อในกรุงเทพมหานคร ท่านได้ให้โอวาทว่า

    “ผู้จะปฏิบัติธุดงควัตรนั้น ความจริงต้องเรียนรู้แผนที่จะเดินทาง เสียก่อน จึงปฏิบัติได้ถูกต้อง คือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เมื่อเรียนให้เป็นมหาเปรียญแล้วให้กลับมาปฏิบัติอีก”

    ในปี พ.ศ.๒๔๘๔ สอบได้เปรียญ ๔ ประโยค ที่วัดบวรนิเวศวิหาร จากนั้น “เจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์” (ม.ร.ว.ชื่น นภวงศ์ สุจิตโต) สมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ทรงมีบัญชาให้ไปเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม แผนกธรรมและบาลี ณ สํานักเรียนวัดป่าสุทธาวาส ต.พระธาติเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร ทําให้ ได้พบกับ “พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต” ได้ไปพํานักจำพรรษาอยู่ที่นั่น ๑๕ วัน ทําให้ใกล้ชิด และให้ศึกษา “ภาวนากรรมฐาน” กับพระอาจารย์มั่น โดยตรงชั่วระยะเวลาหนึ่ง ทําให้หลวงปู่เปลี่ยนใจไม่ลาสิกขาบท

    “ให้มีฉันทะ มีความพอใจ วิริยะ ให้พากเพียรเดินจงกรมนั่งภาวนา จิตตะ ให้เอาใจฝักใฝ่อยู่เสมอ วิมังสา ใช้ปัญญาพิจารณาในร่างกายของตนอยู่เสมอๆ”

    ท่านอาจารย์มั่นสอน

    พ.ศ.๒๔๘๖ เจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงมีบัญชาให้ไปเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม แผนกธรรมและบาลี เปรียญ ธรรม ๓-๔ ประโยค ณ สํานักเรียนวัดธรรมนิมิตร ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม เป็นเวลานานถึง ๑๐ ปี โดยเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๖ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดธรรมนิมิตร ต.บางแก้ว ด้วย

    ต่อมาวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๗ เจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงมีพระบัญชาให้มาอยู่ที่ วัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี เพื่อทําศาสนกิจคณะสงฆ์ เนื่องจาก “พระธรรมเจดีย์” (จูม พันธุโล) ชราภาพมากแล้ว โดยแต่งตั้งเป็นรองเจ้าอาวาส และเป็นผู้ช่วยเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี

    ครั้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๐๕ พระธรรมเจดีย์ อาพาธด้วยโรคนิ่วในถุงน้ําดี และได้ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ ๑๑กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๕ ณ โรง พยาบาลศิริราช กรุงเทพฯ หลวงปู่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ วัดราษฎร์ จน พ.ศ.๒๕๐๗ โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้วัดโพธิสมภรณ์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ และในปีเดียวกันทํานก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็น เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ พระอารามหลวงชั้นตรี สืบต่อจากพระธรรมเจดีย์ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

    พ.ศ.๒๔๙๘ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระราชเมธาจารย์

    พ.ศ.๒๕๐๕ ได้เลื่อนขึ้นเป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระเทพเมธาจารย์

    พ.ศ.๒๕๑๗ ได้เลื่อนขึ้นเป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพเมธาจารย์

    พ.ศ.๒๕๓๓ ได้เลื่อนขึ้นเป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมบัณฑิต

    เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ ๒๕๔๔ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระอุดมญาณโมลี เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๙(ธรรมยุต) และเป็นที่ปรึกษากรรมการมหาเถรสมาคม

    หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป มรณภาพ เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เวลา ๒๐.๐๐ น. ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
    สิริอายุ ๑๐๕ ปี ๒ เดือน ๔ วัน พรรษา ๘๕

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนหลวงปู่จันทร์ศรี ๑๐๓ ปี

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260326_012117.jpg IMG_20260326_012135.jpg IMG_20260326_012500.jpg IMG_20260326_012414.jpg IMG_20260326_012441.jpg
     
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,231
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1774465341790.jpg

    คาถาหลวงปู่ทวดเปิดโลก พุทธคุณครอบจักรวาลเข้มขลังนิยมใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณ ครอบคลุมทั้งด้านเมตตามหานิยมแคล้วคลาดคงกระพัน ป้องกันเสนียดจัญไร ไม่ให้มากล้ำกราย
    หรือหากต้องไปทำงานที่เสี่ยงอันตราย เข้าป่าดงพงไพร สวดคาถานี้เป็นการคุ้มครองตนได้เป็นอย่างดี ก่อนขึ้นรถ ลงเรือไปติดต่อค้าขาย โชคลาภมากมายขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจักเกิดเป็นสิริมงคล
    คาถาหลวงปู่ทวดเปิดโลก (ตั้งนะโม 3 จบ)
    นะเปิด โมเปิด พุทเปิด ธาเปิด ยะเปิดโลก
    ด้วยนะโมโพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา
    ยะ ธา พุท โม นะ
    .
    การบูชาหลวงปู่ทวด
    ธูปแขก ๙ ดอก มะลิขาว ๙ ดอก
    บูชาด้วยการระลึกถึงท่าน และสวดพระคาถาโดยมีไตรสรณคม
    พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะสูงสุด
    .
    สำหรับความหมายของ “นะ โม พุท ธา ยะ” มีดังนี้
    นะ หมายถึง พระกุกกุสันโธ แทนธาตุน้ำ หรือ อาโปธาตุ
    ใช้ในการปลุกเสกให้เกิดพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม
    โม หมายถึง พระโกนาคม แทนธาตุดิน หรือ ปฐวีธาตุ
    ใช้ในการปลุกเสกให้เกิดพุทธคุณด้านคงกระพันชาตรี
    พุท หมายถึง พระกัสสปะ แทนธาตุไฟ หรือ เตโชธาตุ
    ใช้ในการขับไล่สิ่งอัปมงคล สะเดาะเคราะห์
    ธา หมายถึง พระสมณะโคดม (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน)
    แทนธาตุลม หรือ วาโยธาตุ ใช้ด้านการล่องหนกำบังตน
    ยะ หมายถึง พระศรีอารยเมตไตรย (พระพุทธเจ้าองค์ถัดไป)
    ใช้เขียนแทน อากาศธาตุ จิตอันสงบและมั่นคง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    หลวงปู่ทวดเนื้อว่าน หลังดาบคู่ไขว้วัดพระยาสุเรนทร์ กรุงเทพ ปี ๒๕๕๕เนื้อว่านมีความเชื่อกันว่า พระหลวงปู่ทวดถึงไม่ผ่านการปลุกเสกก็ศักดิ์สิทธ์ บารมีเต็มท้องฟ้าแผ่ไพศาล แต่รุ่นนี้พระเกจิร่วมปลุกเสกหลายรูปด้วยกัน เช่น
    หลวงพ่อรวย วักตะโก
    หลวงพ่อเพี้ยน วัดเกริ่นกฐิน หลวงปู่คำบุ วัดกุดชมภู
    พิธีใหญ่หลายครูบาอาจารย์

    ยกชุด ๒ องค์

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260326_015935.jpg IMG_20260326_020015.jpg
     
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,231
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1774467128384.jpg

    ปลุกเสกเดี่ยวโดยตัวท่านเองทุกครั้งแบบไม่ขอพึ่งบารมีจากพระเกจิองค์อื่นช่วย ดังคำโบราณที่ว่า "ชาติเสือไม่ของเนื้อใครกิน"

    พระปิดตาคำหมากของท่านในอดีตเคยมีข่าวโด่งดังลงหนังสือมีประสบการณ์โดน ยิj ๓ นัด เสื้อขาดทะลุแต่ไม่เข้าผิวหนัง

    หลวงพ่อเพิ่ม อตฺตทีโป หรือ พระครูประโชติธรรมวิจิตร
    วัดป้อมแก้ว ต.บ้านกลึง อ.บางไทร จ.อยุธยา

    ประวัติของ พระครูประโชติธรรมวิจิตร (หลวงพ่อเพิ่ม)คือ ท่านเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอบางไทร เจ้าอาวาส วัดป้อมแก้ว ต.บ้านกลึง อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา นับได้ว่าเป็นพระเกจิอาจารย์อีกท่านหนึ่งของ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ทั้งงานพัฒนาพระศาสนา ก่อสร้างเสนาสนะต่างๆ ของวัด และทางปลุกเสกวัตถุมงคลต่างๆ จนปรากฏเป็นที่เลื่องลือในหมู่ลูกศิษย์และผู้ศรัทธาเลื่อมใสในหลวงพ่อตลอดมา
    ชาติภูมิ พระครูประโชติธรรมวิจิตร หรือ หลวงพ่อเพิ่ม อตฺตทีโป ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์เดือนมีนาคม พศ.๒๔๖๙ ตรงกับปีขาล เดือน ๔ เป็นบุตรคนที่ ๓ ของพ่อเล็ก แม่แพร บำรุงสุข ณ บ้านกลึง อำเภอบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา
    ด้าน การศึกษา ชีวิตวัยเยาว์ หลวงพ่อเพิ่มได้ไปศึกษาอยู่ที่แถบวัดยี่โถ โดยได้เริ่มการศึกษาเบื้องต้นที่วัดช่างเหล็กกับพี่ชาย จนกระทั่งจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จึงได้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัดบางยี่โถเพื่อศึกษาอักขระขอมและบทสวดมนต์ต่างๆ
    จนกระทั่ง ๒ ปีต่อมาเมื่อบิดาล้มป่วยลงท่านจึงได้สึกออกมาเพื่อช่วยทางบ้านประกอบอาชีพ และเมื่ออายุครบเกณฑ์ทหารท่านได้เป็นทหารรับใช้ชาติ อยู่ ๒ ปีครั้นพอออกจากทหารมารดาของท่านก็ได้เสียชีวิตลงอีก ท่านจึงตัดสินใจอุปสมบท เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๓ ณ.วัดสีกุก อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีพระครูประโชติวุฒิกร(หลวงพ่อโชติ) วัดป้อมแก้วเป็นพระอุปัชฌาย์ พระถาวรธรรมคุณเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูไพโรจน์ วัดเสาธง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้รับฉายาว่า "อตฺตทีโป" แปลว่า "ผู้มีประทีปแห่งตน"
    จากนั้นหลวงพ่อเพิ่มได้จำพรรษาอยู่ที่วัดสีกุกเพื่อเล่าเรียนวิชาเป็นเวลา ๒ ปีก่อนที่จะย้ายมาอยู่วัดป้อมแก้วตามคำแนะนำของหลวงพ่อโชติและที่นี่เองท่านได้สำเร็จการศึกษาในขั้น นักธรรมเอกอีกด้วย
    การศึกษาพุทธาคม หลวงพ่อเพิ่มท่านได้หันมาสนใจศึกษาวิชาอาคมอย่างจริงจัง เมื่อครั้งย้ายมาจำพรรษาที่วัดป้อมแก้ว โดยได้รับการถ่ายทอดมาจากหลวงพ่อโชติ อดีตเจ้าอาวาสในขณะนั้น ผู้ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงพ่อห่วง วัดบางยี่โถ ในสายพุทธาคมของหลวงปู่ปั้น วัดพิกุล สุดยอดพระเกจิในอดีต
    โดยในขั้นแรกนั้นท่านได้เริ่มจากการเขียนอักขระเลขยันต์ต่างๆ โดยที่หลวงพ่อเพิ่มท่านได้รับความไว้วางใจจากหลวงพ่อโชติให้เป็นผู้เขียนอักขระยันต์แทนหลวงพ่อโชติที่มีอายุมากและสาย ตาไม่ดี
    ต่อมาก็ได้รับการมอบหมายให้ทั้งจารและปลุกเสกด้วยจนกระทั่งหลวงพ่อโชติได้มรณภาพลงหลวงพ่อเพิ่มจึงได้รับ ตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบมาโดยหลวงพ่อเพิ่มท่านได้ใช้วิชาที่ร่ำเรียนมาพัฒนาวัดป้อมแก้วให้ดีขึ้นดังที่เห็นในปัจจุบัน
    ปัจจุบันหลวงพ่อเพิ่มมีอายุ ๘๑ ปี มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรงดีอยู่เสมอ และมักจะได้รับกิจนิมนต์นั่งปรกอธิษฐานจิตวัตถุมงคลต่างๆ ตามพิธีพุทธาภิเษก ทั้งที่วัดใน จ.พระนครศรีอยุธยา และใกล้เคียง รวมทั้งวัตถุมงคลของวัดป้อมแก้ว ที่ท่านได้จัดสร้างขึ้นเอง ซึ่งมีออกมาเป็นระยะๆ และมีผู้ทำบุญบูชาหมดไปในเวลาอันรวดเร็ว แม้ว่าจะไม่ได้มีการโฆษณาตามสื่อต่างๆ ก็ตาม
    หลวงพ่อเพิ่ม นับเป็นพระสุปฏิปันโนที่น่าเคารพกราบไหว้เป็นอย่างยิ่ง ด้วยปฏิปทาอันเรียบง่าย สมถะ สันโดษ เป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของผู้พบเห็นอยู่เสมอ จนมีผู้ปฏิบัติธรรมท่านหนึ่ง ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้ต่างๆ ในการนั่งสมาธิฝึกอบรมวิปัสสนากรรมฐาน มาจากพระเกจิอาจารย์ยุคก่อน อาทิ หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ครูบาชุ่ม โพธิโก ครูบาพรหมา วัดพระพุทธบาทตากผ้า ฯลฯ
    ด้วยวัตรปฏิบัติของหลวงพ่อเพิ่ม และการแสดงออกบนใบหน้าของหลวงพ่อ บ่งบอกได้ว่า ท่านเป็นผู้มีบุญบารมีสูง และได้บรรลุธรรมในระดับหนึ่ง รวมทั้งเชื่อกันว่า ท่านเป็นผู้มีพลังจิตอันสูงส่ง มีความแก่กล้าในทางวิชาอาคมอันเข้มขลัง ซึ่งตรงกับคำเล่าลือของชาวบ้านที่ว่า วัตถุมงคลของหลวงพ่อเพิ่มทุกรุ่นที่ท่านได้ปลุกเสกเอาไว้ ล้วนมีอานุภาพความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์มาโดยตลอด จนปรากฏเกียรติคุณอันโด่งดังถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้ ชื่อของ "หลวงพ่อเพิ่ม" ยังเป็นมงคลนาม จึงเชื่อกันว่า ใครได้ทำบุญกับ "หลวงพ่อเพิ่ม" ชีวิตมีแต่ "เพิ่ม" ขึ้นในทางที่ดีเสมอไป

    วัตถุมงคลของหลวงพ่อที่ออกมาแต่ละครั้งหลวงพ่อตั้งใจปลุกเสกอย่างเต็มที่ และทำตามขั้นตอนตามแบบโบราณที่ได้ร่ำเรียนมาทุกประการ หลวงพ่อจะมีการบวงสรวงบูชาครูบาอาจารย์ก่อนเสมอทุกครั้งที่จะออกวัตถุมงคลแต่ละครั้ง จึงมั่นใจได้ว่าวัตถุมงคลของหลวงพ่อเพิ่มมีความศักดิ์สิทธิ์ มีความเข้มขลังอย่างแน่นอน รวมทั้งมีการปลุกเสกเดี่ยวโดยตัวท่านเองทุกครั้งแบบไม่ขอพึ่งบารมีจากพระเกจิองค์อื่นช่วย ดังคำโบราณที่ว่า "ชาติเสือไม่ของเนื้อใครกิน" จนก่อเกิดประสบการณ์กันมากมาย ทหาร ตำรวจ ต่างศรัทธาในตัวหลวงพ่อกันมาก โดนยิงไม่เข้าบ้าง รถคว่ำ รถชนต่างแคล้วกันมามากแล้ว หลวงพ่อเพิ่ม นับเป็นพระสุปฏิปันโนที่น่าเคารพกราบไหว้เป็นอย่างยิ่ง ด้วยปฏิปทาอันเรียบง่าย สมถะ สันโดษ เป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของผู้พบเห็นอยู่เสมอ รวมทั้งเชื่อกันว่า ท่านเป็นผู้มีพลังจิตอันสูงส่ง มีความแก่กล้าในทางวิชาอาคมอันเข้มขลัง ซึ่งตรงกับคำเล่าลือของชาวบ้านที่ว่า วัตถุมงคลของหลวงพ่อเพิ่มทุกรุ่นที่ท่านได้ปลุกเสกเอาไว้ ล้วนมีอานุภาพความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์มาโดยตลอด จนปรากฏเกียรติคุณอันโด่งดังถึงทุกวันนี้

    พระปิดตาจัมโบ้รุ่นแรก รุ่นเพิ่มบำรุงสุข หลวงพ่อเพิ่ม
    วัดป้อมแก้ว อยุธยา ปี ๒๕๔๙

    พระปิดตารุ่นนี้ก่อนที่จะมีการใช้ชื่อรุ่นอย่างเป็นทางการว่ารุ่น "เพิ่มบำรุงสุข" นั้น หลวงพ่อเพิ่ม ท่านเรียกของท่านว่า "พระปิดตาเนื้อลาน" ซึ่งก็คือ พระปิดตาเนื้อผงใบลานนั้นเอง แต่หลวงพ่อเพิ่มท่านไม่ได้ใช้ใบลานเผา ซึ่งพระเนื้อผงใบลานที่เห็นกันทั่วไปจะเป็นสีดำ แต่หลวงพ่อเพิ่มท่านกำหนดให้ใช้แผ่นใบลานมาลงอักขระยันต์ตามตำราของท่าน และนำไปบดจนละเอียด นำมาผสมกับผงมวลสารที่ท่านเก็บไว้(ผงพุทธคุณของหลวงพ่อห่วง วัดบางยี่โท อยุธยา ซึ่งเป็นอาจารย์ปู่ของท่าน และผงพุทธคุณของหลวงพ่อโชติ วัดป้อมแก้ว ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่าน)
    โดยนำมวลสารทั้งหมดมาผสมกันแล้วแบ่งปั้นเป็นแท่งๆ แล้วจึงนำมาเขียนลบยันต์บนกระดานชนวนตามตำราของท่านจนเสร็จสิ้นกระบวนความ จึงนำผงมวลสารที่ลบได้นั้นมาเป็นส่วนผสมหลักในการกดปั๊มพระปิดตา "รุ่นเพิ่มบำรุงสุข" ...
    ... พระปิดตาเนื้อลานรุ่น "เพิ่มบำรุงสุข" เริ่มเปิดให้จองวันแรก ในวันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม 2549 เปิดรับจองที่วัดป้อมแก้วที่เดียวเท่านั้นนะครับ

    รายการสร้างพระปิดตารุ่น " เพิ่มบำรุงสุข " ปี 2549
    1.พระปิดตาจัมโบ้รุ่นแรก ตะกรุดทองคำ 3 ดอก สร้าง 300 องค์(องค์ที่ตั้งประมูล)
    2.พระปิดตาจัมโบ้รุนแรก ตะกรุดทองคำ 1 ดอก สร้าง 1,000 องค์
    3.พระปิดตาจัมโบ้รุ่นแรก ตะกรุดเงิน 3 ดอก สร้าง 1,000 องค์
    4.พระปิดตาจัมโบ้รุ่นแรก ตะกรุดเงิน 1 ดอก สร้าง 2,000 องค์
    5.พระปิดตาจัมโบ้รุ่นแรก ไม่ฝังตะกรุด สร้าง 8,000 องค์

    6.พระปิดตาเพิ่มบำรุงสุข ตะกรุดทองคำ 3 ดอก สร้าง 300 องค์
    7.พระปิดตาเพิ่มบำรุงสุข ตะกรุดทองคำ 1 ดอก สร้าง 1,000 องค์
    8.พระปิดตาเพิ่มบำรุงสุข ตะกรุดเงิน 3 ดอก สร้าง 1,000 องค์
    9.พระปิดตาเพิ่มบำรุงสุข ตะกรุดเงิน 1 ดอก สร้าง 2,000 องค์
    10.พระปิดตาเพิ่มบำรุงสุข ไม่ฝังตะกรุด สร้าง 8,000 องค์

    ****สำหรับแจกกรรมการ****
    -พระปิดตาจัมโบ้รุ่นแรก ฝังตะกรุดทองคำ 9 ดอก แจกกรรมการช่วยงาน สร้าง 19 องค์
    -พระปิดตาจัมโบ้รุ่นแรก ฝังตะกรุดเงิน+พลอยเสก แจกกรรมการ สร้าง 19 องค์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกๆที่มาอย่างสูงครับ

    พระปิดตาจัมโบ้รุ่นแรก เพิ่มบำรุงสุขฝังตะกรุด ๑ ดอก
    สภาพไม่สวยเนื้อลานและมีรอยกระเทาะเนื้อหลุดหาย

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260326_023956.jpg IMG_20260326_024040.jpg IMG_20260326_024106.jpg
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,231
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1774522411714.jpg get_auc1_img (22).jpeg

    เหรียญพระศากยมุนีพุทธบรมครูพระเทพโลกอุดร หลวงปู่กอง วัดสระมณฑล ปี ๒๕๔๕เนื้อโลหะธาตุศักดิ์สิทธิ์ ลป.กอง ล.ป.หมุนร่วมปลุกเสก

    1. เหรียญ มวลสารที่ใช้ในการสร้าง ประกอบด้วยทองคำ 4 บาท, เงินบริสุทธิ์ 64 บาท, แผ่นทองเหลือง 5 กก. พระชรรค์

    ทำจากเหล็กไหลเจ้าแม่ทองธรรมชาติ เรียกจากอากาศ จำนวน 2 เล่ม, ตำปูสังขวานร 1 ดอก, เหล็กไหลเจ้าแม่ทองธรรมชาติสีเมฆ-พัต 1 เม็ด

    หลอมวันที่ พฤศจิกายน 2545 เป็นวันเสาร์ห้า ปั๊มเป็นปูฐมฤกษ์วันที่ 19 พฤศจิกายน 2545 ขึ้น 15 ค่ำ พุทธาภิเษก
    วันที่ 20 ธันวาคม 2545 จำนวนการสร้าง 30,000 เหรียญ ถวายไว้ที่วัดสระมณฑล จ.อยุธยา และวัดพุทธรรมรังษี ต.ลานตากฟ้า อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

    2. พระผง มวลสารที่ใช้ในการสร้าง ประกอบด้วย ผงหลวงปู่บรมครูพระเทพโลกอุดร พบในถ้ำ 1 บาตรพระ และผงมวล

    สารศักดิ์สิทธิ์ ปั๊มปฐมฤกษ์ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2545 ขึ้น 15 ค่ำ จำนวน 10,000 องค์ ถวายไว้ที่วัดสระมณฑล จ.อยุธยา และ
    วัดพุทธรรมรังษี ต.ลานตากฟ้า อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

    วิธการบูชาเทรียญพระศกยมุนีพุทธเจ้าและบรมครูเทพโลกอุดร (หลางปู่ใหญ่)
    ให้มองดูรูปพระศากยมุนีพุทธเจ้าและหลวงปู่ใหญ่ อาราธนาท่านเข้าสู่ใจและกายของเรา ให้มีความรู้สึกว่า
    ท่านอยู่ในใจเรา ตั้งนะโม 3 จบ ( นะโม ต้สสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ )
    ต่อด้วย "อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิ อิเมนา พุทธะตังโสอิ อิโสตัง พุทธะบัติอิ (3 จบ, 1 จบ, 9 จบ)
    และต่อด้วย "โลกุตตะโร จะ มะหาเถโร อะหัง วันทามิ ตัง สะทะ เมตตาลาโภ นะโสมิยะ อะหะพุทโธฯ" (3 จบ.7 จบ, 9 จบ)
    จากนั้นให้อธิษฐาน ขอให้ท่านช่วยตามความปรารถนา
    ด้านการงาน, โรคภัยไข้เจ็บ, และทางธรรม (ตามปรารถนา)

    หลวงปู่กอง วัดสระมณฑล จ.อยุธยา พระเกจิผู้แตกฉานและสืบทอดวิชาทำตะกรุดและวัตถุมงคลต่างๆ

    สายวิชาวัดประดู่ใน ทรงธรรม สำนักตักศิลา แห่งเมืองเก่าอยุธยา ท่านเป็นสหะธรรมกับหลวงปู่หมุน

    และท่านมีความผูกพันและได้ศึกษาวิชาจากหลวงปู่เทพโลกอุดร

    ท่านเกิดเมื่อ 1 พ.ค.2442 ละสังขารเเมื่อ 9 พ.ค. 2546

    เถ้าอังคารของท่านได้กลายเป็นพระธาตุ

    ประวัติหลวงปู่กอง จนฺทวํโส
    วัดสระมณฑล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
    ข้อมูลจาก http://www.relicsofbuddha.com/marahun/page8-2-22.htm

    ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

    หลวงปู่กอง จันทวังโส มีนามเดิมว่า กอง ถนอมทรัพย์ เป็นบุตรคนที่ ๒ ใน ๓ คน ของคุณพ่อฝอย และคุณแม่ทัด ถนอมทรัพย์ เกิดเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๔๔๒ ในแผ่นดินรัชกาลที่ ๕ บ้านเดิมอยู่ที่ ต.บ้านพราน อ.แสวงหา จ.อ่างทอง ซึ่งท่านก็ได้เรียนหนังสือและจบการศึกษาชั้นประถมปีที่ ๔ ที่โรงเรียนวัดบ้านพราน อ.แสวงหา จ.อ่างทอง นั่นเอง

    มูลเหตุบรรพชา
    ครั้นเมื่อมารดาของหลวงปู่เสียชีวิตลง ท่านจึงได้บรรพชาเป็นสามเณร และไม่ได้ลาสิกขาจนกระทั่งอายุครบบวช เนื่องจากหาจะสึกเมื่อไร ก็มักจะเจ็บป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุอยู่เสมอ ในขณะที่หลวงปู่ยังเป็นสามเณรอยู่นั้น ได้ติดตามพี่ชายไป จ.สุพรรณบุรี และอยู่วัดพระลอยกับหลวงพ่อแต้ม เมื่ออายุครบบวช จึงได้กลับไปอุปสมบท ณ วัดบ้านแก อ.แสวงหา จ.อ่างทอง หลังจากนั้นจึงได้ไปจำพรรษาอยู่ ณ วัดข่อย หรือ วัดข่อยวังปลาในปัจจุบัน

    ที่วัดข่อยนี้เอง หลวงปู่ได้ศึกษาวิทยาการต่างๆ ทั้งทางโลกและทางธรรม กับหลวงพ่อเข็ม ท่านได้ศึกษาอยู่จนได้เป็น พระปลัดกอง มีหน้าที่อบรมสั่งสอนพระเณรที่วัด ซึ่งท่านเป็นพระที่มีวินัยเข้มงวดกวดขันมาก หลังจากนั้นจึงได้ลาสิกขาบทกลับมาใช้ชีวิตฆราวาส

    ลาสิกขา
    ในช่วงชีวิตฆราวาส หลวงปู่ได้มีครอบครัวเฉกเช่นคนทั่วไป แต่เมื่อภรรยาของท่านออกลูกสาวคนแรกก็เสียชีวิตลง ท่านจึงได้แต่งงานใหม่อีกครั้ง โดยมีบุตร-ธิดาที่เกิดจากภรรยาคนที่สองอีก ๓ คน ท่านใช้ชีวิตอยู่ที่ จ.อ่างทองระยะหนึ่ง จึงย้ายมาอยู่ที่ จ.พิจิตร ซึ่งที่นี่เอง ภรรยาคนที่สองของท่านก็ได้เสียชีวิตลงอีก ท่าานจึงเกิดความเบื่อหน่ายทางโลก อีกทั้งบุตรและธิดาท่านโตพอจะช่วยเหลือตนเองได้แล้ว จึงนำไปฝากไว้กับตาและยายเพื่อให้ไปศึกษาต่อในชั้นมัธยม ส่วนท่านจึงได้กลับเข้าอุปสมบทอีกครั้ง

    ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

    การอุปสมบทครั้งนี้ ท่านได้สละเพศฆราวาสของท่าน ณ วัดเทวประสาท ต.ห้วยเกต อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร ในขณะนั้นท่านมีอายุได้ ๕๕ ปีแล้ว โดยมีท่านพระครูพิบูลย์ศีลสุนทรเป็นพระอุปัชฌาย์ และพระอธิการทองอยู่ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฏาคม พ.ศ.๒๔๙๕ โดยได้รับฉายาว่า จันทวังโส เมื่อบวชแล้วท่านได้ศึกษาวิทยาการต่างๆจากหลวงปู่มหาทิม ซึ่งพระอาจารย์มหาทิม เป็นพระผู้มีความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม รวมถึงคาถาอาคมต่างๆ ต่อมาหลวงปู่กองจึงได้ติดตามอาจารย์มหาทิมลงมากรุงเทพ ฯ ด้วย โดยไปจำพรรษาที่วัดพระสิงห์ กรุงเทพฯ จากนั้นท่านจึงได้ไปศึกษาอบรมอยู่กับหลวงพ่อมิ ซึ่งเป็นอาจารย์ของพระอาจารย์มหาทิม (หลวงพ่อมิ เป็นศิษย์ของหลวงปู่คง วัดซำป่างาม จ.ชลบุรี) เมื่ออยู่ได้ระยะหนึ่ง ท่านจึงได้แยกย้ายกับพระอาจารย์มหาทิม เพื่อไปธุดงค์แสวงหาโมกขธรรมตามป่าเขา

    ในการธุดงค์ของหลวงปู่กอง ได้ปลีกวิเวกไปตามป่าเขาลำเนาไพร ตามที่สงบสงัด บางครั้งก็ได้ไปพบกับครูบาอาจารย์และสหายธรรมมากมาย ครั้นเมื่อกลับจากธุดงค์แล้ว ท่านจึงได้ไปจำพรรษาวัดโน้นบ้างวัดนี้บ้าง ตามที่สหายธรรมของท่านได้ชักชวนไป จนกระทั่งในที่สุด หลวงปู่ได้มาจำพรรษาที่วัดสระมณฑลซึ่งเป็นพระอารามเก่าแก่ในสมัยอยุธยา ซึ่งเหลือเพียงโบสถ์และพระพุทธรูปโบราณ วัดมีอาณาเขตเพียงแค่รอบโบสถ์ ล้อมรอบด้วยบ้านเรือนประชาชน

    ในสมัยที่หลวงปู่ออกธุดงค์อยู่นั้น หลวงปู่ได้เดินธุดงค์ไปถึงที่ถ้ำวัวแดง จ.ชัยภูมิ ณ สถานที่นั้นเองที่ท่านได้เจอกับพระอาจารย์อีกองค์หนึ่งของท่าน ที่ท่านให้ความเคารพเทิดทูนมาก นั่นคือ หลวงปู่เทพโลกอุดร ด้วยความเคารพรัก และบูชาในคุณธรรมของท่าน หลวงปู่จึงได้สร้างรูปเหมือนหลวงปู่เทพโลกอุดรขนาดใหญ่ ไว้ให้ศิษยานุศิษย์บูชาไว้ภายในโบสถ์ด้วย

    หลวงปู่กอง ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดสระมณฑล จนกระทั่งละสังขาร ในวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๖ สิริอายุได้ ๑๐๔ ปี ๙ วัน ๕๑ พรรษา
    2.jpg
    https://palungjit.org/threads/พระอรหันต์แห่งอยุธยา-หลวงปู่กอง-วัดสระมณฑล.264689/
    ประวัติหลวงปู่กอง จันทวังโส วัดสระมณฑล จ.อยุธยา
    ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาก็มีหลวงปู่อยู่รูปหนึ่งที่ทราบกันว่าท่านเป็นศิษย์เคยเรียนธรรมะมาจาก หลวงปู่เทพโลกอุดร ในป่าลึก ปัจจุบันพระรูปนี้ท่านอายุ 104 ปีแล้ว มีชื่อว่า หลวงปู่กอง จันทวังโส จำวัดอยู่ที่วัดสระมณฑล ท่านเป็นพระใจดียังแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บป่วยและความจำยังดีมากไม่หลงลืมทั้งที่อายุท่านก็เลยไปถึงหลักร้อยแล้ว

    วัดสระมณฑลเป็นวัดเล็กๆ ซึ่งถ้าใครได้ไปเห็นก็จะรับรู้ถึงความสมถะ รักสันโดษและความเรียบง่ายของหลวงปู่รูปนี้ ท่านอาศัยอยู่เฉพาะในโบสถ์ ภายในวัดก็ไม่มีกุฏิ ศาลาการเปรียญหรือวิหารใหญ่โตใดๆ เลย รอบๆ บริเวณเนื้อที่แคบๆ นี้มีเพียงโบสถ์หลังเล็กหลังเดียวตั้งอยู่และรายล้อมไปด้วยบ้านเรือนชาวบ้านที่มาอาศัยอยู่ชิดติดเขตวัด
    หลวงปู่กอง จันทวังโส ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมายหลายอาชีพ ตั้งแต่ระดับชาวบ้านธรรมดาไปถึงชันรัฐมนตรี(ในรัฐบาลปัจจุบันก็มี) ต่างให้ความเคารพนับถือท่าน โดยเฉพาะท่านเป็นเกจิที่ขึ้นชื่อในเรื่อง “การเสกตะกรุด” ที่นักเลงพระนิยมกันมาก แต่ปัจจุบันนี้ท่านเสกไม่ไหวแล้ว เพราะการเสกแต่ละครั้งต้องใช้พลังอำนาจจิตเป็นเวลานาน ประกอบกับปัจจุบันท่านก็ชราภาพมากแล้วจึงมี “ป้ากวย ถนอมทรัพย์” หลานสาวของหลวงปู่มาช่วยดูแลเพราะพระที่เคยมาบวชและอยู่ดูแลหลวงปู่ก่อนหน้านี้ก็มรณภาพไปก่อนแล้ว
    ป้ากวยได้บอกเล่าเรื่องราวของหลวงปู่กองให้ผู้เขียนฟังคร่าวๆ ว่า หลวงปู่กอง จันทวังโส เดิมท่านชื่อว่า กอง ถนอมทรัพย์ ท่านบวชและร่ำเรียนวิชามาสารพัดตั้งแต่รุ่นหนุ่ม ในสมัยที่ท่านออกบวชท่านชอบธุดงค์ไปตามป่าเขา ในดินแดนทุรกันดาร จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดเดินพลัดตกเขาสลบไป ก็ปรากฏร่างของพระสงฆ์รูปหนึ่งมาช่วยไว้ หลวงปู่กอง ท่านเรียกพระรูปนั้นว่า “หลวงปู่ใหญ่” ซึ่งก็คือ หลวงปู่เทพโลกอุดร หลังจากนั้นหลวงปู่กองก็ได้ปฏิบัติทาง “จิต” และร่ำเรียนวิชาที่เป็นศาสตร์ลี้ลับจากหลวงปู่ใหญ่อีกมากมายหลายวิชา เมื่อสำเร็จแล้วจึงออกจากป่ามาจำพรรษาอยู่ตามวัดต่างๆ และร่ำเรียนวิชาจากพระเกจิชื่อดังอีกหลายรูป อาทิ หลวงปู่เทียม แห่งวัดกษัตราธิราช จ.อยุธยา (อยู่ตรงข้ามไม่ไกลจากวัดสระมณฑล หลวงปู่กองอยู่จำพรรษาที่วัดกษัตราฯ เป็นเวลานานกระทั่งเห็นว่าวัดสระมณฑลที่อยู่ไม่ไกลกันนี้เป็นวัดร้างไม่มีพระจำพรรษาอยู่ท่านจึงขอมาอยู่ที่นี่เพียงรูปเดียวกระทั่งปัจจุบันนี้
    ภายในโบสถ์วัดสระมณฑลหลังนี้มีรูปหล่อของหลวงปู่เทพโลกอุดรองค์ใหญ่ที่หลวงปู่กองให้หล่อขึ้นไว้บูชา ป้ากวยได้เล่าถึงอภินิหารของรูปหล่อหลวงปู่เทพโลกอุดรให้ฟังว่า เมื่อรูปหล่อหลวงปู่เทพฯ มาถึงวัดขณะที่แดดกำลังเปรี้ยงแต่แล้วฟ้ากลับครึ้มและมีฝนตก แล้วเมื่อถึงเวลาจะยกเข้าประตูโบสถ์ ก็ปรากฏว่าทำยังไงก็ยกเข้าไม่ได้ เพราะองค์พระใหญ่กว่าประตูมาก จนหลวงปู่กองต้องบริกรรมคาถาอยู่ครู่ใหญ่จึงสามารถยกรูปหล่อหลวงปู่เทพฯ เข้ามาได้ เป็นที่น่าอัศจรรย์
    สำหรับ “ป้ากวย” เองก็เคยพบปาฏิหาริย์จาก “หลวงปู่เทพโลกอุดร” หรือ “หลวงปู่ใหญ่” ด้วยตัวเองอยู่บ่อยครั้ง ป้ากวยได้เล่าให้ฟังว่า
    “ก็มีอยู่วันนึงมีพระมาจากไหนก็ไม่รู้เข้ามาในโบสถ์นี่ มากราบหลวงปู่กองและก็บอกหลวงปู่กองว่าวันนี้ประมาณ 6 โมงจะมีพระรูปหนึ่งมากราบ พูดจบท่านก็ลากลับไป แล้วเมื่อถึงเวลานั้นก็มีพระมาจริงๆ แล้วหน้าตาก็เหมือนรูปปั้นนั่นไม่ผิดเพี้ยน (หมายถึงรูปหล่อหลวงปู่เทพโลกอุดร) เป็นพระหนุ่มนะ แล้วคืนนั้นท่านก็อยู่ค้างด้วย ป้าก็นอนกับญาติอีกคนข้างๆ ไม่ห่างจากพระองค์นี้ แต่น่าแปลกที่พอตกดึกป้าหันไปตรงที่ท่านนอน กลับไม่เห็นท่าน ก็นึกเอะใจแล้วพอหันไปไปดูอีกที เอ๊ะ...ท่านก็ยังนอนอยู่ตรงที่เดิมนี่ แล้วทำไมเมื่อกี้ไม่เห็นก็คิดว่ายังไงๆ อยู่ พอตอนเช้าท่านจะลากลับ ก็เข้าไปกราบหลวงปู่กองและพูดบอกให้หลวงปู่กองมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อช่วยดำรงพระพุทธศาสนา แล้วท่านก็ลากลับ แต่ตอนนี่ท่านจะเดินออกจากประตูโบสถ์นี่สิ ป้าเห็นรูปร่างท่านเปลี่ยน จากรูปร่างคนธรรมดากลายเป็นตัวสูงจรดประตูโบสถ์ ทั้งที่ประตูโบสถ์ก็สูงแล้วนะ และสังเกตเห็นเท้าท่านใหญ่มาก พอท่านเดินออกไปปุ๊บป้าก็เดินตามไปชั่วพริบตา ไม่เห็นท่านเสียแล้ว ท่านมาแปลก เวลาจะไปก็ไปแปลก”

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260326_175023.jpg IMG_20260326_175055.jpg
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,231
    ค่าพลัง:
    +21,459
    เหรียญเทพราหูทรงครุฑ หมอลักษณ์ สถาบันพยากรณ์ศาสตร์ ปี ๒๕๕๔ เลข ๔๖๔๐๗

    เหรียญเสริมดวง หนุนดวงชะตา พ้นโพยภัย ป้องกันภัยพิบัติและคุณไสย

    ด้านหลังเป็นยันต์ดวงเมือง - ยันต์ราหูมหาอุจจ์ การที่มียันต์ดวงเมืองกำกับ หมายความว่า ภายใต้บารมีของดวงเมืองแห่งนี้ ประเทศนี้ ดวงเมืองที่อยู่มาจนถึง ๒๒๙ ปีที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ด้วยได้รับพระบารมีจากอดีตบุรพกษัตรา กษัตรี และพระสยามเทวาธิราช ร่วมประสิทธิ์ประสาทพรอยู่ในยันต์นี้ และยันต์ราหูมหาอุจจ์ ๒๔ พฤษภาคม เป็นวันประวัติศาสตร์ ที่มีคนไปร่วมพิธี ณ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน มากเป็นประวัติการณ์ที่ทุกคนจะจำได้

    ดังนั้นยันต์ที่ประกอบด้านหลังเหรียญ ถือว่าเป็นมหามงคล เป็นกลวิธีในการเดินยันต์ และเดินดวงอย่างถูกต้องตามหลักตามศาสตร์ ในเรื่องของเคล็ดลับที่ใช้กำกับ ก็จะทำให้ท่านได้บูชาเหรียญพระราหูทรงครุฑ วัตถุมงคลพระราหู มีพระคาถาเอกะ - จักขุ ... เป็นเครื่องประกอบ จะทำให้มีลาภ ยศ เกียรติ สรรเสริญ สุข แก้วแหวนเงินทองไหลมาเทมา ร่ำรวยเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี และร่ำรวยแบบไม่มีเหตุผล

    เหรียญเทพพระราหูทรงครุฑผ่านพิธีในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ 7 ประเทศ ได้แก่

    1.ประเทศใต้หวัน

    2.ประเทศลาว - วัดเชียงทอง หลวงพระบาง

    3.ประเทศไทย วัดไตรมิตร และ วัดสระเกษ

    4.ประเทศอินโดนีเซีย บุโรพุทโธ

    5.ประเทศกัมพูชา นครวัดนครธม

    6.ประเทศจีน ซีอาน และ ลั่วหยาง

    7.ประเทศพม่า พระธาตุอินท์แขวน

    ประกอบพิธีมหาพุทธาเทวามังคลาภิเษก

    ณ วัดพระศรัมหาธาตุุบาง เขน วันที่ 22 - 24 พฤษภาคม

    ในการสร้างวัตถุมงคลในครั้งนี้ ได้ประกอบพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ ได้ประกอบพิธีอันเป็นมหามงคลประวัติศาสตร์ ณ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม โดยมีพระเถราจารย์นั่งปรกอธิษฐานจิต ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน คือ ท่านเจ้าพระคุณพระราชปัญญาโมลี เจ้าคณะจังหวัดลำพูน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระธาตุหริภุญชัย , พระครูพิศาลจริยาภิรม พระมหาสุรศักดิ์ วัดประดู่ จังหวัดสมุทรสงคราม , พระครูสุวิมลธรรมรักษ์ เจ้าอาวาสวัดลอยเคราะห์ จังหวัดเชียงใหม่ , พระครูบุญญาภินันท์ อาจารย์หรีด วัดป่าโมกข์ จังหวัดพังงา , พระอาจารย์ประสูติ ปิยธัมโม วัดถ้ำพระพุทธโกษีย์ (ในเตา) อ.พระยอด จ.ตรัง โดยมี เจ้าพระคุณพระเทพภาวนาวิกรม เป็นประธานจุดเทียนชัย และเป็นประธานนั่งปรกอธิษฐาน ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน มีพระพิธีธรรมจากวัดสุทัศน์เทพวราราม 4 รูป สวดพระคาถาพุทธาเทวามังคลาภิเษก ประมาณ 3 ชั่วโมง

    มหามงคลในพิธีเทวามังคลาภิเษก ในวันที่ 23 พฤษภาคม มีพระเถราจารย์นั่งปรกอธิษฐานจิต ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ประกอบด้วย พระครูวิมลจันโทภาส หลวงพ่ออ่าง วัดใหญ่สว่างอารมณ์ จังหวัดนนทบุรี , พระพิพัฒน์วิริยาภรณ์ หลวงพ่อแย้ม วัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม , พระวิศิษฎ์พัฒนพิธาน วัดหนองหอย จังหวัดราชบุรี , พระราชสารเวที วัดสัมพันธวงศ์ จังหวัดกรุงเทพฯ และมีพระพิธีธรรมจากจังหวัดนครสวรรค์ สวดพระคาถาพุทธาเทวามังคลาภิเษก

    ในวันที่ 24 พฤษภาคม นั้น มีพระสงฆ์มาเจริญมหาพุทธมนต์อันศักดิ์สิทธิ์คือ “มนต์นพเคราะห์” 10 รูป ได้แก่

    1. ท่านเจ้าพระคุณพระราชปริยัติเวที เจ้าอาวาสวัดดาวดึงส์ษาราม

    2. ท่านเจ้าพระคุณพระศรีสมโพธิ เจ้าอาวาสวัดหลักสี่

    3. ท่านพระครูอาทรบุญยกิต รักษาการณ์เจ้าอาวาสวัดน้อยนางหงส์

    4. พระครูศรีชยาภิวัฒน์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม

    5. ท่านเจ้าพระคุณพระเมธาวินัยรส ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน

    6. ท่านพระครูปลัดสัมพิพัฑฒนสีลาจารย์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์เทพวราราม

    7. พระมหาวรวุฒิ ชิตธัมโม หัวหน้าพระพิธีธรรมวัดพระเชตุพล

    8. พระครูปลัดธรรมวงศานุวัตร เจ้าอาวาสวัดแค

    9. พระอาจารย์สมชายโชติมันโท วัดเลา

    10. พระมหาเถลิงศักดิ์ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน

    โดยมี พระครูอาคมสุนทร วัดพระเชตุพล อ่านโองการ เจ้าพิธี ประกอบพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ อันเชิญเทวดานพเคราะห์ และเจริญมหาพุทธมนต์พระปริตรนพเคราะห์ และในฤกษ์ที่เป็นมงคล เจ้าพระคุณสมเด็จพระวันรัต ได้เป็นประธานในการเททอง ก่อนที่จะมีการเททอง มีท่านเจ้าพระคุณ 4 รูป สวดมหาสมัยสูตร และ สวดคาถามหาราช ประกอบด้วย ท่านเจ้าคุณศิริชัย โสภณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ , พระครูสรวุฒิวิศิษฎ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ , เจ้าพระคุณพระศรีสมโพธิ เจ้าอาวาสวัดหลักสี่ , และพระครูอาทรบุญยกิต รักษาการณ์เจ้าอาวาสวัดน้อยนางหงส์ เมื่อได้ฤกษ์อันเป็นมงคล ประกอบพิธีเททองหล่อเทพพระราหูทรงครุฑ โดยเฉพาะมีรูปหล่อเทพพระราหูทรงครุฑ ลอยองค์ จำนวน 1,200 องค์ รวมทั้งเนื้อทองคำ เนื้อเงิน เนื้อนวโลหะ ที่เจ้าพระคุณ สมเด็จพระวันรัต วัดเทพสิรินทร์เป็นประธานเททอง มีพระสงฆ์ทรงสมณะศักดิ์เจริญชัยมงคลคาถาในพิธีเททอง ประกอบด้วย

    1. ท่านเจ้าพระคุณพระธรรมรัตนดิลก ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์เทพวราราม

    2. เจ้าพระคุณพระเทพคุณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร

    3. ท่านเจ้าพระคุณพระราชปริยัติเวที เจ้าอาวาสวัดดาวดึงส์ษาราม

    4. ท่านเจ้าพระคุณพระปัญญาวชิราภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

    5. พระมหาสมพร วัดอาษาสงคราม

    และพระคุณเจ้าจากวัดพระศรีมหาธาตุอีก 4 รูป มีพระเถราจารย์นั่งปรกอธิษฐานจิตในขระพิธีเททอง 4 รูป ประกอบด้วย พระเทพมงคงรังษี วัดอรุณราชวราราม , พระกิตติวราภรณ์ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน , พระโสภณ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน , พระโสภณสุตาลังการ วัดบัวขวัญ ถือว่าเป็นมหามงคลประวัติศาสตร์ มีดารานักแสดงมาร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก นำโดย คุณสมบัติ เมทะนี และดาราในค่ายดังอีกหลายค่าย ประกอบด้วยอาจารย์แม่ อาจารย์สุนีย์ สินธุเดชะ ก็มาร่วมพิธีอันเป็นมหามงคล รวมทั้งทหาร ตำรวจ พ่อค้า ประชาชนทุกหมู่เหล่า โดยพิธีอันเป็นมงคลนี้ ได้ทำบุญถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และให้เกิดความสิริมงคลแก่ประเทศชาติ พระศาสนา ปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ตลอดจนผู้ที่ได้ร่วมบุญร่วมสร้างและร่วมพิธีในครั้งนี้ ตลอดจนที่จะได้ร่วมบุญร่วมสร้างในการพิธีในวาระที่เหลืออื่นๆเป็นลำดับสืบไป

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาท

    IMG_20260326_193829.jpg IMG_20260326_193915.jpg
     
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,231
    ค่าพลัง:
    +21,459
    เหรียญวิญญาณดอกประดู่
    เหรียญรุ่นนี้จัดสร้างขึ้น ราว ๒๕๐๔ เพื่อหาแจกเป็นที่ระลึกแก่ผู้ร่วมบริจาคช่วยครอบครัวทหารเรือที่ขาดแคลน เหรียญส่วนหนึ่งแจกแก่ทหารเรือเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ปลุกเสกอธิษฐานโดยพระคณาจารย์ในสมัยนั้น เช่น หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี, หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง, หลวงพ่อสุด วัดกาหลง ฯลฯ เหรียญรุ่นนี้สร้างจำนวนมาก

    เหรียญวิญญาณรักดอกประดู่ กรมหลวงชุมพรหลังหลวงพ่อวัดมะขามเฒ่าพ.ศ 2513
    ข้อมูลของวัตถุมงคลนี้เป็นที่ทราบในหมู่ศิษย์มานานแล้ว เดิมทีเหรียญรุ่นนี้จัดสร้างขึ้นในราวปี พ.ศ. ๒๕๐๔ เพื่อมอบเป็นของที่ระลึกแก่ผู้ร่วมบริจาคช่วยครอบครัวทหารเรือที่ขาดแคลน เหรียญส่วนหนึ่งมอบให้แก่ทหารเรือเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ปลุกเสกอธิษฐานโดยพระคณาจารย์ในสมัยนั้น เหรียญรุ่นนี้สร้างจำนวนมาก เมื่อนำไปมอบให้ตามเจตนาแล้วยังคงมีเหรียญที่ตกค้างอยู่เป็นจำนวนมาก ต่อมาเมื่อมีการสร้างภาพยนต์เรื่องวิญญาณดอกประดู่ ผู้สร้างจึงมีความคิดเห็นว่าควรนำเหรียญดังกล่าวมามอบเป็นของสมนาคุณแก่ผู้เข้าชมภาพยนต์ โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายตั๋วมอบให้กองทัพเรือ สมัยนั้นศิษย์ของหลวงปู่เดินหนเป็นผู้อยู่ในแวดวงภาพยนตร์มีอยู่หลายท่าน เช่น คุณดอกดิน กัญญามาลย์, คุณมิตร ชัยบัญชา, คุณ ภาวนา ชนะจิต, คุณประเทือง ตรีเมฆ ฯลฯ ซึ่งคณะผู้สร้างภาพยนต์เรื่องวิญญาณรักดอกประดู่ ได้นำเหรียญที่ตกค้างทั้งหมดนำมาขอให้หลวงปู่ปลุกเสกอธิษฐานจิต ก่อนนำไปแจกแก่ผู้เข้าชมภาพยนตร์เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งมอบแก่ทหารเรือ ภาพยนตร์เรื่องวิญญาณรักดอกประดู่ เข้าฉายที่โรงภาพยนตร์เฉลิมเขต เมื่อปี พ.ศ.2513 โดยตั๋วชมภาพยนตร์หนึ่งใบขอรับเหรียญได้หนึ่งเหรียญ ผู้คนให้ความสนใจเข้าชมเป็นจำนวนมาก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกๆที่มาอย่างสูงครับ


    ให้บูชา350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260326_192239.jpg IMG_20260326_192310.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 27 มีนาคม 2026 at 16:46
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,231
    ค่าพลัง:
    +21,459
    พระกริ่ง ๙ ยอด วัดสุทัศน์เทพวราราม ปีพ.ศ.๒๕๓๘ เนื้อทองดอกบวบ ( เป็นเนื้อสำริดแก่ทองคำ ) พิธีมหาพุทธาภิเษกวันเพ็ญกลางเดือน ๑๒ จัดสร้างออกมาเป็นชุด มีตั้งเเต่ ยอดที่๑ จนถึง ยอดที่๙ ตอกโค๊ตด้านหลังองค์พระทุกองค์ ก้นอุดทองเเดง รูปเเบบการจัดสร้างเป็นเเบบการหล่อลอยองค์ ดูสวยงาม เข้มขลัง สำหรับองค์นี้เป็นพระกริ่ง ๙ ยอด ซึ่งเป็นยอดที่ ๘ มีชื่อว่า " พระกริ่งหน้าอินเดีย

    พระกริ่ง ๙ ยอด วัดสุทัศน์เทพวราราม ปีพ.ศ.2538 ซึ่งมีทั้งหมด ๙ ยอด ประกอบด้วย ๑. ยอดที่ ๑ : พระกริ่งฉลองสุพรรณบัฏ ๒. ยอดที่ ๒ : พระกริ่งหน้าไทย ๓. ยอดที่ ๓ : พระกริ่งหลักชัย ๔. ยอดที่ ๔ : พระกริ่งเชียงตุง ๕. ยอดที่ ๕ : พระกริ่งน้ำท่วม ๖. ยอดที่ ๖ : พระกริ่งทองทิพย์ ๗. ยอดที่ ๗ : พระกริ่งวันรัต ๘. ยอดที่ ๘ : พระกริ่งหน้าอินเดีย ๙. ยอดที่ ๙ : พระกริ่งจาตุรงค์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสงบครับ


    ปัจจุบันพระกริ่งแบบนี้ไม่มีสร้างแล้วครับของวัดสุทัศน์ปิดตำนานการปลุกเสกในวัดไปแล้ว

    ให้บูชา 450 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260326_233530.jpg IMG_20260326_233554.jpg IMG_20260326_233625.jpg
     
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,231
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1774625206263.jpg

    พระเดชพระคุณ พระสุนทรธรรมากร(หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ)

    วัดธาตุมหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม

    ชีวประวัติโดยสังเขป
    พระเดชพระคุณพระสุนทรธรรมากร (หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ) อดีตเจ้าอาวาสวัดธาตุมหาชัย

    บ้านมหาชัย ต.มหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม “ เทพเจ้าลุ่มน้ำโขง” ผู้เรืองธรรม มีปฐวีกสิณเป็นเอก

    เล่นแร่แปรธาตุจนดังสนั่น ชื่อเสียงเลื่องลือ ๒ คาบฝั่งโขง เป็นสมัญญานามที่ผู้คนต่างรู้จักดี

    ท่านมีนามเดิมว่า คำพันธ์ ศรีสุวงค์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๘ ตรงกับวันจันทร์

    ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๒ ปีเถาะ ณ บ้านหมู่ที่ ๔ ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม

    โยมบิดาชื่อ นาย เคน ศรีสุวงค์ โยมมารดาชื่อ นางล้อม ศรีสุวงค์ เป็นบุตรคนโต

    มีพี่น้องร่วมบิดา-มารดาเดียวกัน ๒ คน คือ

    ( ๑) พระเดชพระคุณพระสุนทรธรรมากร ( คำพันธ์ ศรีสุวงค์)

    ( ๒) นาย พวง ศรีสุวงค์

    นอกจากนี้ท่านยังมีน้องร่วมมารดาแต่ต่างบิดาอีก ๔ คน คือ

    นางสด วงษ์ผาบุตร ด.ช.บด แสนสุภา ด.ญ.สวย แสนสุภา และนางกดชา เสนาช่วย

    วัยเด็กเป็นคนขยันขันแข็ง ช่วยโยมบิดา-มารดาทำนา อุปนิสัยเป็นคนเรียบง่าย

    เรียบร้อย พูดน้อย จบการศึกษาภาคบังคับ ป. ๔ จากโรงเรียนบ้านโพนคู่ ต.พุ่มแก อ.นาแก จ.นครพนม

    ๏ การบรรพชาและอุปสมบท

    วันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๕ (อายุ ๑๗ ปี) ได้เข้าพิธีบรรพชาเป็นสามเณร

    ณ วัดศรีบุญเรือง บ้านหนองหอย ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม โดยมีพระอาจารย์เชื่อม เป็นพระอุปัชฌาย์

    หลังจากบรรพชาแล้ว ก็ได้ศึกษาอักษรธรรม และหนังสือสูตรคามแบบโบราณ

    ในขณะเดียวกันก็ได้ฝึกปฏิบัติกัมมัฎฐานควบคู่ไปด้วย

    หลังจากบรรพชาเป็นสามเณรได้ ๓ พรรษา ก็ออกเดินธุดงค์ทรงกรดไปที่จังหวัดเลย

    พร้อมกับพระภิกษุ ๒ รูป คือ พระภิกษุบุญ และพระภิกษุวัน ก่อนหน้าที่จะได้ฝึกปฏิบัติกัมมัฏฐานนั้น

    เคยได้รับความรู้เรื่องกัมมัฏฐานมาจาก ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล

    ซึ่งท่านไปอบรมสั่งสอนประชาชนที่วัดโพนเมือง จ.อุบลราชธานี

    ท่านพระอาจารย์เสาร์ ให้แนวทางในการปฏิบัติกรรมฐานไว้ว่า “ ให้กำหนดลมหายใจเข้า-ออก”

    และได้ให้ข้อคิดต่อไปอีกว่า “ ร่างกายของคนเรานั้นเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง มันทำงานอยู่ตลอดเวลา

    ลมหายใจเข้า-ออกนั้น มีความสำคัญมาก ถ้าลมไม่ทำงานคนเราจะตายทันที ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกำหนดลมหายใจ”

    นอกจากนั้นท่านพระอาจารย์เสาร์ยังได้ย้ำอีกว่า “ ให้คนเราตีกลองคือขันธ์ ๕ ให้แตก”

    ซึ่งก็หมายความว่า ท่านให้ทำความเข้าใจขันธ์ ๕ ให้จงดี ให้เข้าใจตามสภาพที่เป็นจริง

    หลวงปู่ได้ศึกษาภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์เสาร์ประมาณ ๑ ปี

    และได้ยึดแนวทางของท่านเป็นแนวทางในการปฏิบัติเรื่อยมา นับแต่นั้นต่อมาก็ได้ไปศึกษา

    และปฏิบัติธรรมร่วมกับ อาจารย์ครุฑ ซึ่งเป็นพระขาว (ปะขาว) และได้รับความรู้ในเรื่องการ

    ปฏิบัติธรรมจากท่านอาจารย์ครุฑนี้เพิ่มเติมเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นหลวงปู่คำพันธ์

    ก็ได้นำเอาแนวทางการปฏิบัติของอาจารย์ทั้ง ๒ มาเป็นแนวทางปฏิบัติกัมมัฎฐาน

    หลวงปู่ได้จำพรรษาอยู่ที่จังหวัดเลย เป็นเวลา ๑ พรรษา หลังจากนั้นได้เดินธุดงค์

    ไปยังจังหวัดเชียงราย ประมาณ ๓-๔ เดือน ต่อมาได้รับข่าวโยมบิดาได้เสียชีวิตลง

    หลวงปู่จึงได้เดินทางกลับมาทำบุญงานศพบิดาและมาอยู่จำพรรษาที่บ้านเดิม คืออำเภอนาแก

    พ.ศ. ๒๔๗๘ อายุ ๒๐ ปี ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ และเริ่มศึกษาพระปริยัติธรรม

    พ.ศ. ๒๔๘๒ อายุ ๒๔ ปี มารดาก็ถึงแก่กรรม เวลานั้นเหลือน้องผู้หญิง ๒ คน

    ซึ่งยังเล็กมาก จึงได้ลาสิกขาบทออกไปเลี้ยงดูน้อง

    วันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๘ อายุ ๓๐ ปี ได้กลับเข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุอีกครั้ง

    ณ พัทธสีมาวัดโพธิ์ชัย บ้านพุ่มแก ต.พุ่มแก อ.นาแก จ.นครพนม

    ได้รับนามฉายาว่า “ โฆสปัญโญ” ซึ่งแปลว่า “ ผู้มีปัญญาระบือไกล”

    และได้ออกไปจำพรรษาที่วัดป่าเป็นเวลา ๓ พรรษา

    ต่อมาก็ได้ปฏิบัติกัมมัฏฐานพร้อมเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมด้วย

    ที่วัดพระพุทธบาทจอมทอง บ้านหนองหอยใหญ่ ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม

    หลังจากนั้นได้เดินธุดงค์ไปยังสถานที่ต่างๆ ในเขตจังหวัดนครพนม จังหวัดสกลนคร

    จังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองคาย และข้ามไปฝั่งลาวประมาณ ๓-๔ เดือน แต่ไม่ได้จำพรรษา

    แต่กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านเดิม อยู่ประมาณ ๓ ปี และญาติโยมชาวบ้านก็นิมนต์ท่าน

    ให้เข้ามาอยู่จำพรรษาที่วัดบ้าน เพื่อโปรดญาติโยมชาวบ้านบ้าง หลังจากออกพรรษาแล้ว

    หลวงปู่ก็ออกเดินธุดงค์ต่อ จนอายุถึง ๔๐ ปี จึงหยุดเดินธุดงค์

    แต่ก็พยายามศึกษาปฏิบัติธรรมกัมมัฎฐานมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน

    พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้นำญาติโยมประมาณ ๕ ครอบครัว จากบ้านหนองหอยใหญ่ ต.นาแก อ.นาแก

    มาสร้างบ้านและวัดใหม่ที่โนนมหาชัย ให้ชื่อบ้านว่า “ บ้านมหาชัย” ในปัจจุบันนี้

    และได้สร้างวัดใหม่ คือ “ วัดธาตุมหาชัย” ( เดิมชื่อ วัดโฆษการาม) จนเจริญรุ่งเรืองตราบถึงปัจจุบัน

    ๏ การศึกษา

    พ.ศ. ๒๔๗๒ สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ที่โรงเรียนบ้านโพนดู่

    บ้านโพนดู่ ต.พุ่มแก อ.นาแก จ.นครพนม

    พ.ศ. ๒๔๗๙ อายุ ๒๒ ปี สอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี สำนักเรียนคณะจังหวัดนครพนม

    วัดพระพุทธบาทจอมทอง บ้านหนองหอยใหญ่ อ.นาแก จ.นครพนม

    พ.ศ. ๒๔๘๘ อายุ ๓๐ ปี สอบไล่ได้นักธรรมชั้นโท สำนักเรียนคณะจังหวัดนครพนม

    วัดพระพุทธบาทจอมทอง บ้านหนองหอยใหญ่ อ.นาแก จ.นครพนม

    พ.ศ. ๒๔๘๙ อายุ ๓๑ ปี สอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอก สำนักเรียนคณะจังหวัดนครพนม

    วัดพระพุทธบาทจอมทอง บ้านหนองหอยใหญ่ อ.นาแก จ.นครพนม

    ๏ การศึกษาพิเศษ

    -ได้ศึกษาอักษรธรรม อักษรขอม อักษรไทยน้อย อ่านเขียนได้คล่องแคล่ว และมีความชำนาญมาก

    - ทรงจำพระปาฏิโมกข์ได้แม่นยำ เป็นพระผู้สวดพระปาฏิโมกข์ในวันทำสังฆกรรมอุโบสถ

    ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๐ เรื่อยมา

    ๏ ความชำนาญการ

    - มีความชำนาญการแสดงพระธรรมเทศนาโวหาร บรรยายธรรม เทศนาธรรม

    และเทศนาธรรมแบบปุจฉาวัสัชนา ๒ ธรรมาสน์ จนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเขตอีสานเหนือ

    ยากที่จะหาพระธรรมกถึกรูปอื่นเสมอเหมือนในสมัยนั้น

    - มีความชำนาญการเทศนาธรรม ทำนองแหล่ภาษาอีสาน มีความสามารถในการประพันธ์กลอนแหล่

    ทำนองอีสานได้ เช่น กลอนอัญเชิญพระเวสสันดรเข้าเมือง, พระเวสสันดรทรงพบพระประยูรญาติ,

    พระเวสสันดรลาป่า, นางมัทรีเดินป่า เป็นต้น

    เป็นพระวิปัสสนาจารย์ใหญ่ สายพระอาจารย์ เสาร์ กนฺตสีโล พระอาจารย์ มั่น ภูริทัตโต

    พระอาจารย์ ฝั้น อาจาโร ให้การอบรมวิปัสสนากรรมฐานประจำที่วัดป่ามหาชัย

    วัดป่ามหาชัย

    เป็นวัดที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ ใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมประชาชน

    เมื่อปี ๒๕๒๙ เป็นต้นมา และได้พระภิกษุจากอาวาสต่างในจังหวัดนครพนม

    สนใจแนวทางการปฏิบัติกรรมฐาน เข้ามาเรียนรู้และลองปฏิบัติ เกิดความเข้าใจในหลักพระกรรมฐาน

    ได้นำไปเผยแผ่ในเขตอาวาสของตน การปฏิบัติธรรมกรรมฐาน ได้แพร่หลายในจังหวัดนครพนม

    จนถึงปัจจุบัน และยังได้นำพาศิษยานุศิษย์ จัดปฏิบัติธรรมกรรฐานในสถานที่ต่างๆ

    วัดป่ามหาชัย จึงเป็นวัดต้นแบบของการฝึกปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ในเขตจังหวัดนครพนม

    (ประวัติวัดป่ามหาชัย)

    - มีความชำนาญการด้านนวัตกรรม การออกแบบก่อสร้างเสนาสนะ ทั้งงานไม้ งานปูน

    โดยเป็นผู้นำในการก่อสร้างกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ และพระธาตุมหาชัย

    (การก่อสร้างครั้งแรกๆ ทำเองทั้งหมด เพราะสมัยนั้นไม่มีช่างผู้ชำนาญการ และเงินงบประมาณมีไม่เพียงพอ)

    ๏ ลักษณะนิสัยทั่วไป

    พระเดชพระคุณหลวงปู่เป็นพระมหาเถระ ที่มีอัธยาศัยใจคอกว้างขวาง

    เยือกเย็น มีความเมตตา กรุณาต่อศิษยานุศิษย์ ตลอดถึงญาติโยมทุกคนที่เข้าหาท่าน

    ใครก็ตามที่มีปัญหา หรือมีความทุกข์เข้าหาท่าน จะได้รับการต้อนรับจากท่านอย่างดียิ่ง

    เสมอกันหมด ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม ต่อครูบาอาจารย์และพระเถระที่อาวุโสกว่า

    หลวงปู่จะแสดงอาการอ่อนน้อมถ่อมตนเสมอ โดยไม่เคยจะแสดงอาการแข็งกระด้างใดๆ เลย

    ด้วยเหตุนี้หลวงปู่จึงเป็นที่เคารพนับถือของศิษยานุศิษย์และญาติโยมโดยทั่วไปเป็นจำนวนมาก

    นอกจากนี้แล้ว หลวงปู่ก็ยังเป็นพระเถระที่มีความตั้งใจมั่นคงหนักแน่นอีกด้วย

    จะเห็นได้จากการที่ท่านตั้งใจจะทำสิ่งใดแล้ว จะต้องทำสิ่งนั้นให้สำเร็จให้จงได้

    คงเป็นเพราะความตั้งใจจริงและความตั้งใจมั่นคงนี้เอง ที่ทำให้หลวงปู่ทำสิ่งใดก็สำเร็จลุล่วงด้วยดี

    และรวดเร็วเกินความคาดหมายทุกประการ

    ตัวอย่างเช่น พระธาตุมหาชัย, อุโบสถวัดธาตุมหาชัย, กำแพงล้อมรอบวัดธาตุมหาชัย

    และกุฏิสงฆ์หลังใหม่ ๒ หลัง ซึ่งสิ่งก่อสร้างแต่ละอย่างล้วนแต่ใช้ค่าก่อสร้างจำนวนมากทั้งสิ้น

    เมื่อคณะศรัทธาญาติโยมที่มีความเคารพนับถือในตัวหลวงปู่ได้ทราบ ต่างก็มีจิตศรัทธาช่วยกันสละ

    กำลังทรัพย์มาช่วยในรูปของกฐินบ้าง ผ้าป่าบ้าง จนงานก่อสร้างดังกล่าวสำเร็จรวดเร็วเกินคาด

    อีกประการหนึ่ง โดยอุปนิสัยแล้ว หลวงปู่ท่านถือการปฏิบัติกัมมัฏฐาน

    เป็นประจำนับตั้งแต่อุปสมบทพรรษาแรก จนกระทั่งมรณภาพ

    ๏ การมรณภาพ

    พระเดชพระคุณพระสุนทรธรรมากร (หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ)

    ได้ละสังขารอย่างสงบในกุฏิจำพรรษา ด้วยโรคชราภาพ ประกอบกับมีโรคประจำตัวหลายอย่างแทรกซ้อน

    หลังจากอาพาธมานานหลายปี เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๖ เวลาประมาณ ๐๑.๕๙ น.

    ณ วัดธาตุมหาชัย สิริรวมอายุได้ ๘๙ พรรษา ๕๙ สร้างความสลดโศกเศร้าให้แก่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่ใกล้ชิด

    ตลอดจนพุทธศาสนิกชนทั่วไปที่เลื่อมใสศรัทธาหลวงปู่เป็นอย่างยิ่ง วันนี้...หลวงปู่คำพันธ์ พันธุ์ไม้มีแก่นในตัว

    ไม่โอ้อวด ไม่ยึดติด ท่านสิ้นใจแต่ไม่สิ้นธรรม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสงบครับ

    ชุด ๓ เหรียญ หลวงปู่คำพันธ์ครบรอบ๕๐ปีโรงเรียนจ่าอากาศ ปี ๒๕๔๕

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260327_214205.jpg IMG_20260327_214227.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...