ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,452
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Mar 13, 2026 หาน้ำมันเพิ่ม! รัฐบาล ยันปริมาณน้ำมันสำรองยังมีเพียงพอไปอีก 98 วัน ส่งสัญญาณปรับขึ้นแน่ดีเซล-เบนซิน ให้พลังงานเจรจาซื้อน้ำมันดิบรัสเซีย จ่อขยับปรับใช้ B10-B20

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) กล่าวถึงสถานการณ์พลังงานของไทย ยืนยันว่าปริมาณสำรองน้ำมันดิบยังมีเพียงพอไปอีก 98 วัน และรัฐบาลอยู่ระหว่างมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเจรจาซื้อน้ำมันจากรัสเซียเพิ่มเติม หลังจากสหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการบอยคอต

    ขณะที่รัฐบาลจะหารือแนวทางการขยับราคาน้ำมันดีเซลหลังจากสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาในวันที 16 มี.ค. รวมถึงการปรับขึ้นราคาเบนซินให้สอดคล้องกับกลไกตลาด พร้อมทั้งเตรียมแผนปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลจากปัจจุบันที่ขยับมาเป็น B7 แล้ว ก็จะปรับให้เป็น B10 และอาจขยายไปถึง B20 เหมือนกับที่เคยใช้ในอดีต โดยรถบรรทุกทุกยี่ห้อสามารถใช้ได้ และเชื่อว่ารถเล็ก-รถกระบะสามารถใช้ได้ ดังนั้น ขอให้มั่นใจว่าเรื่องพลังงานรัฐบาลน่าจะจัดหามาสำรองโดยไม่มีการขาดตลาดอย่างแน่นอน

    โดยรัฐบาลขอยืนยันจากข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ราคาน้ำมันดีเซลคาดตรึงราคาไปถึงวันที่ 16 มี.ค. 69 หลังจากนั้นจะมีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าหลังจากครบกำหนด 15 วันจะรขยับอย่างไร ซึ่งจะมีบทสรุปหลังจากหารือ โดยจะแถลงให้ประชาชนทราบว่าราคาน้ำมันโดยเฉพาะดีเซลจะมีการปรับอย่างไร ราคาหน้าสถานีบริการจะปรับในลักษณะไหน รวมถึงราคาน้ำมันที่จำหน่ายให้กับภาคอุตสาหกรรมที่ซื้อในระบบขายส่งจากบริษัทต่าง ๆ เช่น ตัวแทน บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) Caltex (คาลเท็กซ์) ที่มีบริษัทค้าส่งเป็นของตัวเอง ส่วนบริษัทอื่น ๆ เช่น บมจ.ซัสโก้ [SUSCO] บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) ไม่มีการขายส่ง แต่มีการขายปลีกหน้าสถานีบริการ

    ทั้งนี้ บริษัทที่เคยขายส่งน้ำมันต้องมาเจรจาว่าลูกค้าที่เป็นภาคอุตสาหกรรม ทั้งอุตสาหกรรมโรงงาน อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรมขนส่ง และภาคการเกษตร จะปรับราคาขายกันอย่างไร ซึ่งในส่วนนี้ตนเอง กระทรวงคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงพลังงาน จะต้องมีการหารือกันในขั้นต่อไป

    ส่วนน้ำมันเบนซินอาจต้องมีการปรับในแต่ละสัปดาห์ตามราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ขณะนี้สามารถหาน้ำมันดิบที่จะมาทำการกลั่นจากเดิม 92 วัน ขยายเวลาไปเป็น 98 วัน ซึ่งรัฐบาลมั่นใจว่าจะสามารถจัดหาน้ำมันดิบ ซึ่ง 50% ต้องหาน้ำมันดิบในอ่าวช่องแคบฮอร์มุซ แต่น้ำมันดิบนอกอ่าวยังมีอีก 50% ซึ่งพยายามที่จะขอเจรจาซื้อเพิ่มขึ้นในส่วนที่ขาดจากส่วนอ่าวเปอร์เซีย

    #พิพัฒน์ #น้ำมัน #สูตรน้ำมัน #น้ำมันดิบ #พลังงาน #BTimes

    https://www.facebook.com/share/1CgtFE6yZ3/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,452
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Mar 13, 2026 มีผลแน่! ม.หอการค้าไทย ประเมินสงครามตะวันออกกลาง มองกรณีเลวร้านสุด ยืดเยื้อนาน 6 เดือน ดันต้นทุนพลังงานพุ่งท่องเที่ยววูบ กดจีดีพีไทยลดลง 2.31% เสียหาย 4 แสนล้าน

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินผลกระทบเบื้องต้นต่อเศรษฐกิจไทย จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง และทำให้มีการปิดช่องแคปฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องทางที่น้ำมันดิบในตลาดโลกถึง 20% หรือคิดเป็น 20 ล้านบาร์เรล/วัน จะต้องขนส่งผ่านเส้นทางนี้ โดยได้จัดทำเป็น 3 ฉากทัศน์ (Scenario) ตามระยะเวลาของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ดังนี้
    กรณีที่ 1 ความขัดแย้งระยะสั้น (1 เดือน) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์/บาร์เรล, ราคาก๊าซธรรมชาติ 15 ดอลลาร์/MMBTU ความขัดแย้งจำกัดวง และคลี่คลายได้เร็ว (โอกาสเกิด 45%)
    - ต้นทุนพลังงาน (น้ำมัน+ก๊าซ) เพิ่มขึ้น 23,307 ล้านบาท, มูลค่าการส่งออกลดลง 32,510 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 8,970 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 64,787 ล้านบาท กระทบต่อ GDP ให้ลดลง 0.35%
    - ฐานะสุทธิกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบ 17,286 ล้านบาท รายได้จากภาษีสรรพสามิตที่ลดลง 3 บาท/ลิตร หายไป 9,265 ล้านบาท รวม Fiscal Cost ที่รัฐบาลต้องแบกรับ 26,551 ล้านบาท

    กรณีที่ 2 สงครามภูมิภาคยืดเยื้อ (3 เดือน) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์/บาร์เรล, ราคาก๊าซธรรมชาติ 20 ดอลลาร์/MMBTU สงครามยืดเยื้อ ปิดช่องแคบฮอร์มุซยาวนาน (โอกาสเกิด 45%)
    - ต้นทุนพลังงาน (น้ำมัน+ก๊าซ) เพิ่มขึ้น 80,019 ล้านบาท, มูลค่าการส่งออกลดลง 97,531 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 20,800 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 198,350 ล้านบาท กระทบต่อ GDP ให้ลดลง 1.07%
    - ฐานะสุทธิกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบ 44,736 ล้านบาท รายได้จากภาษีสรรพสามิตที่ลดลง 3 บาท/ลิตร หายไป 27,794 ล้านบาท รวม Fiscal Cost ที่รัฐบาลต้องแบกรับ 72,530 ล้านบาท

    กรณีที่ 3 สงครามขยายวงกว้าง (6 เดือน) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ราคาก๊าซธรรมชาติ 20 ดอลลาร์/MMBTU สงครามขยายวงกว้าง ไม่มีกำหนดยุติ (โอกาสเกิด 10%)
    - ต้นทุนพลังงาน (น้ำมัน+ก๊าซ) เพิ่มขึ้น 202,885 ล้านบาท, มูลค่าการส่งออกลดลง 195,062 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 29,250 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 427,197 ล้านบาท กระทบต่อ GDP ให้ลดลง 2.31%
    - ฐานะสุทธิกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบ 96,186 ล้านบาท รายได้จากภาษีสรรพสามิตที่ลดลง 3 บาท/ลิตร หายไป 55,588 ล้านบาท รวม Fiscal Cost ที่รัฐบาลต้องแบกรับ 151,774 ล้านบาท

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่าความเป็นไปได้มากสุด คือสถานการณ์ความขัดแย้งกินเวลาประมาณ 2 เดือน ซึ่งมีโอกาสจะกระทบต่อ GDP ปีนี้ให้หายไปราว 1% โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตในกรอบ 1-1.6% แต่หากสถานการณ์รุนแรงกว่านั้น ก็อาจจะเหลือโตน้อยกว่า 1% ได้ และในกรณีที่ยืดเยื้อและบานปลาย ก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะหดตัว ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจของประเทศไทยที่ติดลบ แต่จะเป็นในทิศทางเดียวกันทั้งโลกที่เศรษฐกิจติดลบ

    #ม.หอการค้าไทย #พลังงาน #จีดีพี #เศรษฐกิจ #สงครามตะวันออกกกลาง #BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/1DoeYGsvjb/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,452
    ค่าพลัง:
    +97,153
    13.20 น.ปธน.ทรัมป์โพสต์คอยดูจะเกิดอะไรขึ้นกับอิหร่านที่คุ้มคลั่งในวันนี้ อิหร่านสังหารคนบริสุทธ์มา 47 ปี ผมเป็นปธน.สหรัฐคนที่ 47 กำลังปลิดชีพอิหร่าน สหรัฐทำลายระบอบก่อการร้าย กองทัพ เศรษฐกิจ อดีตผู้นำสูงสุด BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/1CzgC843FP/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,452
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อั้นไม่ไหว! ผู้ค้าแผงลอยจ่อปรับราคาอาหารตามสั่งเพิ่ม 5 บาท หลังต้นทุนพลังงาน-ขนส่งพุ่ง
    #ฐานเศรษฐกิจ

    อั้นไม่ไหว! ผู้ค้าแผงลอยจ่อปรับราคาอาหารตามสั่งเพิ่ม 5 บาท หลังต้นทุนพลังงาน-ขนส่งพุ่ง
    https://www.thansettakij.com/business/653796

    https://www.facebook.com/share/1WbM2n2vJR/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,452
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “สงครามคือเครื่องจักรที่เผาเงินเร็วที่สุดในโลก”

    1) สหรัฐใช้กระสุนและอาวุธยุทโธปกรณ์ไปแล้วในปริมาณเทียบเท่า “หลายปี” ภายในเวลาเพียง 13 วันของสงครามอิหร่าน (Financial Times รายงาน)

    2) เพียงแค่ 6 วันแรกของการโจมตีอิหร่าน สหรัฐใช้เงินทำสงครามไปมากกว่า "1.1 หมื่นล้านดอลลาร์" แล้ว (Pentagon)

    3) ทรัมป์สั่งให้บริษัทอาวุธสหรัฐ เร่งเพิ่มการผลิตอาวุธ x4 เท่า ทันที

    5) กระทรวงกลาโหมสหรัฐเตรียมของบประมาณเพิ่ม "5 หมื่นล้านดอลลาร์" เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร (Pentagon)

    "สงครามอาจหยุดได้… แต่กระสุนต้องถูกเติมเสมอ"

    [กองทุน LHGDDEFENSE ลงทุนในเทคโนโลยีป้องกันประเทศยุคใหม่ เติบโตไปกับอุตสาหกรรมความมั่นคงที่กำลังขยายตัวทั่วโลก]

    https://www.facebook.com/share/1b6pFnNG2G/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,452
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทำไม “สงครามเดือด” แต่ทองคำยังไม่ระเบิดราคา ?

    เปิดมุมมองลึกจาก เมื่อโลกกำลังเดินเข้าสู่ความผันผวนครั้งใหญ่

    ตลอดประวัติศาสตร์ของตลาดการเงินโลก มี “กฎเหล็ก” ที่นักลงทุนแทบทุกคนรู้กันดี

    เมื่อโลกเกิด สงครามใหญ่ สิ่งที่มักเกิดขึ้นแทบทุกครั้งคือ ตลาดหุ้นผันผวน เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย และ ทองคำมักพุ่งแรง

    แต่สงครามตะวันออกกลางครั้งล่าสุดกลับสร้างภาพที่แตกต่างออกไป

    แม้สถานการณ์จะตึงเครียดอย่างหนัก และหลายฝ่ายมองว่าโลกกำลังเข้าสู่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งสำคัญ

    แต่ราคาทองคำกลับไม่ได้พุ่งทะยานอย่างที่หลายคนคาด

    คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นทันที เกิดอะไรขึ้นกับ “ทองคำ” กันแน่ ?

    จากบทสัมภาษณ์ในรายการ Business tomorrow วันพฤหัสบดีที่ 12 มี.ค. 2569 นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก ได้วิเคราะห์มุมมองไว้อย่างน่าสนใจ

    สงครามที่ดำเนินมาเกือบ 2 สัปดาห์

    สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์
    ทำให้โลกเข้าสู่ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศอีกครั้ง

    ตลาดการเงินทั่วโลกจับตาทุกความเคลื่อนไหว เพราะความขัดแย้งในภูมิภาคนี้ ไม่เพียงเป็นเรื่องการเมือง

    แต่ยังเกี่ยวข้องกับ พลังงานของโลก และทันทีที่สงครามเริ่มขึ้น สินทรัพย์ตัวหนึ่งก็พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง

    นั่นคือ น้ำมัน

    ราคาน้ำมันในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน พุ่งขึ้นไปเกือบ 50% เคยทะยานขึ้นไปแตะระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะย่อลง และกลับมาซื้อขายในกรอบ 90–100 ดอลลาร์

    การเคลื่อนไหวเช่นนี้สะท้อนว่า

    ตลาดกำลังกังวลว่า “พลังงานโลก” อาจเผชิญความเสี่ยงครั้งใหญ่

    แต่ในขณะที่น้ำมันพุ่งแรง ทองคำกลับไม่ได้พุ่งตามอย่างที่คาด

    ความจริงคือ…ทองคำกำลังสู้กับ “ดอลลาร์”

    นพ.กฤชรัตน์ อธิบายว่า ภาพที่เกิดขึ้นในตลาดตอนนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก

    เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ การแข่งขันระหว่าง Safe Haven เมื่อโลกเกิดวิกฤต นักลงทุนมักเลือกถือสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งหลัก ๆ มีอยู่สองอย่าง

    ▪️ทองคำ

    ▪️เงินดอลลาร์

    แต่ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์กลับแข็งค่าขึ้นอย่างชัดเจน และตามกลไกของตลาดโลก

    เมื่อเงินดอลลาร์แข็งค่า ราคาทองคำซึ่งซื้อขายเป็นสกุลดอลลาร์ มักถูกกดดัน

    จึงทำให้แม้จะมีสงคราม ทองคำก็ยังไม่สามารถทะลุขึ้นไปอย่างรุนแรงได้

    ตัวแปรสำคัญที่ตลาดกำลังจับตา : เงินเฟ้อ

    สิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังเฝ้าดูอย่างใกล้ชิดคือ

    เงินเฟ้อ

    ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว มีโอกาสส่งผลต่อเงินเฟ้อทั่วโลก

    แต่ผลกระทบนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นทันที ในเชิงเศรษฐศาสตร์ เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ผลกระทบจะค่อย ๆ ส่งผ่านไปยัง

    ต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง ราคาสินค้า และสุดท้ายคือราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่าย

    กระบวนการนี้มักใช้เวลา ประมาณ 1–2 เดือน

    ดังนั้นตัวเลขเงินเฟ้อที่เราเห็นในตอนนี้ ยังไม่ได้สะท้อนผลของสงคราม ผลจริงอาจเริ่มเห็นชัดในช่วง เดือนพฤษภาคม – มิถุนายน

    ความกังวลใหญ่ของตลาด : เฟดอาจต้องขึ้นดอกเบี้ย

    ก่อนเกิดสงคราม ตลาดการเงินทั่วโลกเคยคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะเริ่ม ลดดอกเบี้ย แต่ถ้าราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง

    เงินเฟ้ออาจกลับมา ซึ่งจะทำให้ ธนาคารกลางสหรัฐ อาจต้อง “ชะลอการลดดอกเบี้ย” หรือแม้กระทั่ง “ขึ้นดอกเบี้ย”

    และนี่คือปัจจัยที่กดดันราคาทองคำ เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ ไม่ได้ให้ดอกเบี้ย

    เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น ทองคำจึงมักเสียเปรียบ

    แต่ระยะยาว ดอลลาร์อาจไม่ได้แข็งตลอด

    แม้ดอลลาร์จะแข็งในระยะสั้น แต่มุมมองของ นพ.กฤชรัตน์ คือ

    โอกาสที่ดอลลาร์จะแข็งแรงต่อเนื่องยาวนาน อาจไม่ได้สูงมากนัก เพราะเศรษฐกิจสหรัฐเองก็เริ่มมีสัญญาณชะลอ

    เช่น

    ▪️ภาคการผลิตที่อ่อนตัว

    ▪️ตลาดแรงงานเริ่มมีสัญญาณเปราะบาง

    ▪️การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง

    ดังนั้นการแข็งค่าของดอลลาร์ในช่วงนี้ อาจเป็นเพียง การเคลื่อนไหวระยะสั้น

    ถ้าสงครามยืดเยื้อ…ทองคำอาจเป็นผู้ชนะ

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ ระยะเวลาของสงคราม

    หากความขัดแย้งสามารถคลี่คลายได้เร็ว ตลาดก็อาจกลับสู่ภาวะปกติ แต่ถ้าสงครามยืดเยื้อเกิน 2 เดือน

    สถานการณ์อาจคล้ายกับ สงครามระหว่าง รัสเซีย และ ยูเครน ซึ่งยืดเยื้อมานานหลายปี

    ในสถานการณ์เช่นนั้น โลกอาจเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า Stagflation คือ เงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจเติบโตช้า และในสภาพแวดล้อมแบบนี้

    ทองคำมักจะ ทำผลงานได้ดีมากในระยะยาว

    Black Swan ที่โลกกลัวที่สุด : น้ำมัน 200 ดอลลาร์

    หนึ่งในเหตุการณ์ที่นักลงทุนทั่วโลกหวาดกลัวที่สุด คือการที่ ช่องแคบฮอร์มุซ อาจถูกปิด

    ช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางสำคัญที่น้ำมันจำนวนมหาศาลของโลกต้องผ่าน

    หากเส้นทางนี้ถูกปิด ราคาน้ำมันอาจพุ่งไปถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ผลกระทบจะรุนแรงมาก

    ▪️เงินเฟ้อทั่วโลกพุ่ง

    ▪️ดอกเบี้ยต้องขึ้น

    ▪️เศรษฐกิจโลกชะลอ

    ▪️ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนหนัก

    เรียกได้ว่า “เศรษฐกิจโลกอาจปั่นป่วนครั้งใหญ่”

    ทำไมทองไทยมักขึ้นแรงกว่าทองโลก

    สำหรับนักลงทุนไทย ราคาทองคำไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาทองโลกเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับ ค่าเงินบาท

    ประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ค่าเงินบาทมักอ่อนค่า และเมื่อเงินบาทอ่อน

    ราคาทองคำในประเทศจะปรับขึ้นแรงกว่าทองคำโลก จึงมีหลายครั้งที่ แม้ทองคำโลกจะปรับตัวลง

    แต่ทองคำไทย กลับไม่ลง หรืออาจปรับขึ้นด้วยซ้ำ

    แนวรับสำคัญของทองคำ

    ในเชิงเทคนิค ระดับที่ตลาดจับตาอยู่มีดังนี้

    ทองคำโลก แนวรับสำคัญ

    ▪️5,050 ดอลลาร์

    ▪️4,850 ดอลลาร์

    Worst Case

    ▪️ประมาณ 4,400 ดอลลาร์

    อย่างไรก็ตาม มุมมองของ นพ.กฤชรัตน์คือ โอกาสที่ราคาจะหลุดระดับต่ำสุดนี้ ค่อนข้างน้อย

    กลยุทธ์ลงทุนในยุคที่โลกผันผวน

    ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง นักลงทุนอาจต้องปรับกลยุทธ์

    จากการ ซื้อแล้วถือยาว มาเป็น การบริหารพอร์ตอย่างยืดหยุ่น

    เช่น พอร์ตระยะสั้น 50–60% พอร์ตระยะยาว 40%

    เพื่อใช้ประโยชน์จากความผันผวนของราคา

    บทสรุป : สงครามเพิ่งเริ่ม เรื่องราวยังไม่จบ

    แม้ทองคำจะยังไม่ได้พุ่งแรงในช่วงแรกของสงคราม แต่ปัจจัยพื้นฐานหลายอย่างกำลังบ่งชี้ว่า

    โลกอาจกำลังเข้าสู่ยุคที่เต็มไปด้วย ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อที่อาจกลับมา และเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

    ในโลกแบบนั้น ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนทั่วโลกจับตา

    เพราะท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญของตลาดการเงินโลกอาจเหลือเพียงข้อเดียว

    ในยุคที่โลกไม่แน่นอน นักลงทุนควรถือ “เงินดอลลาร์” หรือควรถือ “ทองคำ” และคำตอบของคำถามนี้ อาจเป็นสิ่งที่กำหนดทิศทางของตลาดทองคำในอนาคต

    #BusinessTomorrow #GoldMarket #ราคาทอง #SafeHaven #Geopolitics #Stagflation #DollarIndex

    https://www.facebook.com/share/p/1CEnzBQcwd/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,452
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ลูกจ้างไทยตกงานพุ่ง! ปี‘68 เลิกจ้าง 5.3 แสนคน เฉลี่ย 40,000 คน/เดือน ส่วนใหญ่พบกลุ่มอุตฯ การผลิต-ค้าส่ง เซ่นพิษเศรษฐกิจทรุด

    อ่านข่าวต่อ https://www.ejan.co/news/6dansi8oyrmi

    https://www.facebook.com/share/1LRr4v5ZbY/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,452
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วันที่ 13 — อิหร่านเพิ่งข้ามทุก “เส้นแดง” ที่เหลืออยู่
    FB_IMG_1773397083563.jpg
    มีการโจมตีรวม 44 ระลอก และเป้าหมายก็ เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

    ลองดูว่าอิหร่านโจมตีที่ไหนในตอนแรก แล้วดูว่าตอนนี้โจมตีที่ไหน แล้วคุณจะเริ่มกังวลทันที

    เป้าหมายในสัปดาห์ที่ 1:

    วัน 1–3 — ฐานทัพทหารของอิสราเอล

    วัน 4–6 — ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอล + ท่าเรือ

    วัน 7–8 — โครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในอ่าว + เส้นทางเดินเรือ

    เป้าหมายในสัปดาห์ที่ 2:

    วัน 9 — ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด เรือ 1,000 ลำติดค้าง เรือบรรทุกน้ำมันกว่า 200 ลำหยุดชะงัก

    วัน 10 — เรือพลเรือนนอกชายฝั่งอิรักถูกโจมตีด้วยโดรนผิวน้ำไร้คนขับ

    วัน 11 — เมืองของอิสราเอลถูกโจมตีโดยตรง ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเพิ่มขึ้น

    วัน 12 — ขีปนาวุธพิสัยไกลโจมตีบริเวณซาร์ซีร์ (Zarzir) มีผู้บาดเจ็บกว่า 50 คนในภาคเหนือของอิสราเอล

    วัน 13 — ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลใส่ ฐานทัพอากาศอินซิรลิก (Incirlik) ของนาโตในตุรกี

    วันที่ 13 คือวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป นี่คือเหตุผล:

    ฐานทัพอากาศอินซิรลิกเก็บ ระเบิดนิวเคลียร์ของสหรัฐประมาณ 50 ลูก

    อิหร่านเพิ่งยิงขีปนาวุธไปยัง สถานที่เก็บอาวุธนิวเคลียร์ภายในประเทศสมาชิกนาโต

    อ่านประโยคนี้อีกครั้ง

    → สัปดาห์ที่ 1: อิหร่านโจมตีอิสราเอล — เป็นสิ่งที่คาดไว้
    → สัปดาห์ที่ 2: อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ — การยกระดับความขัดแย้ง
    → วันที่ 13: อิหร่านโจมตีนาโตโดยตรง — นี่ไม่ใช่แค่การยกระดับ แต่มันคือ สงครามอีกระดับหนึ่ง

    สิ่งอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา:

    เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln — อิหร่านอ้างว่าได้รับ “ความเสียหายรุนแรง” จากขีปนาวุธและโดรน เพนตากอนไม่ได้ปฏิเสธ
    เครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135 Stratotanker ของสหรัฐ ตกในอิรักตะวันตก หลังการชนกันกลางอากาศ ภาพถ่ายแสดงความเสียหายที่ส่วนหาง
    เพนตากอนยอมรับว่าพวกเขา ประเมินความตั้งใจของอิหร่านในการปิดช่องแคบฮอร์มุซต่ำเกินไปอย่างมาก
    สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ — 400 ล้านบาร์เรล
    สหรัฐปล่อยน้ำมันจาก คลังสำรองปิโตรเลียมยุทธศาสตร์ 172 ล้านบาร์เรล ทำให้ระดับสำรองต่ำที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1980
    ทหารฝรั่งเศสเสียชีวิต — เป็น การเสียชีวิตของทหารนาโตครั้งแรกในสงครามนี้
    ไซเรนเตือนภัยทางอากาศดังใน บาห์เรน — สงครามกำลังขยายไปยังประเทศในอ่าวทั้งหมด

    รูปแบบในช่วงวัน 1–8:
    เพิ่มกำลังโจมตี → หยุด → เตรียมกำลังใหม่

    รูปแบบในช่วงวัน 9–13:
    ยกระดับ → ขยายพื้นที่ → โจมตีประเทศใหม่

    อิหร่าน ไม่ได้กำลังหมดกำลัง
    อิหร่าน ไม่ได้ชะลอตัว
    อิหร่านกำลัง เปิดแนวรบใหม่ทุก ๆ 48 ชั่วโมง

    เริ่มจากอิสราเอล
    ต่อด้วยประเทศอ่าว
    จากนั้นเส้นทางเดินเรือ
    และตอนนี้คือ นาโต

    วันที่เลวร้ายที่สุดอาจยังมาไม่ถึง.
    https://x.com/pati_marins64/status/2032293814971269506

    https://www.facebook.com/share/18Y6LSNjD9/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,452
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศสบอกว่า ฝรั่งเศสไม่มีเงินแล้ว ต้องเรียนรู้การออมจากประเทศอื่น
    ความจริง คือว่าปล้นประเทศอื่นไม่ถนัดมือเหมือนในอดีตมากกว่า

    FB_IMG_1773397213598.jpg

    https://www.facebook.com/share/p/1CaqUkzzRt/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,452
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จีนมีกุญแจสำคัญที่จะพลิกเกมปิโตรเคมี ท่ามกลางวิกฤติสงคราม ด้วยถ่านหิน!?
    1.) น่าจะเห็นข่าวกันแล้ว ตอนนี้ปิโตรเคมีไทยลำบาก แล้วกระทบเป็นห่วงโซ่ เพราะเป็นซัพพลายเออร์ให้อุตสาหกรรมต่างๆ ที่ใช้พลาสติก เช่น ธุรกิจผลิตอาหารก็ร้องระงมแล้ว เพราะขาดฟิล์ม มันก็แพ็คขายไม่ได้ เป็นต้น

    2.) ปิโตรเคมีส่วนใหญ่ใช้ "แนฟทา" เป็นฟีดในการผลิต
    ซึ่งเราอาจจะคุ้นกับเบนซิน ดีเซลมากกว่า แต่แนฟทาก็เป็นน้ำมันสำเร็จรูปเหมือนกัน
    (จริงๆ ผลิตเบนซิน ก็ต้องมีแนฟทามาเบลนด์)

    3.) รู้ไหมครับท่าน เมื่อคิดเป็นสัดส่วนแล้ว ว่าส่งออกจากตะวันออกกลางน่ะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ เทียบกับการค้าที่ flow ทางทะเลทั่วโลก
    ผลิตภัณฑ์น้ำมันที่กระทบสุด ก็ "แนฟทา" เนี่ยแหละ!!!!!
    เกิน 30% เชียว!

    ประสบปัญหาทั้งของขาด ของแพง ดังนั้น ปิโตรเคมีกระอัก

    4.) ราวสิบปีก่อน มันมีนวัตกรรม Coal-to-Chemical
    แทนที่จะใช้แนฟทาหรืออีเทน ก็ใช้ "ถ่านหิน"
    ซึ่งมันถือเป็นท่ายาก ท่าพิสดาร และที่มุ่งทางนี้ก็เห็นมีแต่ซาอุฯ กับจีน
    ใช่ครับท่าน ถ่านหินมันถูกกว่าฟีดอย่างอื่นมาก แบบนี้มาร์จิ้นสูงลิบลิ่ว
    แต่ลงทุนทำโรงงานแหวกโลกแบบนี้มันต้องทุ่มมหาศาล และเวิร์กไม่เวิร์กก็ยังไม่ค่อยรู้

    จีนทำ

    5.) ทีแรก ก็มีมองกันว่าไอ้เทคโนโลยีนี้อาจพลิกโลก เพราะถ่านหินมันก็ถูกกว่าน้ำมันและก๊าซมากอยู่ แล้วมันก็มีช่วงที่ปิโตรเคมีดีมาก
    เอาของถูกมากๆ มาผลิตเป็นของค่อนข้างแพง ช่างหอมหวานกระไรปานนั้น

    ทำไปทำมา น้ำมันกับก๊าซมันไม่แพงเท่าไหร่ ขณะที่เศรษฐกิจโลกบักโกรก ปิโตรเคมีก็ตกต่ำดำดิ่ง มาร์จิ้นไม่สวย
    และใช้ถ่านหินก็ไม่ช่วยเท่าไหร่

    6.) สงครามตะวันออกกลาง ทำเอาเกมเปลี่ยน!!!!!
    ตะวันออกกลางส่งออกน้ำมัน ส่งออกก๊าซ ส่งออกปุ๋ย ฯลฯ
    เผอิญไม่ได้ส่งออกถ่านหิน!!!

    จริงอยู่ ถ่านหินก็ราคาพุ่ง เพราะมันก็ตามน้ำมันและก๊าซ
    แต่ของมันมีไง ของแพงแต่ของไม่ขาด หาได้

    จีนมีโรง Coal-to-Chemical อยู่แล้ว ก็เสร็จเลย
    เปลี่ยนถ่านหินเป็นปิโตรเคมีได้!

    7.) ถ้าราคาน้ำมันดิบ 60-70 ดอลลาร์/บาร์เรลเนี่ย breakeven มันปริ่ม
    (* to-Olefin ได้อยู่ แต่ถ้า to-Liquid นี่ก้ำกึ่ง)
    แต่ถ้าน้ำมันดิบบินไประดับ 90-100 ดอลลาร์/บาร์เรลแล้ว ก็ไม่ต้องคำนวณละ
    เหลือๆ เลย! ฉีก breakeven กระจุย!

    จีนมี capacity อยู่มากทีเดียว ทั้ง to-Methanol และ to-Olefin
    ตอนนี้ก็เดินเครื่องเร่งเครื่องสุดๆ อย่างไม่ต้องสงสัย

    โลกเกิดอะไรขึ้นมา ยังพึ่งพา "ถ่านหิน" ได้
    ส่วนเรื่องลดโลกร้อน ก็ขยิบตาไว้ก่อนละกัน
    (ยังไงก็ตาม มันก็มีบางโรงที่ติดตั้ง CCUS ดักจับและฝังกลบคาร์บอนได้)

    อย่าเพิ่งเมินของเก่าที่เหมือนหมดยุค
    บางครั้ง มันเป็น "จุดเปลี่ยน" ในยามยาก
    https://www.facebook.com/share/p/1DCBMXSDhz/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,452
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วิกฤตใหม่ เมื่อปานามา “ยึดท่าเรือจีน”...จีนก็ “ปิดก๊อกเงิน” ตอบโต้
    ศาลสูงสุดปานามาตัดสินเมื่อปลายกุมภาพันธ์ว่า สัญญาสัมปทาน 50 ปี (ตั้งแต่ปี 1997 และต่ออายุถึง 2047) ที่มอบให้ CK Hutchison (บริษัทฮ่องกง) บริหารท่าเรือ Balboa และ Cristóbal (สองท่าเรือสำคัญที่สุดฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของคลองปานามา) เป็นการ “ขัดรัฐธรรมนูญ”
    รัฐบาลปานามาจึงยึดท่าเรือทั้งสองคืนทันที และมอบให้ Maersk (บริหาร Balboa) กับ MSC (บริหาร Cristóbal) ชั่วคราว

    แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ “บทเรียนราคาแพง” แบบเรียลไทม์ของปานามา

    จีนไม่พูดเยอะ แต่ลงมือทันที
    วันที่ 10 มีนาคม :.กระทรวงคมนาคมจีนเรียกผู้บริหาร Maersk และ MSC เข้าพบ “หารือด่วน” (คำแปลทางการทูตของ “มาเจอกันหน่อย เรามีเรื่องจะคุย”)
    วันที่ 11 มีนาคม : COSCO Shipping (ผู้ใช้คลองปานามารายใหญ่อันดับ 2 คิดเป็น ~20% ของปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ และสร้างรายได้ค่าผ่านทางให้ปานามาเกือบ 30%) ประกาศหยุดใช้ท่า Balboa ทันที และเริ่มเปลี่ยนเส้นทางตู้เปล่า (empty containers) ไปที่อื่น

    ผลกระทบทันที : ปานามาเสียค่าผ่านทางวันละ ~80,000 ดอลลาร์จาก COSCO และนี้แค่เพียงรายเดียว ถ้าสายเรืออื่นตาม (รวม COSCO เองที่เป็นลูกค้ารายใหญ่สุด) คลองปานามาอาจ “เลือดไหล” หลักล้านดอลลาร์ต่อวันภายในสัปดาห์เดียว

    CK Hutchison ฟ้องกลับเต็มสูบ
    บริษัทแม่ของ Hutchison Ports ยื่นข้อพิพาทต่อ ICC (International Chamber of Commerce) ทันที เรียกร้องค่าชดเชยอย่างน้อย 2 พันล้านดอลลาร์ (รวมมูลค่าสัญญาที่เหลือ 20+ ปี กำไรที่หายไป และความเสียหายอื่น ๆ) หากแพ้คดีตามรูปแบบ investor-state dispute settlement (ISDS)

    ปานามาอาจถูกยึดทรัพย์สินในต่างประเทศหลายแห่งตามอนุสัญญานิวยอร์ก

    วันที่ 12 มีนาคม : สื่อปานามาตื่นตัวหนัก หนังสือพิมพ์ La Estrella de Panamá (12 มี.ค.) ลงพาดหัวว่า “การถอนตัวของ COSCO อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตโลจิสติกส์คลองปานามา”
    หอการค้าปานามาและสมาคมธุรกิจเตือนว่าปริมาณตู้คอนเทนเนอร์และการถ่ายลำ (transshipment) อาจลดลงรุนแรงในปีหน้า แม้ตอนนี้ยังมี inertia จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ยังไม่แพงมาก

    บทเรียนที่ปานามาเพิ่งเจอ
    ปานามาเลือกข้างสหรัฐฯ อย่างชัดเจน (ภายใต้แรงกดดันจากวาทกรรม “จีนควบคุมคลอง” ในยุคทรัมป์) โดยละเมิดสัญญาที่มั่นคงมานานกว่า 25 ปี ยึดทรัพย์สินที่ถูกต้องตามกฎหมายของบริษัทจีน... แล้วคาดหวังว่าไม่มีผลตอบแทนจากโลกการค้าใหญ่สุดอย่างจีนเหรอ?

    จีนมีเครื่องมือครบ:
    - หยุดใช้ท่าเรือ
    - เปลี่ยนเส้นทางตู้คอนเทนเนอร์
    - ตรวจสอบการส่งออกอย่างเข้มงวด (อาจชะลอสินค้าปานามา)
    - ฟ้อง ISDS ผ่านบริษัทลูก
    - ลดการท่องเที่ยวจีน (ปีละ 180,000+ คน สร้างรายได้เกือบ 300 ล้านดอลลาร์)

    ปานามาส่งออกไปจีนถึง 39% ของทั้งหมด (ส่วนใหญ่เป็นกาแฟ กล้วย อาหารทะเล) และจีนเป็น “เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง” (wealth god) ของปานามามากกว่าคลองเสียอีก คลองคิดเป็นแค่ 1.5% ของการค้าจีนทั้งหมด แต่สำหรับปานามา จีนคือตลาดใหญ่ที่แทนที่ไม่ได้

    สรุปแบบตรง ๆ
    ปานามาเลือกข้างสหรัฐฯ ในสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ยึดท่าเรือบริษัทจีน แล้วคิดว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น?
    ตอนนี้จีนแค่ “ขยับนิ้ว” เล็กน้อย ปานามาก็เลือดไหลแล้ว
    นี่คือภาพสะท้อนชัด ๆ ว่า ในเกมมหาอำนาจ การเลือกข้างผิดฝั่งอาจทำให้ชาติเล็ก ๆ กลายเป็น “ความเสียหายรอง” (collateral damage) ได้อย่างรวดเร็ว

    13 มีนาคม 2569 : คัดข่าว / หาดใหญ่

    ที่มา : TLDR News Global, Reuters, Bloomberg, La Estrella de Panamá, Canal de Panamá Authority, USTR statements, China Ministry of Transport

    #ปานามา #คลองปานามา #CKHutchison #จีน #สหรัฐฯ #Geopolitics #TradeWar
    https://www.facebook.com/share/1AK3GyXujz/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,452
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อิสราเอลกำลัง “ติดพัน” หนักกับสงครามอิหร่าน... จังหวะนี้เอง อียิปต์ “ขยับตัว” ในไซนายอย่างเงียบ ๆ

    ข่าวจากสื่ออิสราเอล (Channel 12, Ynet, Jerusalem Post – 10 มี.ค. 2569)ทางการอิสราเอลรายงานว่าอียิปต์กำลังเพิ่มกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ในคาบสมุทรไซนายอย่างต่อเนื่องและเงียบ ๆ โดยเฉพาะในเขตกันชนปลอดทหาร (buffer zone) ตามสนธิสัญญาสันติภาพอียิปต์-อิสราเอล ปี 1979 ซึ่งกำหนดให้พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเขตปลอดอาวุธหนักและมีกำลังจำกัด

    สิ่งที่พบในปัจจุบัน:
    - เพิ่มกำลังทหารอียิปต์ในเขต C และ D (เขตกันชนใกล้ชายแดนกาซาและชายแดนอิสราเอล) มากกว่าที่สนธิสัญญาอนุญาต
    - สร้างฐานทัพใหม่ ถนนยุทธศาสตร์ เสาไฟฟ้าและระบบสื่อสารที่ดูเหมือน “ฐานทัพถาวร” มากกว่าแค่จุดตรวจ
    - นำรถถัง รถเกราะล้อยาง ปืนใหญ่สนาม และระบบป้องกันภัยทางอากาศเข้าไปเพิ่มจำนวนมาก
    - มีการฝึกซ้อมรบขนาดใหญ่ในพื้นที่ใกล้ชายแดนอิสราเอลบ่อยขึ้น

    ทำไมอียิปต์ขยับตอนนี้?

    อิสราเอลกำลัง “แบ่งกำลังเต็มมือ” กับแนวรบอิหร่าน (ทั้งการโจมตีทางอากาศ การป้องกันโดรน/ขีปนาวุธ และการเตรียมการรบทางบกหากลุกลาม) ทำให้แนวรบด้านใต้ (ไซนาย-กาซา) ได้รับความสนใจและลเกำลังพลน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

    ช่วงเวลานี้จึงเป็น “จังหวะทอง” สำหรับอียิปต์ที่จะ
    - เสริมกำลังในไซนายโดยที่อิสราเอล “ไม่สะดวกส่งกำลังเพิ่ม” ไปดูแลเต็มที่
    - สร้าง “ความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว” (facts on the ground) ให้กลายเป็นฐานที่มั่นถาวร ก่อนที่อิสราเอลจะมีเวลาตอบโต้หนัก
    - แสดงจุดยืนว่า “ไซนายไม่ใช่เขตปลอดทหารอีกต่อไป” หากสถานการณ์ในกาซาหรือชายแดนยังตึงเครียด

    อิสราเอลตอบโต้ยังไง?

    จนถึงตอนนี้ยังเป็นการ “เฝ้าระวังและประท้วงทางการทูต” ผ่านช่องทางสหรัฐฯ และอียิปต์โดยตรง แต่ยังไม่มีการเคลื่อนกำลังตอบโต้ใหญ่โต เพราะแนวรบหลักอยู่ที่อิหร่านและเลบานอน หากอียิปต์เดินหน้าต่อ อิสราเอลอาจต้องเลือก “แบ่งกำลัง” หรือยอมรับ “ความจริงใหม่” ในไซนาย

    สรุปแบบตรง ๆ

    ขณะที่อิสราเอล “ตาไม่กระพริบ” อยู่กับอิหร่าน อียิปต์ใช้จังหวะนี้ “ขยับตัว” ในไซนายแบบเงียบแต่หนักแน่น
    นี่ไม่ใช่แค่การเสริมกำลังธรรมดา แต่เป็นการวางหมากเพื่อเปลี่ยนสมดุลอำนาจในคาบสมุทรไซนายไปตลอดกาล หากอิสราเอลไม่ตอบโต้เร็วพอ ภาพเก่า “ไซนายปลอดทหาร” อาจกลายเป็นแค่ประวัติศาสตร์

    13 มีนาคม 2569 : คัดข่าว / หาดใหญ่

    ที่มา : Channel 12 Israel, Ynet, Jerusalem Post, Al-Monitor, Middle East Eye, Egyptian state media (cross-reference), Reuters

    #ไซนาย #อียิปต์ #อิสราเอล #สนธิสัญญาสันติภาพ1979 #Geopolitics

    https://www.facebook.com/share/p/18U8qksARL/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,452
    ค่าพลัง:
    +97,153
    พร้อมปะทะรอบ 3 “เขมร” ติดตั้งระบบเสาสัญญาณต่อต้านโดรน บนเขาพระวิหาร

    - ภาพใต้คอมเม้นต์ -
    FB_IMG_1773407493073.jpg FB_IMG_1773407497705.jpg
    https://www.facebook.com/share/1JjnF8ZKHr/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,452
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วน! ปธน.ทรัมป์กล่าว สัปดาห์หน้าสหรัฐจะโจมตีอิหร่านหนักมาก รัฐมนตรีกลาโหมแถลงผู้นำสูงสุดอิหร่าน นายคาเมเนอีบาดเจ็บ-เสียโฉม สหรัฐเดินตามแผนชนะ ทำลาย ลดศักยภาพทหารอิหร่านรวดเร็วที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน BTimes

    https://www.facebook.com/share/1CSK1TQvqq/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,452
    ค่าพลัง:
    +97,153
    20.40 น.ซาอุฯ ประกาศลดกำลังผลิตน้ำมันดิบลงมากถึงวันละ 2 ล้านบาร์เรล หรือ 20% จากปกติ 10 ล้านบาร์เรล หลังปิดแหล่งขุดเจาะน้ำมันดิบใหญ่ 2 แห่ง เหตุอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุส BTimes

    https://www.facebook.com/share/1AuhkoSYqw/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,452
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ปั๊มบางจาก แจ้งปริมาณน้ำมันยังมีเพียงพอ แต่เพื่อให้บริการได้อย่างทั่วถึงระยะยาว จึงขอความร่วมมือ จำกัดการเติมน้ำมันรถ 4 ล้อ ไม่เกิน 700 บาท/คัน/วัน ส่วนรถ 6 ล้อขึ้นไม่เกิน 3,000 บาท/คัน/วัน และงดเติมน้ำมันใส่ภาชนะบรรจุ (ยกเว้นเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่มีความจำเป็นต้องนำภาชนะบรรจุมาเติมน้ำมัน ไม่เกิน 3,000 บาท/คัน/วัน) #สำนักข่าววันนิวส์

    https://www.facebook.com/share/1DmnqE2Fnw/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,452
    ค่าพลัง:
    +97,153
    พูดถึงน้ำมันที่อิหร่านยังคงส่งออกไปจีนได้อย่างต่อเนื่อง ถ้าเกิดสหรัฐฯ จะสกัดเรือบรรทุกน้ำมันเหล่านี้จริง ๆ ผมก็เชื่อว่าจีนคงจะไม่ยกกองเรือรบมาปะทะกับสหรัฐฯ ถึงในมหาสมุทรอินเดียหรืออ่าวเปอร์เซียหรอกครับ แต่ปัญหาคือ ...

    ที่ผ่านมาจีนนำเข้าน้ำมันจำนวนมากจากอิหร่านอยู่แล้ว จุดประสงค์หนึ่งที่สหรัฐฯ บุกอิหร่านก็เพื่อควบคุมซัพพลายเออร์น้ำมันของจีน ทำนองเดียวกับที่บุกเวเนซุเอลาก่อนหน้านี้ ดังนั้นน้ำมันที่อิหร่านส่งออกให้จีนอยู่ตอนนี้ก็น่าจะเป็นน้ำมันที่จีนนำเข้าจากอิหร่านเป็นปกติอยู่แล้ว

    ทีนี้ถ้าเกิดสหรัฐฯ ไปสกัดเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านทำให้น้ำมันส่วนนี้หายไป จีนก็จะต้องมาแย่งน้ำมันที่เหลืออยู่ในตลาดโลกกับประเทศอื่น ๆ ราคาน้ำมันก็จะพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก เพราะอุปสงค์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากความต้องการของจีน และถ้าจำเป็นจริง ๆ จีนก็คงพร้อมใช้เงินแก้ปัญหา กว้านซื้อน้ำมันให้เพียงพอกับความต้องการของตนเอง ความเดือดร้อนก็จะตกอยู่กับประเทศที่ไม่มีเงินมากพอจะไปกว้านซื้อน้ำมันแข่งกับจีนหรือประเทศร่ำรวยอื่น ๆ ได้ครับ

    นี่คือเหตุผลที่ไม่ควรไปสกัดเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่ส่งออกน้ำมันให้จีนครับ เพื่อไม่ให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น เพื่อไม่ให้มีอุปสงค์จากจีนเข้ามาแย่งส่วนแบ่งน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มเติมอีก

    สวัสดี

    12.03.2026

    https://www.facebook.com/share/1ZvEMmRXsx/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,452
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ถ้าบอกว่า สงครามตะวันออกกลาง ระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน จะกลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เปลี่ยนระเบียบโลกหลังจากนี้ไปอย่างสิ้นเชิง

    ผมว่า หลายคนคงเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้นะครับ

    แต่รู้กันไหมครับ ว่า ถ้าเรารวมตลาดหุ้นทุกตลาดให้กลายเป็นดัชนีหุ้นโลกหุ ณ ตอนนี้ที่ผมนั่งพิมพ์บทความนี้อยู่ ตลาดหุ้นโลกปรับตัวลงเพียงประมาณ 4% จากจุดสูงสุด แค่เท่านั้น

    ----------------------------

    ผมย้อนสถิติในอดีตให้ดูเป็นช่วงๆเลย

    ️ ยุค 1980s: วิกฤตเงินเฟ้อและวันจันทร์ทมิฬ
    1980-1982 (วิกฤตเงินเฟ้อและน้ำมันรอบสอง): Paul Volcker ประธาน Fed ในขณะนั้น ต้องขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปถึง 20% เพื่อปราบเงินเฟ้อที่พุ่งสูงจากการปฏิวัติอิหร่าน ส่งผลให้เศรษฐกิจถดถอยและตลาดหุ้นปรับตัวลงราว -27%

    1987 (Black Monday): เหตุการณ์ตลาดหุ้นถล่มทั่วโลกในวันเดียวจากระบบคอมพิวเตอร์เทรดดิ้ง (Program Trading) โดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายมารองรับชัดเจน ตลาดดิ่งลงในปีนั้นราว -33%

    1990s: สงครามและวิกฤตค่าเงิน
    วิกฤตอ่าวเปอร์เซีย - Gulf War: อิรักบุกคูเวต ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (คล้ายกับความกังวลในปัจจุบัน) นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยสั้นๆ ตลาดหุ้นปรับตัวลงราว -20% จากจุดสูงสุด

    1997-1998 (วิกฤตต้มยำกุ้งของไทย, รัสเซียเบี้ยวหนี้ และ LTCM): เริ่มจากเอเชีย ลามไปรัสเซีย จนทำให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์ยักษ์ใหญ่ LTCM ของสหรัฐฯ เกือบล้มละลาย ตลาดโลกปรับฐานลงราว -19%

    2000s: ฟองสบู่และวิกฤตการเงินครั้งใหญ่
    2000-2002 (ฟองสบู่ dotcom & เหตุการณ์ 9/11): หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่แพงเกินจริง สุดท้ายราคาก็พังทลายลง ซ้ำเติมด้วยเหตุการณ์ก่อการร้าย ตลาดเข้าสู่ภาวะหมี (Bear Market) ยาวนานและร่วงลงถึง -49%

    2007-2009 (Subprime Crisis - GFC): วิกฤตอสังหาริมทรัพย์และระบบสถาบันการเงินของสหรัฐฯ ที่ลุกลามไปทั่วโลก นี่คือวิกฤตที่หนักที่สุดนับตั้งแต่ Great Depression ตลาดหุ้นโลกดิ่งเหวถึง -57%

    2010s: หนี้รัฐบาล และสงครามการค้า
    2011 (วิกฤตหนี้ยุโรป & สหรัฐฯ ถูกลดความน่าเชื่อถือ): ความกังวลว่าประเทศในกลุ่ม PIIGS (เช่น กรีซ) จะผิดนัดชำระหนี้ ประกอบกับ S&P หั่นเครดิตเรตติ้งของสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก ตลาดร่วงลงราว -19%

    2018 (สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน & Fed ขึ้นดอกเบี้ย): ความตึงเครียดด้านภาษีระหว่างทรัมป์และจีน บวกกับความกังวลเรื่องนโยบายการเงินที่ตึงตัว ตลาดเทขายช่วงปลายปีจนติดลบไปราว -19.8%

    2020s: โรคระบาด, เงินเฟ้อ และภูมิรัฐศาสตร์
    2020 (วิกฤต COVID-19): การล็อกดาวน์ทั่วโลกทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักกะทันหัน ตลาดหุ้นดิ่งลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ราว -34% (แต่ก็ฟื้นตัวเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์เช่นกัน)

    2022 (วิกฤตเงินเฟ้อ & สงครามรัสเซีย-ยูเครน): เงินเฟ้อพุ่งสูงสุดในรอบ 40 ปี ทำให้ Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว ประกอบกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่สร้าง Energy Shock ตลาดหุ้นปรับตัวลงราว -25%

    เห็นสถิติในอดีตแล้ว ตั้งคำถามเหมือนผมไหมครับ

    ทำไมตลาดหุ้นโลก ยังแข็งแกร่งได้ขนาดนี้?

    ----------------------------

    ตลาดหุ้นแข็งแกร่งกว่าที่คาดเพราะ "Trump Put" ครับ

    Trump Put เป็นศัพท์แสลงที่หมายถึงความเชื่อของนักลงทุนว่ารัฐบาลทรัมป์ สุดท้ายแล้ว จะออกนโยบายเพื่อพยุงตลาดหุ้นหรือเศรษฐกิจในยามวิกฤต

    สังเกตได้จาก การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบเข้าใกล้ระดับ $120 ก่อนจะย่อตัวลง เมื่อทรัมป์ส่งสัญญาณว่า ความขัดแย้งน่าจะจบลงเร็ว ถึงแม้ ปลายสัปดาห์ ราคาน้ำมัน Brent ดีดกลับขึ้นมาใกล้ทดสอบ $100 ดอลลาร์อีกครั้งจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยังยืดเยื้อ

    ดัชนีวัดความเชื่อมั่นนักลงทุนรายย่อย (AAII bull-bear index) ชี้ให้เห็นว่าความมั่นใจของนักลงทุนลดลงบ้าง แต่ยังไม่มีอาการ Panic อย่างที่เรามักพบในภาวะตลาดเทขายรุนแรงในอดีตครับ

    ----------------------------

    แล้วกระแสเงินทุน มีการโยกย้ายไหม?

    เริ่มมีสัญญาณความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อสูง (Stagflation) ซ่อนอยู่เหมือนกันครับ

    เราเริ่มเห็นหุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclicals) เช่น ธนาคาร วัสดุก่อสร้าง และสินค้าอุปโภคบริโภค มี Performance ที่แย่กว่าตลาด

    ในขณะที่หุ้นกลุ่ม Defensives และกลุ่มที่อิงกับพลังงาน เช่น พลังงาน สาธารณูปโภค และ Healthcare สามารถทำผลงานได้ดีกว่าดัชนีในภาพรวม

    และอีกสัญญาณที่น่าจับตา ก็คือ มีกระแสเงินทุนไหลย้ายกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และลดสัดส่วนการลงทุนในยุโรปและตลาดเกิดใหม่ รวมเอเชียด้วย เพราะ นักลงทุน อาจคิดว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ถ้ายืดเยื้อ จะกระทบกับสหรัฐฯ น้อยกว่าที่อื่นครับ

    ----------------------------

    แล้วตลาดหุ้น จะปรับฐานลงได้อีกไหม เห็นสถิติวิกฤตในอดีตแล้วน่าห่วง

    ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือ "ระยะเวลา" ของความขัดแย้งครับ และ สำคัญรองลงมา ก็คือ เราต้องติดตาม ทิศทางราคาน้ำมัน

    ยิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันยิ่งเผชิญแรงกดดันขาขึ้น ซึ่งจะกระทบทั้งอัตราเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยตรง

    ปัจจุบัน ตลาดหุ้นและราคาน้ำมันมีความสัมพันธ์แบบผกผัน (Negative Correlation) อย่างชัดเจน

    ในอดีตที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจะเริ่มมีเสถียรภาพในช่วงที่เกิดวิกฤตอุปทานน้ำมันชะงักงันได้ ก็ต่อเมื่อ "ราคาน้ำมันได้ผ่านจุดสูงสุด" ไปแล้วเท่านั้น

    ดังนั้น ถ้าราคาน้ำมันยังคงทรงตัวในระดับสูงหรือปรับตัวขึ้นต่อ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนใน "Trump Put" อาจสั่นคลอน และแรงขายจะเริ่มตามมาเป็นลำดับถัดไป

    ----------------------------

    นักลงทุน ควรทำอย่างไรดี?

    ผม ตั้งข้อสังเกตุว่า ตลาดอาจกำลังอยู่ในภาวะชะล่าใจมากเกินไปกับความเสี่ยงตรงช่องแคบฮอร์มุซตอนนี้ครับ

    และการที่ตลาดหุ้นโลกปรับฐานลงมาเพียง 4% แสดงว่าตลาดยังไม่ได้ Price-in ความเสี่ยงหากน้ำมันทะยานเหนือ $100 เป็นเวลานาน

    และถ้าหาก "Trump Put" ไม่ทำงานอย่างที่คาดหวัง อาจทำให้เกิดแรงเทขายรุนแรงตามมาก็ได้

    ในแง่พอร์ตการลงทุน ลองพิจารณาหาเกราะป้องกันจากภาวะเงินเฟ้อ ที่จะกลับมาเร็วๆนี้นะครับ

    แล้วคุณคิดว่าตลาดจะร่วงลงมาอีกไหม ลึกแค่ไหน? คอมเมนต์บอกกันหน่อยครับ

    Mr.Messenger รายงาน

    https://www.facebook.com/share/17AJoZNAUw/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,452
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “ทำไมสหรัฐถึงเปิดสงคราม…ทั้งที่ ‘ไม่ควรเปิด’ ? เบื้องหลังเกมอำนาจโลก ที่อาจลากสงครามตะวันออกกลางให้ยาวกว่าที่โลกคิด”

    ท่ามกลางสถานการณ์ที่โลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อ การปะทะกันระหว่าง สหรัฐ–อิสราเอล และ อิหร่าน ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น

    รายงานการโจมตีเกิดขึ้นแทบทุกวัน
    สหรัฐและอิสราเอลยังคงเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีในกรุงเตหะราน
    ขณะที่อิหร่านก็ตอบโต้กลับอย่างหนักไปยังอิสราเอล ฐานทัพสหรัฐ และโครงสร้างพลังงานในตะวันออกกลาง

    แม้ฝ่ายสหรัฐจะประกาศว่า
    ได้ทำลายศักยภาพทางทหารของอิหร่านไปแล้วกว่า 90%
    และคาดว่าปฏิบัติการจะจบภายใน 4–5 สัปดาห์

    แต่อีกด้านหนึ่ง อิหร่านกลับยืนยันชัดเจนว่า

    “จะสู้ต่อ และจะไม่เจรจา”

    คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นทันที

    นี่คือสงครามที่จะจบเร็ว…หรือกำลังจะกลายเป็นสงครามยืดเยื้อครั้งใหม่ของโลก ?

    จากบทสัมภาษณ์ในรายการ Business Tomorrow กัปตันประพัฒ เมธีพงษ์ชัย ผู้ร่วมก่อตั้ง ช่อง Youtube DB ซัวเถา เมื่อ วันศุกร์ที่ 6 มี.ค. 2569 และมุมมองของเขา…อาจทำให้หลายคนมองสงครามครั้งนี้ ต่างไปจากเดิม

    —————
    1) “สงครามที่ไม่สมเหตุสมผล” – ทำไมสหรัฐถึงบุกอิหร่านตอนนี้?
    :
    กัปตันประพัฒเริ่มต้นด้วยประโยคที่ชวนคิดทันที

    “ถ้ามองตามเหตุผลทางยุทธศาสตร์…นี่ไม่ใช่จังหวะที่อเมริกาควรบุกอิหร่านเลย”

    เพราะในมุมของเขา ไม่ว่ามองจากด้านใด ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง หรือการทหาร

    สงครามครั้งนี้แทบไม่มีผลประโยชน์โดยตรงต่อสหรัฐ

    สหรัฐยังไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับสงครามยืดเยื้อ กระทรวงกลาโหมเองก็เคยออกมายอมรับว่า

    คลังอาวุธจำนวนมากยังไม่พร้อมสำหรับสงครามขนาดใหญ่

    แต่คำถามคือ ถ้าไม่สมเหตุสมผล…แล้วทำไมจึงเกิดขึ้น ?

    —————
    2) เงาของการเมืองสหรัฐ: “สงครามกับคะแนนเสียง”
    :
    หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กัปตันชี้ให้เห็นคือ

    การเมืองภายในของสหรัฐ

    ในปีนี้ สหรัฐกำลังจะเผชิญกับ การเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election)

    พรรครีพับลิกันกำลังครองเสียงข้างมากในสภา และล่าสุดมีรายงานว่า สภาสหรัฐอนุมัติให้ดำเนินสงครามต่อ

    แต่คำถามใหญ่คือ สงครามแบบนี้จะช่วยคะแนนเสียงจริงหรือไม่ ?

    กัปตันมองว่า

    “ถ้าทรัมป์จะได้คะแนนเสียงจากสงคราม เขาต้องชนะเร็ว และชนะเด็ดขาด”

    แต่ในความเป็นจริง สงครามกับอิหร่าน แทบไม่มีทางจบเร็ว เพราะประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์มาแล้ว

    ▪️สหรัฐบุกเวียดนาม → ถอนทัพ

    ▪️สหรัฐบุกอัฟกานิสถาน → ถอนทัพ

    ▪️สหรัฐบุกอิรัก → ถอนทัพ

    ▪️สหรัฐบุกลิเบีย → ถอนทัพ

    คำถามจึงกลับมาอีกครั้ง แล้วทำไมถึงยังเปิดสงคราม ?

    —————
    3) อีกด้านของเกม: การเมืองในอิสราเอล
    :
    ขณะเดียวกัน ภายในอิสราเอลเองก็มีแรงกดดันมหาศาล

    นายกรัฐมนตรี Benjamin Netanyahu กำลังเผชิญปัญหาหลายด้าน

    ▪️คะแนนนิยมลดลง

    ▪️คดีคอร์รัปชัน

    ▪️ความเสี่ยงรัฐบาลล่ม หากงบประมาณไม่ผ่านสภา

    ตามกฎหมาย หากงบไม่ผ่านภายในสิ้นเดือนมีนาคม รัฐบาลอาจถูกยุบ และต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 90 วัน

    ดังนั้น ในมุมมองของกัปตัน สงครามอาจกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพราะเมื่อประเทศเข้าสู่สงคราม แรงกดดันภายในมักถูกแทนที่ด้วยความเป็นหนึ่งเดียวของชาติ และหากอิสราเอลชนะ Netanyahu อาจกลายเป็น “ฮีโร่สงคราม”

    —————
    4) ศัตรูที่เตรียมตัวมา 20 ปี
    :
    สิ่งที่กัปตันเน้นย้ำมากที่สุดคือ

    อิหร่านเตรียมตัวสำหรับสงครามนี้มานานแล้ว มากกว่า 20 ปี

    พวกเขาเชื่อมาตลอดว่า วันหนึ่งจะต้องเผชิญหน้ากับสหรัฐและอิสราเอล จึงเตรียมยุทธศาสตร์ไว้สองระดับ

    ระยะสั้น ใช้ยุทธวิธี “ของถูกสู้ของแพง”

    เช่น

    ▪️ส่งโดรนจำนวนมาก

    ▪️ยิงจรวดราคาถูกเป็นร้อยลูก

    เพื่อบังคับให้ระบบป้องกันของอิสราเอลต้องยิงสกัด

    ระบบอย่าง Iron Dome หรือ David's Sling

    มีต้นทุนสูงมาก ดังนั้น หากยิงจรวดจำนวนมากพอ ระบบป้องกันก็อาจล้าและพังได้

    —————
    5) สงครามรูปแบบใหม่: Hybrid Warfare
    :
    นอกจากการยิงจรวด อิหร่านยังใช้สิ่งที่เรียกว่า Hybrid Warfare หรือสงครามหลายมิติ

    เช่น

    ▪️สงครามไซเบอร์

    ▪️สงครามอิเล็กทรอนิกส์

    ▪️การโจมตีโครงสร้างพลังงาน

    อิหร่านยังได้รับเทคโนโลยีบางส่วนจาก

    ▪️รัสเซีย

    ▪️จีน

    รวมถึงระบบเรดาร์และระบบป้องกันอย่าง S-300 ทำให้สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการยิงจรวด แต่เป็น สงครามเทคโนโลยีเต็มรูปแบบ

    —————
    6) เป้าหมายที่ใหญ่กว่า “อิสราเอล”
    :
    กัปตันเสนอแนวคิดที่น่าสนใจอีกข้อหนึ่ง

    เป้าหมายของอิหร่านอาจไม่ใช่แค่การตอบโต้ แต่คือ การสั่นคลอนระบบการเงินโลก โดยเฉพาะระบบที่เรียกว่า Petrodollar

    ซึ่งเป็นระบบที่ทำให้ น้ำมันโลกส่วนใหญ่ถูกซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์

    ตะวันออกกลางจึงเป็น หัวใจของระบบเศรษฐกิจนี้

    หากโครงสร้างพลังงานในภูมิภาคถูกโจมตี ความเชื่อมั่นในระบบนี้อาจสั่นคลอน และอาจเปลี่ยนสมดุลทางเศรษฐกิจโลก

    —————
    7) ไพ่ใบสุดท้าย: ช่องแคบฮอร์มุซ
    :
    อีกจุดยุทธศาสตร์ที่โลกจับตาคือ Strait of Hormuz

    เส้นทางเดินเรือนี้มีความสำคัญมหาศาล เพราะน้ำมันกว่า หนึ่งในสามของโลก ต้องผ่านช่องแคบนี้

    หากอิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบ ผลกระทบอาจรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกทันที

    —————
    8 ) สงครามที่อาจยาวเหมือนเวียดนาม

    สุดท้าย กัปตันสรุปมุมมองของเขาอย่างชัดเจน

    สงครามครั้งนี้ มีโอกาสยืดเยื้อสูงมาก เพราะอิหร่านไม่ได้ตั้งเป้าชนะในสนามรบ แต่ตั้งเป้า

    “ทำให้คู่ต่อสู้เหนื่อยล้า”

    ยุทธศาสตร์แบบนี้เรียกว่า สงครามไม่สมมาตร (Asymmetric Warfare)

    ซึ่งเคยทำให้มหาอำนาจอย่างสหรัฐ

    พ่ายแพ้มาแล้วใน

    ▪️เวียดนาม

    ▪️อัฟกานิสถาน

    #บทสรุป : เกมที่เพิ่งเริ่มต้น ?

    เมื่อมองจากมุมนี้ สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้อาจไม่ใช่ แค่การปะทะระหว่าง 3 ประเทศ

    แต่เป็น เกมอำนาจโลก เกมการเมืองภายในประเทศ และ เกมเศรษฐกิจระดับระบบ

    คำถามที่สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครจะชนะสงคราม”

    แต่คือ สงครามครั้งนี้…จะเปลี่ยนสมดุลของโลกไปมากแค่ไหน

    และนี่อาจเป็นเพียง “บทแรกของเกมที่ยาวกว่าที่โลกคาดคิด”

    #BusinessTomorrow #สงครามตะวันออกกลาง #Geopolitics #WorldEconomy #สหรัฐอิหร่าน #Petrodollar

    https://www.facebook.com/share/1AUB3U6Gud/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,452
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทำไม “สงครามเดือด” แต่ทองคำยังไม่ระเบิดราคา ?

    เปิดมุมมองลึกจาก เมื่อโลกกำลังเดินเข้าสู่ความผันผวนครั้งใหญ่

    ตลอดประวัติศาสตร์ของตลาดการเงินโลก มี “กฎเหล็ก” ที่นักลงทุนแทบทุกคนรู้กันดี

    เมื่อโลกเกิด สงครามใหญ่ สิ่งที่มักเกิดขึ้นแทบทุกครั้งคือ ตลาดหุ้นผันผวน เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย และ ทองคำมักพุ่งแรง

    แต่สงครามตะวันออกกลางครั้งล่าสุดกลับสร้างภาพที่แตกต่างออกไป

    แม้สถานการณ์จะตึงเครียดอย่างหนัก และหลายฝ่ายมองว่าโลกกำลังเข้าสู่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งสำคัญ

    แต่ราคาทองคำกลับไม่ได้พุ่งทะยานอย่างที่หลายคนคาด

    คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นทันที เกิดอะไรขึ้นกับ “ทองคำ” กันแน่ ?

    จากบทสัมภาษณ์ในรายการ Business tomorrow วันพฤหัสบดีที่ 12 มี.ค. 2569 นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก ได้วิเคราะห์มุมมองไว้อย่างน่าสนใจ

    สงครามที่ดำเนินมาเกือบ 2 สัปดาห์

    สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์
    ทำให้โลกเข้าสู่ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศอีกครั้ง

    ตลาดการเงินทั่วโลกจับตาทุกความเคลื่อนไหว เพราะความขัดแย้งในภูมิภาคนี้ ไม่เพียงเป็นเรื่องการเมือง

    แต่ยังเกี่ยวข้องกับ พลังงานของโลก และทันทีที่สงครามเริ่มขึ้น สินทรัพย์ตัวหนึ่งก็พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง

    นั่นคือ น้ำมัน

    ราคาน้ำมันในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน พุ่งขึ้นไปเกือบ 50% เคยทะยานขึ้นไปแตะระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะย่อลง และกลับมาซื้อขายในกรอบ 90–100 ดอลลาร์

    การเคลื่อนไหวเช่นนี้สะท้อนว่า

    ตลาดกำลังกังวลว่า “พลังงานโลก” อาจเผชิญความเสี่ยงครั้งใหญ่

    แต่ในขณะที่น้ำมันพุ่งแรง ทองคำกลับไม่ได้พุ่งตามอย่างที่คาด

    ความจริงคือ…ทองคำกำลังสู้กับ “ดอลลาร์”

    นพ.กฤชรัตน์ อธิบายว่า ภาพที่เกิดขึ้นในตลาดตอนนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก

    เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ การแข่งขันระหว่าง Safe Haven เมื่อโลกเกิดวิกฤต นักลงทุนมักเลือกถือสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งหลัก ๆ มีอยู่สองอย่าง

    ▪️ทองคำ

    ▪️เงินดอลลาร์

    แต่ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์กลับแข็งค่าขึ้นอย่างชัดเจน และตามกลไกของตลาดโลก

    เมื่อเงินดอลลาร์แข็งค่า ราคาทองคำซึ่งซื้อขายเป็นสกุลดอลลาร์ มักถูกกดดัน

    จึงทำให้แม้จะมีสงคราม ทองคำก็ยังไม่สามารถทะลุขึ้นไปอย่างรุนแรงได้

    ตัวแปรสำคัญที่ตลาดกำลังจับตา : เงินเฟ้อ

    สิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังเฝ้าดูอย่างใกล้ชิดคือ

    เงินเฟ้อ

    ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว มีโอกาสส่งผลต่อเงินเฟ้อทั่วโลก

    แต่ผลกระทบนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นทันที ในเชิงเศรษฐศาสตร์ เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ผลกระทบจะค่อย ๆ ส่งผ่านไปยัง

    ต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง ราคาสินค้า และสุดท้ายคือราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่าย

    กระบวนการนี้มักใช้เวลา ประมาณ 1–2 เดือน

    ดังนั้นตัวเลขเงินเฟ้อที่เราเห็นในตอนนี้ ยังไม่ได้สะท้อนผลของสงคราม ผลจริงอาจเริ่มเห็นชัดในช่วง เดือนพฤษภาคม – มิถุนายน

    ความกังวลใหญ่ของตลาด : เฟดอาจต้องขึ้นดอกเบี้ย

    ก่อนเกิดสงคราม ตลาดการเงินทั่วโลกเคยคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะเริ่ม ลดดอกเบี้ย แต่ถ้าราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง

    เงินเฟ้ออาจกลับมา ซึ่งจะทำให้ ธนาคารกลางสหรัฐ อาจต้อง “ชะลอการลดดอกเบี้ย” หรือแม้กระทั่ง “ขึ้นดอกเบี้ย”

    และนี่คือปัจจัยที่กดดันราคาทองคำ เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ ไม่ได้ให้ดอกเบี้ย

    เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น ทองคำจึงมักเสียเปรียบ

    แต่ระยะยาว ดอลลาร์อาจไม่ได้แข็งตลอด

    แม้ดอลลาร์จะแข็งในระยะสั้น แต่มุมมองของ นพ.กฤชรัตน์ คือ

    โอกาสที่ดอลลาร์จะแข็งแรงต่อเนื่องยาวนาน อาจไม่ได้สูงมากนัก เพราะเศรษฐกิจสหรัฐเองก็เริ่มมีสัญญาณชะลอ

    เช่น

    ▪️ภาคการผลิตที่อ่อนตัว

    ▪️ตลาดแรงงานเริ่มมีสัญญาณเปราะบาง

    ▪️การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง

    ดังนั้นการแข็งค่าของดอลลาร์ในช่วงนี้ อาจเป็นเพียง การเคลื่อนไหวระยะสั้น

    ถ้าสงครามยืดเยื้อ…ทองคำอาจเป็นผู้ชนะ

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ ระยะเวลาของสงคราม

    หากความขัดแย้งสามารถคลี่คลายได้เร็ว ตลาดก็อาจกลับสู่ภาวะปกติ แต่ถ้าสงครามยืดเยื้อเกิน 2 เดือน

    สถานการณ์อาจคล้ายกับ สงครามระหว่าง รัสเซีย และ ยูเครน ซึ่งยืดเยื้อมานานหลายปี

    ในสถานการณ์เช่นนั้น โลกอาจเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า Stagflation คือ เงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจเติบโตช้า และในสภาพแวดล้อมแบบนี้

    ทองคำมักจะ ทำผลงานได้ดีมากในระยะยาว

    Black Swan ที่โลกกลัวที่สุด : น้ำมัน 200 ดอลลาร์

    หนึ่งในเหตุการณ์ที่นักลงทุนทั่วโลกหวาดกลัวที่สุด คือการที่ ช่องแคบฮอร์มุซ อาจถูกปิด

    ช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางสำคัญที่น้ำมันจำนวนมหาศาลของโลกต้องผ่าน

    หากเส้นทางนี้ถูกปิด ราคาน้ำมันอาจพุ่งไปถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ผลกระทบจะรุนแรงมาก

    ▪️เงินเฟ้อทั่วโลกพุ่ง

    ▪️ดอกเบี้ยต้องขึ้น

    ▪️เศรษฐกิจโลกชะลอ

    ▪️ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนหนัก

    เรียกได้ว่า “เศรษฐกิจโลกอาจปั่นป่วนครั้งใหญ่”

    ทำไมทองไทยมักขึ้นแรงกว่าทองโลก

    สำหรับนักลงทุนไทย ราคาทองคำไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาทองโลกเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับ ค่าเงินบาท

    ประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ค่าเงินบาทมักอ่อนค่า และเมื่อเงินบาทอ่อน

    ราคาทองคำในประเทศจะปรับขึ้นแรงกว่าทองคำโลก จึงมีหลายครั้งที่ แม้ทองคำโลกจะปรับตัวลง

    แต่ทองคำไทย กลับไม่ลง หรืออาจปรับขึ้นด้วยซ้ำ

    แนวรับสำคัญของทองคำ

    ในเชิงเทคนิค ระดับที่ตลาดจับตาอยู่มีดังนี้

    ทองคำโลก แนวรับสำคัญ

    ▪️5,050 ดอลลาร์

    ▪️4,850 ดอลลาร์

    Worst Case

    ▪️ประมาณ 4,400 ดอลลาร์

    อย่างไรก็ตาม มุมมองของ นพ.กฤชรัตน์คือ โอกาสที่ราคาจะหลุดระดับต่ำสุดนี้ ค่อนข้างน้อย

    กลยุทธ์ลงทุนในยุคที่โลกผันผวน

    ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง นักลงทุนอาจต้องปรับกลยุทธ์

    จากการ ซื้อแล้วถือยาว มาเป็น การบริหารพอร์ตอย่างยืดหยุ่น

    เช่น พอร์ตระยะสั้น 50–60% พอร์ตระยะยาว 40%

    เพื่อใช้ประโยชน์จากความผันผวนของราคา

    บทสรุป : สงครามเพิ่งเริ่ม เรื่องราวยังไม่จบ

    แม้ทองคำจะยังไม่ได้พุ่งแรงในช่วงแรกของสงคราม แต่ปัจจัยพื้นฐานหลายอย่างกำลังบ่งชี้ว่า

    โลกอาจกำลังเข้าสู่ยุคที่เต็มไปด้วย ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อที่อาจกลับมา และเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

    ในโลกแบบนั้น ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนทั่วโลกจับตา

    เพราะท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญของตลาดการเงินโลกอาจเหลือเพียงข้อเดียว

    ในยุคที่โลกไม่แน่นอน นักลงทุนควรถือ “เงินดอลลาร์” หรือควรถือ “ทองคำ” และคำตอบของคำถามนี้ อาจเป็นสิ่งที่กำหนดทิศทางของตลาดทองคำในอนาคต

    #BusinessTomorrow #GoldMarket #ราคาทอง #SafeHaven #Geopolitics #Stagflation #DollarIndex

    https://www.facebook.com/share/p/1G1SFe63Py/
     

แชร์หน้านี้

Loading...