พระสังกัจจายน์หลวงพ่อพร้า

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,163
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1772528515592.jpg

    เหรียญรุ่น ๒ รอยจารอักขระเต็มเหรียญ ปี ๒๕๒๙
    พระสมเด็จปรกโพธิ์ พระอาจารย์นา วัดบางปิ้ง จ.สมุทรปราการ ปี ๒๕๓๖

    พระอาจารย์นา เจ้าตำหรับเชือกคาดเอวสยบงู
    พระอาจารย์นา วัดบางปิ้ง เป็นครูบาอาจารย์ที่เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ท่านจะมีชื่อเสียงโด่งดังนัก เคยทดลองนำงูมาวาง แล้วเอาเชือกคาดเอวมาวางล้อมงูไว้ งูจะแน่นิ่งกระดิกตัวไม่ได้ เรื่องนี้มีสักขีพยานมากมาย และเคยมีหนังสือนำมาลงด้วย
    พระอาจารย์นา มีประวัติการเรียนพุทธาคม จากครูบาอาจารย์หลายท่าน แต่มีประวัติแน่นอน แรกเริ่มเลย ท่านศึกษาจาก หลวงพ่อเผย วัดบางหญ้าแพรก องค์นี้ไม่ธรรมดาเลย เคยปลุกเสกกับหลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว หลวงพ่อบุตร วัดใหญ่บางประกด ที่วัดบางด้วน ว่ากันว่า เสกกันจนโบสถ์ลั่น เป็นตำนานเล่าขานเรื่องหนึ่ง ของสมุทรปราการ
    จึงเป็นที่รับรองถึงเวทย์วิทยาคมของหลวงพ่อเผย และท่านเป็นศิษย์ ย่อมได้วิชาอาคมของหลวงพ่อเผยมาไม่น้อย ต่อมาท่านได้พบครูบาอาจารย์อีกท่านหนึ่ง องค์นี้เป็นศิษย์หลวงพ่อครื้น วัดสังโฆ และเป็นศิษย์หลวงพ่อเผยด้วย องค์นี้คิอหลวงพ่อหล่ำ วัดสามัคคีธรรม
    หลวงพ่อหล่ำ ได้ถ่ายทอดวิชาที่ท่านร่ำเรียนทั้งหมด ให้พระอาจารย์นา พระอาจารย์นา จะสนิทกับหลวงพ่อหล่ำมาก วิชาเชือกคาดเอว ก็น่าจะเรียนจากหลวงพ่อหล่ำ
    พระอาจารย์นา จะมีมานะอดทนมาก ตอนที่มาสร้างวัดบางปิ้งทีแรก ก็มีแรงกดดันมาก เพราะท่านไม่ใช่คนพื้นที กว่าจะสร้างความยอมรับนับถือจากคนแถววัดได้ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่ท่านก็ใช้ความดี และความตั้งใจจริง ทำให้สุดท้าย ชาวบ้านที่ไม่ไว้ใจท่าน ก๊กลับมานับถือท่านหมด จนท่านสร้างวัดบางปิ้ง จากสำนักสงฆ์มาเป็นวัดได้
    แต่อนิจจาสังขารไม่เที่ยงหนอ พระอาจารย์นาได้มรณะภาพกระทันหัน ด้วยวัยเพียง๕๘ปี ๓๔พรรษา นับว่าเป็นการสูญเสีย เกจิดาวรุ่งองค์หนึ่งของสมุทรปราการทีเดียว

    ประวัติพระครูพิพิธพัฒนพิธาน (นา)
    เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๙ ตรงกับขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน๕ ปีชวด ณ บ้านเลขที่ ๒๑ หมู่ ๑๖ ตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีนายกระจ่าง นางละม่อม พูดหวาน เป็นผู้ให้กำเนิด เด็กชายลำเจียก พูดหวาน ขึ้นมาเป็นบุตรคนหัวปี และยังมีน้องร่วมสายโลหิตอีก ๑ คน ครั้นต่อมาด้วยมรสุมชีวิตทำให้เด็กชายลำเจียก พูดหวาน ต้องประสบกับชะตากรรมกลายเป็นเด็กที่ต้องกำพร้าบิดามารดาตั้งแต่อายุได้เพียง ๓ ขวบเท่านั้น ชีวิตก็ยังไม่สิ้นเสียทีเดียว พระครูสถิตธรรมคุณ(อาจารย์เผย) เจ้าอาวาสวัดบางหญ้าแพรก ได้ให้ความเมตตาอุปการะไว้เมื่ออายุได้ ๖ ขวบ ให้การศึกษาที่โรงเรียนวัดบางหญ้าแพรกจนจบการศึกษาชั้นประถมปีที่ ๔ และเมื่ออายุได้ ๑๕ ปี ท่านก็บรรพชาให้เป็นสามเณร ได้ร่ำเรียนรู้ปริยัติธรรม จนสอบนักธรรมตรีได้ และสนใจศึกษาหนังสือขอมโบราณจนอ่านออกเขียนได้ในชั้นต้นเป็นอย่างดี อยู่ต่อมาทางเดินของชีวิตก็เปลี่ยนไปจนจำต้องลาสิกขาออกมาเพื่อประกอบสัมมาอาชีพ ทำสวนเลี้ยงชีพอยู่ ๒ ปี แล้วก็ได้โยกย้ายไปอยู่จังหวัดฉะเชิงเทราอีกเป็นเวลานาน ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ นั้นเอง วาระการรับใช้ชาติก็มาถึง พลฯ ลำเจียก พูดหวาน จึงได้เข้าประจำการกองทัพเรือจนสิ้นสุดหน้าที่ก็ปลดประจำการออกมาดำเนินชีวิตผจญกับความวุ่นวายมากมาย จนอายุได้ ๒๔ ปี ก็เบื่อชีวิตในทางโลก จึงตัดสินใจ เข้าพึ่งทางรสพระธรรมหวังยึดเอาคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเครื่องดับทุกข์ตลอดไป

    เมื่อวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๓ ณ . พัทธสีมาวัดบางหญ้าแพรกอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ นายลำเจียก พูดหวาน ก็ได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ลำเจียก ธมฺมธีโร โดยมีนายหลง – นางทับ พ่วงเชย (โยมอา) เป็นเจ้าภาพจัดงานอุปสมบท มีพระบวรวิมุต วัดไพรชยนต์พลเสมเป็นพระอุปัชฌา พระครูสถิตธรรมคุณ (อาจารย์เผย) วัดบางหญ้าแพรก เป็นพระกรรมวาจา พระครูสุวรรณสมุทร (พระอาจารย์ทองหล่อ) วัดครุใน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ในขณะที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดบางหญ้าแพรกนั้น ท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างแน่วแน่ ปฏิบัติกิจวัตรของสงฆ์อย่างเคร่งครัดและยังมีความสามารถแสดงพระปาฏิโมกข์ได้อย่างแม่นยำภายในหนึ่งพรรษา พรรษาที่สองได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดบางด้วน (นอก) ตำบลบางด้วน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ท่านก็ยังได้ศึกษาหาความรู้จากครูบาอาจารย์ และปฏิบัติธรรมวินัยเรื่อยมาจนสิ้นพรรษา พอย่างเข้าพรรษาที่สาม ก็ได้ติดตามท่านพระอาจารย์หล่ำ สิริธมฺโม ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดไกสีห์น้อย ตำบลหัวหมาก อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ถึง ๓ พรรษา ในช่วงเวลานั้นเอง ท่านก็ได้เริ่มศึกษาเล่าเรียนอย่างจริงจัง ด้วยความมานะบากบั่น ดังที่ได้ตั้งปฎิทานไว้ในใจ ท่านได้ศึกษา หนังสือขอมโบราณ วิชาอาคมต่างๆ ตำรายาแผนโบราณ วิปัสสนากรรมฐาน และวิชาโหราศาสตร์(บางแขนง) ท่านมีความสามารถในการเรียนรู้อย่างรวดเร็วและเข้มขลัง ท่านได้ออกธุดงควัตรปฏิบัติวิเวก ติดตามพระอาจารย์ของท่านตลอดเวลามิได้ขาด จนกระทั่งต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ได้ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดใน (เดิม) สองวิหาร ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ และพระอารามแห่งนี้ได้ส่งเสริมให้ พระอาจารย์ลำเจียก ธมฺมธีโร ได้เป็นพระนักพัฒนา และทำให้ที่พักสงฆ์คลองบางปิ้งในอดีตนั้นเจริญรุ่งเรื่องเป็นที่เชิดหน้าชูตาของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จนได้ยกฐานะเป็น “วัด” โดยสมบูรณ์

    ในด้านการศึกษา ทางวัดได้เปิดสอนพระปริยัติธรรม เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๐ นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนการศึกษาของชาติ โดยให้ทางราชการสร้างโรงเรียนคลองบางปิ้งในวัดอีกด้วย

    พระครูพิพิธพัฒนพิธาน หรือ พระอาจารย์นา ซึ่งเป็นดังหลักชัยของวัดบางปิ้ง และบรรดาลูกศิษย์ลูกหานั้น ท่านได้เริ่งอาพาท(ป่วย) ด้วยโรคอัมพาตและได้เข้ารับการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลจนอาการดีขึ้นเกือบเป็นปกติ และได้บริหารงานพระศาสนาเรื่อยมาเป็นอย่างดียิ่ง จนกระทั่งท่านได้มีอาการกำเริบขึ้นอีก และได้ถึงแก่มรณะภาพด้วยโรคระบบประสาทล้มเหลว ณ โรงพยาบาลวชิระปราการ (โรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล สมุทรปราการ ในปัจจุบัน) ตำบลบางเมือง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๗ เวลาประมาณ ๐๖.๐๐ น. สิริรวมอายุได้ ๕๘ ปี พรรษา๓๔

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ยกชุด ๒ องค์เหรียญรุ่น ๒ และพระสมเด็จปรกโพธิ์

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260303_155919.jpg IMG_20260303_155939.jpg IMG_20260303_160005.jpg IMG_20260303_160033.jpg IMG_20260303_160419.jpg IMG_20260303_160442.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 มีนาคม 2026 at 09:21
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,163
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1772530037855.jpg FB_IMG_1772530050533.jpg

    ในวันพิธีพุทธาภิเษกพระพรหมรุ่นนี้ได้มีการบันทึกวิดีโอเอาไว้ปรากฏว่าพระพรหมที่อยู่ตรงหน้าของหลวงปุ่แย้ม วัดตะเคียนได้ลอยขึ้นจากบาตรอยู่กลางอากาศนานหลายวินาที มีผู้คนเห็นและมีการบันทึกภาพเอาไว้ดังนั้นจึงทำให้พระพรหมรุ่นนี้มีผู้ต้องการเสาะอย่างมาก

    พระผงท้าวมหาพรหมวัดวิเศษการ มีรอยจารยันต์นะ ด้านหลังด้วยหมึกสีทอง
    รุ่นนี้มีชื่อรุ่นอย่างเป็นทางการว่ารุ่น “เสริมบารมี ศรีมหาพรหม” จัดสร้างขึ้นเมื่อปี พศ.2549 โดยมีลักษณะด้านหน้าเป็นรูปท้าวมหาพรหมล้อมรอบด้วยอักขระ และด้านหลังปรากฏอักขระยันต์

    ความพิเศษของพระพรหมรุ่นนี้ที่แตกต่างจากพระพรหมทั่วไปก็คือเรื่องของอักขระยันต์นี่แหละครับเพราะโดยทั่วไปเราเองจะเห็นอักขระยันต์เป็นภาษาขอมที่เกี่ยวข้องกับพระพรหมของชาวพุทธแต่สำหรับรุ่นนี้นั้นมีการนำเอาภาษาเทวนาครีที่เกี่ยวข้องกับพระพรหมฮินดูที่มีความหมายบ่งบอกถึงคำพร ความสุข ความเจริญ อันสูงสุด อันนิรันดร์กาลอีกทั้งด้านหลังยันต์มียันต์พรหมสี่หน้าอันเป็นยันต์วิเศษควรค่าของไทยผสมผสานล้อมรอบด้วยอักขระเทวนาครีของพรหมฮินดูอีกดังนั้นจึงถือเป็นวัตถุมงคลในรูปเคารพของพระพรหมที่ผสมผสานกันได้อย่างเข้มขลังลงตัว

    ด้านการปลุกเสกก็ใช่ย่อยครับเพราะเป็นการรวมตัวกันของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังจำนวนทั้งสิ้นถึง 24 รูปซึ่งหลายรูปก็ได้มรณภาพและละสังขารกันไปแล้วอาทิเช่นหลวงปู่ทิม วัดพระขาว เทพเจ้าแห่งความเมตตา ได้เมตตาอธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยวให้ก่อนหนึ่งวัน
    และในวัดถัดมา ได้มีพระเกจิร่วมปลุกเสกอีก ทั้งสิ้น 24 รูป

    หลวงปู่แย้ม วัดตะเคียน, หลวงพ่อเงิน วัดถ้ำน้ำ, หลวงพ่อผัน วัดทรายขาว เป็นต้น แถมในวันพิธีพุทธาภิเษกพระพรหมรุ่นนี้ได้มีการบันทึกวิดีโอเอาไว้ปรากฏว่าพระพรหมที่อยู่ตรงหน้าของหลวงปุ่แย้ม วัดตะเคียนได้ลอยขึ้นจากบาตรอยู่กลางอากาศนานหลายวินาที มีผู้คนเห็นและมีการบันทึกภาพเอาไว้ดังนั้นจึงทำให้พระพรหมรุ่นนี้มีผู้ต้องการเสาะอย่างมาก

    ขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260303_162902.jpg IMG_20260303_162930.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 มีนาคม 2026 at 11:32
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,163
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1772531986814.jpg

    หลวงปู่ทวด รุ่น "นารายณ์แปลงรูป" ปี 2552 มูลนิธิพระเทวราชโพธิสัตว์ จ.อยุธยา พิธีใหญ่ เกจิทั่วเมืองไทยร่วมปลุกเสก

    โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดสร้างพระหลวงพ่อทวด เนื้อสัมฤทธิ์นอก (บรอนซ์) องค์ใหญ่ที่สุดในโลก หน้าตัก 24 เมตร ประดิษฐาน ณ พุทธอุทยาน หลักกิโลเมตรที่ 44 ถนนสายเอเชีย ต.บ้านใหม่ อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา

    พระเกจิดังที่นั่งปรกปลุกเสก อาทิ
    เจ้าคุณธงไชย วัดไตรมิตร ,
    หลวงปู่เจือ วัดกลางบางแก้ว,
    หลวงพ่อรวย วัดตะโก,
    หลวงพ่อเฉลิม วัดพระญาติ,
    หลวงพ่อแขก วัดสุนทรประดิษฐ์,
    หลวงพ่อขาว วัดสาวชะโงก,
    หลวงพ่อสมชาย วัดโพรงอากาศ,
    หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว
    หลวงพ่อฟู วัดบางสมัคร
    พระอาจารย์ไพริน วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
    พระอาจารย์สูติ วัดในเตา,
    พระอาจารย์ไพสิฐ วัดวิเวกสามแก้ว
    พระอาจารย์แดง วัดไร่ เป็นต้น

    หลวงปู่ทวด รุ่นนารายณ์แปลงรูป ปี 2552 เนื้อผงว่าน เน้นพุทธคุณทาง ด้านเมตตามหานิยม มหาโชคมหาลาภค้า ขายร่ำรวย และเสริมมงคลเสริมดวงชะตาชีวิต กลับร้ายกลายเป็นดี

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ยกชุด ๒ องค์ คู่

    ได้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260303_170329.jpg IMG_20260303_170352.jpg
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,163
    ค่าพลัง:
    +21,459
    เหรียญพระฤกษ์ พระราชทานสร้างพระอุโบสถ วัดนางพญา อ.เมือง จ.พิษณุโลก ปี ๒๕๑๒
    เหรียญพระฤกษ์ พระราชทานสร้างพระอุโบสถ วัดนางพญา อ.เมือง จ.พิษณุโลก ปี ๒๕๑๒
    พระสร้างตามฤกษ์ ปี ๒๕๑๒ และ นำเข้าปลุกเสก พิธีใหญ่ ของวัดนางพญา ปี ๒๕๑๔
    ด้านหลังมีจาฤกว่า " พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรราธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทรธาธิราช บรมนาถบพิธ พระราชทาน พระฤกษ์สร้างอุโบสถ วัดนางพญา อ.เมือง จ.พิษณุโลก ณ วันพุทธ ที่ 29 มกราคม พุทธศักราช 2512 เวลา 9 นาฬิกา 12 นาที เป็นปฐมฤกษ์ ลัคนาสถิตราศีมีน " เหรียญพระฤกษ์พระราชทานสร้างพระอุโบสถ วัดนางพญา อ.เมือง จ.พิษณุโลก 2512 ทำพิธีจัดสร้างโดย วัดนางพญา จ.พิษณุโลก สมัย พระอาจารย์ถนอม เขมจาโร และพระครูบวรชินวัฒน์ โดยมี สมเด็จพระวันรัต (ปุน ปุณณสิริ) ซึ่งต่อมาได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่17แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และทรงจุดเทียนชัย พระอาจารย์ไสว สุมโน เป็นเจ้าพิธี พระครูวามเทพมุนี เป็นประธานฝ่ายพราหมณาจารย์ และพลโทสำราญ แพทยกุล แม่ทัพภาคที่3 เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ทำพิธีดับเทียนชัย วัตถุประสงค์ เพื่อจัดหาจตุปัจจัยในการสร้างพระอุโบสถวัดนางพญา โดยเริ่มดำเนินการเมื่อวันพุธที่ 29 มกราคม 2512 เวลา 9 นาฬิกา 12 นาที เป็นปฐมฤกษ์ตามพระฤกษ์สร้างพระอุโบสถที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และได้ประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษกมหาจักรพรรดิ์ตราธิราชตามจารีตประเพณีโบราณาจารย์ เมื่อวันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2514 ในวิหารวัดนางพญา จ.พิษณุโลก พิธีนี้เป็นอภิมหาพิธีพุทธาภิเษกที่ยิ่งใหญ่มากในยุคนั้น โดยนิมนต์ยอดเกจิอาจารย์จากทั่วประเทศ 108 รูป มาร่วมพิธีมหาพุทธาภิเศกอาทิเช่น
    สมเด็จ พระวันรัต (ปุ่น ปุณณสิริ)
    พระอุปชาฌ์ ประมุข วัดจงโก จ.ลพบุรี
    พระครูพรหมจักรสังเวช (ครูบาพรหมา ธมฺจกฺโก) วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน
    พระครูวิรุนห์ธรรมโกวิท วัดเจดีย์สถาน จ.เชียงใหม่
    พระครูภาวนาภิรัตน์ วัดน้ำบ่อหลวง จ.เชียงใหม่
    หลวงพ่อเกษมเขมโก สุสานไตรลักษณ์ จ.ลำปาง
    หลวงพ่อบุญมี จ.เชียงใหม่
    พระครูธรรมสาร จ.ขอนแก่น
    พระคัมภีรญาณเถระ จ.ขอนแก่น
    หลวงพ่อสิงห์ จ.มหาสารคาม
    หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กทม.
    อาจารย์ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร
    หลวงพ่อบุญมา วัดคีรีสารวัน
    หลวงพ่อสด จ.ชัยนาท
    หลวงพ่อทบ วัดชนแดน จ.เพชรบูรณ์
    พระเกตุจันทสุวรรณโณ วัดศรีเมือง จ.สุโขทัย
    หลวงพ่อโอด วัดจันเสน
    หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลย์ จ.สุพรรณ์บุรี
    หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี
    หลวงพ่อบุญสม วัดหัวข้วง จ.ลำปาง
    พระครูประศาสน์ธรรมคุณ จ.พิษณุโลก
    หลวงพ่อผาง วัดอุดมคงคาคีรีเขต จ.ขอนแก่น
    พระครูศรีปริยัติยานุรักษ์ จ.เชียงใหม่
    หลวงพ่อสว่าง จ.กำแพงเพชร
    หลวงพ่อแกร จ.นครสวรรค์
    หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่
    หลวงพ่อขอม จ.สุพรรณบุรี

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260303_172108.jpg IMG_20260303_172137.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 3 มีนาคม 2026 at 21:39
  5. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,470
    ค่าพลัง:
    +7,684
    ขอจองครับ
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,163
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1772541519098.jpg

    2080.jpg
    หลวงปู่ทวด วัดช้างให้ หลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี หลวงพ่อทองดำ วัดท่าทอง จ. อุตรดิตถ์ (เมตตาอธิษฐานจิตปลุกเสก)

    องค์เดียสามบารมี 3 IN 1
    (เหนือ อีสาน ใต้) หาไม่ยากผมมี

    โครงการทอดผ้าป่าช่วยชาติ
    เมื่อราวๆปีพุทธศักราช ๒๕๔๐-๒๕๔๑ คุณสมยศได้จัดสร้างวัตถุมงคลเนื้อผงพุทธคุณขึ้นมาจำนวนหนึ่ง แล้วไ้ด้นำวัตถุมงคลชุดนี้ไปขอความเมตตาจาก "หลวงตามหาบัว" วัดป่าบ้านตาดจังหวัดอุดรธานี อธิษฐานจิตปลุกเสก เมื่อแล้วเสร็จได้นำกลับมาขอความเมตตาจาก "หลวงพ่อทองดำ" วัดท่าทอง จังหวัดอุตรดิตถ์ อธิษฐานจิตปลุกเสกอีกครั้งหนึ่ง

    วัตถุมงคลชุดนี้ส่วนใหญ่จะนำไปแจกที่ต่างประเทศเช่น ฮ่องกง , สิงคโปร์ , ใต้หวัน และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น เหลืออยู่ในเมืองไทยค่อนข้างน้อย จึงเป็นอีกหนึ่งวัตถุมงคลที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    จริงๆมีพระพรหมแล้วก็พระสมเด็จด้วยนะครับขนาดมาตรฐานสมเด็จทั่วไป อาจจะไม่ค่อยเคยเห็นว่ามี

    พิมพ์หลวงปู่ทวดหาไม่ยากถ้าหายาก็ผมคงไม่มี

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่ง 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260303_193346.jpg IMG_20260303_193413.jpg

    ..
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 มีนาคม 2026 at 04:53
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,163
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1772605309071.jpg 1772604739135.jpg 1772604689901.jpg 1772604751264.jpg

    "รอกูตายไปก่อนค่อยสร้าง"

    เหรียญรูปเหมือน รุ่นแรก หลวงปู่วงษ์

    เหรียญนั่งเสือรุ่นแรกหลวงพ่อวงษ์ วัดปริวาสราชสงคราม กรุงเทพ ปี ๒๕๒๔ เนื้อทองแดงรมดำ ประวัติหลวงพ่อวงษ์ วัดปริวาส ผู้สืบทอดสายพุทธาคมหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย ตำนานการสร้าง "พยัคฆราช" (เสือ) ของ วัดปริวาส มีชื่อเสียงมานานปี จนเป็นที่ชื่นชอบของนักสะสมเครื่องรางของขลัง ในรูปแบบของ "เสือ" ทั้งแบบปั๊ม และแบบหล่อโบราณ ที่สร้างโดย หลวงพ่อวงษ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดปริวาส พระเกจิอาจารย์ผู้มีวิชาอาคม ความรู้ ความสามารถ ในการสร้างและปลุกเสกเสือ ตามแบบที่ได้รับการถ่ายทอดจาก หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย (วัดมงคลโคธาวาส) อ.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ โดยหลวงพ่อปานได้ศึกษาวิชาสร้างเสือมาจาก หลวงปู่แตง วัดอ่างศิลา จ.ชลบุรี ผู้มีชื่อเสียงในวิชาอาคมต่างๆ มากมาย สำหรับเหรียญรุ่นปลุกเสกพิธีใหญ่มีเกจิชื่อดังในสมัยนั้น

    ออกแบบได้สวย และเหมือน หลวงปู่ที่สุด

    หลวงพ่อเจียม หรือ พระอาจารย์เจียม

    จัดสร้างในปี " 2524 "

    " ปลุกเสก ณ. พระอุโบสถ วัดปริวาส "

    พระเกจิ ที่มา ปลุกเสก อาทิ เช่น

    1. หลวงพ่อสุด วัดกาหลง

    2. หลวงพ่อทองอยู่ วัดหนองพะอง

    3. หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังค์วิเวการาม

    4. หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง

    5. หลวงพ่อไพฑูรย์ วัดโพธินิมิต

    6. หลวงพ่อจ้อย วัดด่าน

    7. หลวงพ่อเจียม วัดปริวาส

    8. หลวงพ่อสมชาย วัดปริวาส

    " เฉพาะที่เห็นในรูป พิธี เท่านั้นนะครับ "

    Cr. วัตถุมงคล วัดปริวาส

    ประวัติหลวงพ่อวงษ์ วํสปาโล วัดปริวาสราชสงคราม
    หลวงพ่อวงษ์ บิดาชื่อ นายเลียบ เจริญกุล มารดาชื่อ นางจั่น เจริญกุล เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 7 มิ.ย2445 บ้านเลขที่ 193 ต.บางโพงพาง อ.บ้านทวาย(ยานนาวา) กรุงเทพฯ มีพี่น้อง 8 คน โดยหลวงพ่อวงษ์ท่านเป็นคนที่ 5
    การศึกษา
    จากการสอบถามปู่เสงี่ยม เถื่อนอิ่ม อายุ 91 ปี ได้ความว่า ในสมัยนั่นใครที่เรียนหนังสือกับพระวัดปริวาสฯแล้วต้องไปสอบไล่เพื่อจบป.4ที่ ร.ร.วัดไพชยนต์ ฝั่งพระประแดง จากประวัติของท่านบันทึกว่าท่านจบป.4 ไม่ทราบ ร.ร.แต่สันนิษฐานว่า ท่านเรียนหนังสือกับพระที่วัด แล้วไปสอบเทียบความรู้จนจบป.4 ซึ่งถือว่าสูงสุดในสมัยนั้นจนอายุ 21 ปี ก็โดนเกณฑ์ไปเป็นทหารเรืออยู่ในกรมสรรพวุธบางนา ปลดประจำการเมื่ออายุ 23 ปี หลังปลดประจำการก็อุปสมบท ที่วัดปริวาสฯ เมื่อวันพุธ ที่ 17 มิ.ย. 2468 โดยมี พระครูวินยานุบูรณาจารย์(เชย) วัดโปรดเกษเชษฐาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดไม้วัดปริวาสฯเป็นพระกรรมวาจารย์ พระครูขันตยาภิวัฒน์ วัดด่านเป็นพระอนุสาวนาจารย์ การศึกษาบวชเรียนเมื่ออุปสมบทแล้วได้เดินทางไปศึกษาที่สำนักเรียน วัดทองธรรมชาติ วัดจักรวรรดิราชาวาส(สามปลื้ม) วัดมหาธาตุ จนสอบได้นักธรรมชั้นตรี และได้เรียนภาษาบาลีแบบมูลกัจจายน์ ขอมบาลีและขอมไทยจนชำนาญ แตไม่ได้เข้าสอบเพิ่ม
    เนื่องจากพระปลัดไม้มรณะภาพในปี 2471 และหลวงพ่อวงษ์ ก็ได้รับการแต่งตั้งรักษาการเจ้าอาวาส วัดปริวาสฯเมื่อปี 2472 ท่านจึงหยุดการศึกษาเนื่องจากไม่มีเวลา ด้านการศึกษวิทยาคมหลวงพ่อวงษ์ท่านเป็นผู้ใฝ่ศึกษามากโดยท่านมักไปขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์พระเกจิผู้เรืองพระเวทย์ในยุคนั้นหลายท่าน เช่น
    1.ศึกษาจากพระปลัดไม้ วัดปริวาสฯ ซึ่งเป็นพระกรรมวาจาจารย์ จากการสอบถามปู่ฟัก ปู่เสงี่ยม อายุเกิน 90 ปี ยายอารี อายุ 88 ปี จึงทราบว่า พระปลัดไม้มีชื่อเสียงจากการรักษาโรคด้วยยาสมุนไพรและการสูญฝีด้วยปูนกินหมากและชำนาญวิชาจับยามสามตา และถ่ายทอดวิชาต่างๆให้แก่หลวงพ่อวงษ์จนหมดสิ้น
    2.ปู่เนียน สังข์เนตร อาศรมบางวัว สมุทรปราการ ติดค่ายสรรพวุธบางนา ท่านศึกษาวิชาจากปู่เนียนมากที่สุด เช่น การเล่นแร่แปรธาตุ การต้มปรอท การซัดปรอทให้กลายเป็นทองคำ การรักษาโรค การเขียนผงลบผงวิเศษต่างๆ ซึ่งท่านก็สามารถปฏิบัติได้ดี ไม่แพ้ผู้เป็นอาจารย์
    3.พระครูรัตนรังษี(หลวงพ่อพุ่ม)วัดบางโคล่นอก ซึ่งเก่งวิชาวิปัสสนา และโด่งดังมากในยุคนั้น แม้แต่สมเด็จพระสังฆราช แพ วัดสุทัศน์ ยังทรงเลื่อมใส ได้ประทานผ้ากราบให้เป็นเครื่องยกย่อง โดย หลวงพ่อวงษ์ ท่านได้ศึกษาด้านวิปัสสนาจนมีสมาธิจิตที่เข้มขลังเป็นที่ชื่นชมของหลวงพ่อพุ่มยิ่งนัก จนหลวงพ่อพุ่ม ได้กล่าวชมว่า “ท่านวงษ์นี้มีสามธิจิตเข้มขลังจริงๆแบบนี้เสกเป่าอะไรก็ขลังไปหมด ต่อไปจะเป็นที่พึ่งของชาวบางคอแหลม”ซึ่งก็เป็นดั่งคำกล่าวของหลวงพ่อพุ่มจริงๆ
    4.ศึกษาจากตำราเก่า ทั้งตำราเขียนผงอิทธิเจ การลงตะกรุด ตำรายารักษาโรค ตำราจับยามสามตา ตำราคาถาต่างๆประมาณ 3 หีบไม้ ที่ได้รับตกทอดมาจากพระปลัดไม้ และอาจรย์ท่านอื่นอีกหลายท่านหลวงพ่อวงษ์ท่านจะศึกษาตำราโบราณอย่างจิงจังทุกค่ำคืน จนแตกฉานในวิชาหลายแขนง
    5.ศึกษาจากหลวงปู่ปาน วัดมงคลโคธาวาส (บางเหี้ย) ท่านน่าจะศึกษาจากหลวงปู่ปาน ทางนิมิต ซึ่งท่านได้ศึกษาวิชาสร้างเสือและปลุกเสกเสือ ได้ขลังตามแบบหลวงปู่ปานผู้เป็นอาจารย์ แต่หลวงพ่อวงษ์ ไม่ได้สร้างเสือจากเขี้ยวเสือแกะเพราะไม่อยากทับรอยอาจารย์ กล่าวกันว่าเสือ หลวงพ่อวงษ์ นั้น หลวงพ่อท่านปลุกเสกในบาตรจนเสือกระโดดออกจากบาตรทีละตัวจนครบจึงจะถือว่าเสือมีอาการ32 (มีตัว) เสือของท่านจึงมีประสบการณ์ไม่แพ้พระอาจารย์ทีเดียว .....เรื่องราวปาฎิหาริย์ของหลววงพ่อวงษ์มีมากมาย เช่น ท่านสามารถย่นระยะทางได้ ท่านสามารถรักษาอาการป่วยต่างๆได้อย่างน่าอัจรรย์ ท่านรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า เช่น ครั้งหนึ่งท่านบอกกับชาวบ้านหน้าวัดว่า ต่อไปหน้าวัดปรวาสฯ จะเป็นถนนเส้นใหญ่ที่ดินที่นี่จะมีราคาแพงมาก ให้เก็บไว้ให้ดีๆซึ่งไม่มีใครเชื่อเพราะสมัยนั้นหน้าวัดปริวาสฯมีแต่ทุ่งนาและป่ารก ทางไปวัดต้องพายเรือไปตามลำคลองเท่านั้นปัจจุบันหน้าวัดปริวาสเป็นถนนเส้นหลักของพระราม3- คลองเตย ที่ดินแถวนั้นแพงมากๆ ดั่งคำบอกของหลวงพ่อครับ หลวงพ่อวงษ์ท่านเป็นพระสมาถะมีพลังจิตสมาธิเข้มขลังมาก รู้กาลมรณภาพ และหลังจากมรณภาพสังขารไม่เน่าเปื่อย ปัจจุบันสังขารของท่านยังเก็บไว้ให้ผู้คนสัการะบูชาที่วัดครับ ก่อนท่านจะมรณภาพได้กล่าวกับลูกศิษย์ว่า “ถ้าข้าตายร่างกายข้าก็จะไม่เน่าเปื่อย เพราะข้าไม่ท่านเนื้อสัตว์ไม่เบียดเบียนชีวิตใคร “ เป็นคำกล่าวที่แฝงหลักธรรมครั้งสุดท้ายของหลวงพ่อ ...........................

    คาถาบูชาหลวงพ่อวงษ์ และ วัตถุมงคลของหลวงพ่อวงษ์
    ตั้ง นะโม 3 จบ
    โย หิ เสฏโฐ มหาเถโร วังสะปาโลติ วิสสุโต
    ทานิ ตัง อะภิปูเชมิ มะมะ โหตวา ภิมังคะลัง

    คาถาบูชาเสือหลวงพ่อวงษ์ และ เสือหลวงพ่อสมชาย วัดปริวาสฯ
    ตั้ง นะโม 3 จบ
    พยัคโฆ พยัคฆา อิติ สุญญา ละภะติ หึมหัม ฮัมฮะ
    3 จบ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ

    IMG_20260304_131644.jpg IMG_20260304_131754.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 มีนาคม 2026 at 11:40
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,163
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1772608591850.jpg
    ขออนุญาตเผยแพร่..... บารมีหลวงปู่หยอด ชินวํโส อดีเจ้าอาวาสวัดแก้วเจริญ เกจิแห่งลุ่มน้ำแม่กลองครับ

    **พระเครื่งหลวงปู่หยอด ช่วยให้ชาวบ้านรอดต.า.ยจากอาวุธสงคราม**

    รายนี้เกิดขึ้นที่ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีชาวบ้านในแม่กลองไปประกอบอาชีพทำไร่ และค้าขายจนมีฐานะ โดยฝ่ายตรงข้ามนั้นมีความอิจฉาริษยาเป็นอย่างมาก เห็นว่าเขามีเงินมีทองมีความร่ำรวย ครอบครัวนี้เดินทางไปกราบหลวงปู่หยอดอยู่บ่อยๆ และยังเล่าเรื่องถึงคนอิจฉามาคอยทำร้ายหลายครั้ง หลวงปู่ท่านก้อให้ของดีไปติดตัว และให้ระวังตัวเสมอๆ อย่าประมาท วันหนึ่งในขณะที่ศิษย์ของท่านขับรถกะบะปิคอัพกลับจากช่วยงานบวชบ้านคนรู้จักกัน ก็มีคนร้ายดักอยู่ตรงทางเข้าไร่ แล้วใช้อาวุธสงครามยิ.เข้าใส่รถกะบะปิคอัพ คนขับรถจึงเร่งเครื่องขับรถหนี ด้วยความรีบแฉลบลงข้างทางแต่คนในรถนั้นก็ใจถึงแม้มีแต่ปืนพก คนเรานั้นเมื่อใจสู้หมายถึงไม่คิดอะไรแล้วเมื่อคนอื่นมาทำร้ายเรา เรามีอาวุธก็ตอบโต้ฉากการยิ.เข้าใส่กันระยะประชิด อาวุ.ธสงครามต้องวิ่งหนีไปกับความมืด พร้อมทั้งทิ้งรอยเลือดแดงเป็นทางไว้อีกด้วย หลังจากนั้นไม่กี่เดือน คนที่มายิงกะจะมาเก็บให้ฝ่ายตรงข้ามต.า.ยสนิท

    คราวนี้มาตอนสายดีกว่าไม่มีใครระวัง คนงานกำลังตัดสับปะรด บางกลุ่มก็ขนขึ้นรถ คงไม่มีใครรู้ว่าคนร้ายหมายมาเอาชีวิตใคร คนระวังนั้นเขาระวังตัวอยู่แล้ว พอเห็นคนร้ายมาใกล้ก็บอกญาติและพรรคพวกให้เตรียมตอบโต้ทันที คราวนี้ยิ.กันกลางวัน ยิ.กันระยะประชิดตัวกว่าคราวก่อนอีก เสียงปืนดังสนั่นไร่ คนงานที่กลัวถูกลูกหลงก็นอนราบหมอบหลบ บางคนก็มองดูคนยิ.กัน ไม่กี่นาทีคนร้ายที่มากันหลายคนก็พากันลากคนเจ็บไป คนที่ถูกยิ.ตาeก็นอนอยู่สองศ.พ พวกคนงานเห็นว่าคนร้ายเริ่มล่าถอยก็ส่งเสียงบอกให้ช่วยกันดักจับ คนงานไร่ใกล้ๆ กันเกือบร้อยมาช่วยกัน คนร้ายหนีแทบไม่ทันทิ้งปืnไว้หลายกระบอกมีคนตาeอีกสองศพ

    ศิษย์หลวงปู่หยอดถูกยิงถึงสี่นัด แต่ลูกปืnยิ.ไม่เข้าสักนัดซ้ำยังยิ.คนร้ายตาeไปสองและบาดเจ็บอีกสอง คราวนั้นเหรียญหล่อซุ้มประตูรุ่นแรก (ที่ระลึกผูกพัทธสีมา ปี 30) มีชื่อเสียงโด่งดังมาก แม้แต่หนังสือพิมพ์รายวันก็ยังลงข่าว จนมีผู้คนแห่มาเช่าบูชาจนหมดวัด

    ในเรื่องอภินิหารของท่านนั้นยังมีอีกมากมาย ส่วนมากแล้วจะเป็นด้านแคล้วคลาดอันตรายต่างๆ แม้แต่ทหารไทยของหน่วยทหารช่าง จ.ราชบุรี กับภารกิจขององค์การสหประขาขาติ (UN) ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิd/กับระเบิdในประเทศกัมพูชาก็รอดตายมาแล้ว โดยเกิดเหตุระเบิdเสียงดังตูมสนั่นหวั่นไหว แต่ไม่มีใครได้รับอันตราย ทำให้เหรียญรุ่นนั้นเรียกว่าเหรียญกู้ระเบิdไปเลย....

    ที่มา.... หนังสือพิมพ์อิทธิฤทธิ์ ฉบับที่ 11 เดือนสิงหาคม ปี 2547 หน้า 27

    ** ขออนุญาตเผยแพร่ข้อมูล....
    เชือกไหมห้าสี คือ ของขลังของดีสุดวิเศษ ของหลวงปู่หยอดที่ดังมาก…**

    ยามที่ท่านว่างจากการงานต่างๆ หลวงปู่ท่านจะเอาไหมห้าสีมาขวั้นทำเป็นเชือก สำหรับให้คนที่มาขอเอาไปคล้องคอ ทั้งยังทำเป็นเชือกไหมห้าสีแบบสวมข้อมือ ใครขอกับท่านจึงจะได้ ใครไม่ขอท่านก็ไม่ค่อยได้ ท่านจะทำเอาไว้เรื่อยๆ คนไหนที่ท่านเห็นว่ามีความเลื่อมใสท่านมากๆ นั่นแหละหลวงปู่ท่านถึงจะให้ท่านผู้นั้น

    คนที่ได้ส่วนมากเรียกว่าคนจนหาเช้ากินค่ำ ที่ไปกราบหาฤกษ์หายามมงคลต่างๆ บางคนก็ไปขอของดีจากท่าน ทั้งเชือกคล้องคอและสวมข้อมือ ผู้คนที่ได้ไปติดตัวต่างก็ประสบอภินิหารในด้านต่างๆ ทั้งทางด้านแคล้วคลาดและทางเมตตา แม้แต่ทางคงกะพันชาตรี ถึงจะมีประสบการณ์ในด้านต่างๆ ให้คนได้เล่าขานกันก็ยังไม่มากมายอะไรนัก เมื่อมีใครไปเล่าให้ท่านฟัง ไม่มีอะไรมาก นอกจากท่านจะบอกว่าคนเราทำดีนั้น คุณพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็จะคุ้มครอง ถ้าใครทำอะไรไม่ดีก็ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนจะมารักษาคุ้มครอง

    คนเรานั้นถึงจะมีความรู้เล่าเรียนถึงระดับปริญญาตรี ปริญญาโทก็ตาม เมื่อเราเป็นคนไทยที่นับถือพระพุทธศาสนาก็จะหันหน้าเข้าวัดกันตามโอกาส ไปทำบุญในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา สาวงามท่านหนึ่งเรียนระดับปริญญาโทเป็นคนอัมพวานั่นเอง ครอบครัวเป็นชาวพุทธ และเธอผู้นั้นก็ไม่เคยละเลยเรื่องบุญทำทานเลย แต่เรื่องกรรมเก่าใครเล่าจะรู้ ซึ่งเธอนั้นมีปัญหาเรื่องความรัก คนรักตีจากไปมีสาวคนใหม่ ถึงเธอจะอ้อนวอนให้คืนดีอย่างไร อ้อยที่เขาเคี้ยวแล้วก็หมดก็ความหวาน สาวผู้นั้นน้อยใจมาก เธอเคยไปหาหลวงปู่หยอดที่วัดเล่าเรื่องที่ทุกข์ใจให้ฟัง หลวงปู่ท่านก็ให้สติในด้านที่ดีให้ละลืมอดีตที่ผ่านมา ท่านสอนธรรมจนสาวผู้นั้นมีกำลังใจคลายทุกข์ลงได้บ้าง เธอมากราบหลวงปู่หลายครั้งในยามที่เธอเครียด ครั้งสุดท้ายหลวงปู่มอบไหมห้าสีให้เธอเอาไปคล้องคอและเธอก็ขอไหมสวมข้อมือด้วย วันนั้นเป็นวันทำบุญที่บ้านญาติของเธอนั่นเอง เหมือนกับหลวงปู่จะรู้ว่าเธอผู้นั้นจะคิดร้ายทำลายตัวเอง วันนั้นท่านได้ให้สติกับสาวผู้นั้นอยู่นานหลายนาที ก่อนที่จะเดินทางกลับหลังจากเสร็จงานทำบุญแล้ว

    อีกไม่กี่วันมีข่าวลือทั้งแม่กลอง สาวนักเรียนปริญญาโทตัดสินใจปัญหาชีวิต ด้วยการใช้ปืnพกของบิดายิ.ตัวเอง เดชะบุญที่พ่อของเธอไม่เดือดร้อนจากการฆ่ตัวตายของลูกสาว เพราะปืnที่ยิงนั้น...ยิ.ไม่เข้า ทั้งๆ ที่เธอเองยิ.หัวสมองตัวเอง กะให้นัดเดียวกระจายตาeสนิท จะได้ไม่มีความเจ็บปวดแต่ประการใดๆ เมื่อเสียงปืnดังขึ้น คนในบ้านรู้ดีว่าเธอทำอะไรสักอย่างแน่แล้ว จึงรีบวิ่งขึ้นไปดูในห้องซึ่งปิดประตูต้องพังเข้าไป เห็นสาวผู้นั้นนั่งตัวแข็งร้องให้ไม่รู้สติว่ามันเป็นอะไรอย่างนั้น จนพ่อแม่และพี่ชายขึ้นไปจนครบ จึงรู้ว่าเธอฆ่าตัวตาe แค่ปืนที่ยิงนั้นยิงไม่เข้าลูกปืnตกอยู่ข้างๆ ตัวเธอนั่นเอง พอได้สติพร้อมกัน ทุกคนหายตกใจกันแล้วก็พากันไปกราบหลวงปู่หยอดที่วัดแก้วเจริญ

    วันนั้นมีชาวกรุงเทพและชาวราชบุรีเดินทางไปกราบท่านอยู่สามราย ทุกคนกำลังนั่งสนทนากับท่าน แล้วพวกเขาก็หันมาดูผู้ที่ขึ้นมาเยือนหลวงปู่กันทุกคน ผู้ที่ไปหาท่านใหม่พอนั่งสงบแล้ว ก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ท่านฟังอย่างละเอียด หลวงปู่ท่านก็บอกให้ตั้งสติ เรื่องราวในอดีตได้ผ่านพ้นไปแล้ว ให้คิดถึงแต่สิ่งที่ดี ในโลกนี้ไม่มีใครเลยที่ไม่เคยพลาดพลั้ง ทุกคนมีความผิดพลาดมาด้วยกันทั้งนั้น

    นับจากนั้นมาข่าวเรื่องราวอภินิหารของท่านก็เริ่มดังมากขึ้นไปทั่วหลายจังหวัด วัยรุ่นจากราชบุรีส่วนมากเป็นนักเรียนอาชีวะและนักเรียนเหล่านี้จะเดินทางไปขอไหมห้าสีทั้งแบบสวมคอและสวมข้อมือกับหลวงปู่อยู่บ่อยๆ ทั้งชาวบ้าน ข้าราชการ ชาวบ้านทั่วๆ ไป คนใกล้ในท้องถิ่นนั้นก็จะแวะเวียนไปกันไม่เคยขาด ส่วนนักสร้างพระเครื่องทั้งหลายก็แวะเวียนเดินทางไปหาหลวงปู่เช่นกัน จากท่าเรืออัมพวาไปวัดแก้วเจริญบางเที่ยวมีชาวกรุงเทฯ และบรรดานักสร้างพระเครื่องที่หวังจะได้สร้างพระกับหลวงปู่ก็ลงเรือหางยาวลำเดียวกัน บางเที่ยวเรือหางยาวออกทีเดียวพร้อมกันสองลำก็ยังมี จุดหมายปลายทางที่วัดแก้วเจริญ

    ถึงผู้คนจะแวะเวียนไปกันมาก ท่านก็มีงานมากขึ้น แต่ท่านก็มิเคยปริปากว่าเหนื่อยอะไร ใครมาหาเมื่อเสร็จธุระแล้ว ท่านก็ทำงานของท่านต่อไป จากทางเรือก็มีทางรถยนต์ มีคนเดินทางไปลงหลังวัดแล้วเดินเข้าวัดเหมือนอย่างกับวัดมีงานสำคัญๆ บางคนก็เอารถเก๋งกันไป ท่านต้อนรับทุกคน ใครเสร็จธุระแล้วก็กลับ ระยะนั้นยังไม่ได้มีการสร้างพระเครื่องอะไรนัก มีเพียงพระเครื่องบางรุ่น และไหมห้าสีที่ท่านแจกให้กับผู้ที่เลื่อมใสที่ขอกับท่านเท่านั้น

    คนตกรถทัวร์ในจังหวัดราชบุรีไม่ต..า..ย....

    รายนี้เป็นเด็กสิบกว่าขวบเป็นลูกข้าราชการขึ้นรถไปกรุงเทพฯ ไม่รู้ว่านั่งหรือทำอย่างไรเข้า ตกลงไปที่ถนนขณะที่รถวิ่ง ไม่มีใครเห็น ตำรวจทางหลวงดักรถคันนั้นไว้ มีชาวบ้านนำตัวเด็กไปส่งโรงพยาบาลแล้วแจ้งตำรวจ ดีที่เด็กผู้นั้นไม่เป็นอะไร ในตัวมีไหมหลวงปู่หยอดคล้องคออยู่เส้นเดียว

    วัยรุ่นนักเรียนอาชีวะซัดกันด้วยปืnและดาbสลบเหมือด รอดตายด้วยไหมสวมข้อมือและไหมคล้องคอ

    รายนี้บ้านอยู่แถวอำเภอวัดเพลง ซึ่งห่างจากวัดแก้วประมาณสองกิโลเมตรเท่านั้นเอง เป็นนักเรียนในตัวเมืองราชบุรี เขาและเพื่อนนั่งรถเครื่องไปเที่ยวในตัวเมืองราชบุรีกลับก็เที่ยงคืนกว่า ด้วยพบคู่อริในงานจึงรีบกลับ ไม่อยากมีเรื่อง ด้วยปันสองคน แต่คู่อรินั้นเห็นเข้าก็เลยมาดักกลางทาง หนุ่มทั้งสองไม่ได้ระวังตัวจึงถูกดังยิ.ฟันแท.ทั้งถูกตีด้วยไม้ รถล้มกลางถนน ฝ่ายตรงข้ามนึกว่าเขาทั้งสองนั้นตาeแล้วก็ลากไปไว้ที่ข้างทางถนนในพงหญ้า รถเครื่องก็ลากไปทิ้งในคูน้ำใกล้ๆ นั่นเอง ราวตีสามเด็กหนุ่มทั้งสองก็ฟื้นด้วยความเย็นของน้ำค้าง จึงค่อยๆ เดินบ้างคลานบ้างไปยังโรงพยาบาล ทางบ้านทราบข่าวก็เกือบเช้า เพราะมีคนไปบอกว่าลูกหลานถูกทำร้ายนอนรักษาอยู่ในโรงพยาบาลวัดเพลง ด้วยอำนาจแห่งไหมห้าสีทั้งสวมคอและสวมข้อมือของหลวงปู่หยอด ที่ช่วยให้เด็กหนุ่มทั้งสองรอดต..า..ยจากอาวุธร้ายได้อย่างน่าอัศจรรย์....

    รายนี้เป็นวัตถุมงคลของหลวงปู่หยอดที่ได้รับไปจากมือของท่านในงานทำบุญ ทั้งสองมีอาชีพขับเรือหาวยาว วิ่งรับคนโดยสารท่าเดียวกันผ่านหน้าวัดแก้วเจริญไปยังอัมพวา ก็ขับกันมาหลายปีแล้ว อยู่ๆ ก็มีเรื่องทะเลาะกันด้วยสาเหตุจากการพนัน ที่สุดทั้งสองคนก็ใช้อาวุธเข้าทำร้ายต่อสู้ด้วยอาวุธปืnยิงกัน โดยทั้งสองคนนั้นยิ..กันไม่เข้า เพราะมีไหมคล้องคอและวัตถุมงคลของท่านติดตัวทั้งคู่ ตอนหลังคนทั้งสองได้เดินทางไปกราบหลวงปู่ที่วัด ท่านถามมีสติดีอยู่หรือเปล่าโยม เราคนบ้านเดียวกัน ทำอะไรให้ใช้สติกันบ้าง ทำเอาคนทั้งสองถึงกับพูดไม่ออก ก้มกราบท่านแล้วก็ลงจากกุฏิไป

    ที่มา.... หนังสือพิมพ์อิทธิฤทธิ์ ฉบับที่ 11 เดือนสิงหาคม ปี 2547 หน้า 25

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ยกชุดวัตถุมงคลหลวงปู่หยอดวัดแก้วเจริญ ๔ องค์
    ๑.พระผงสมปรารถนาผสมเกศาหลวงปู่หยอด เยอะมาก เห็นชัดเจน
    ๒.เหรียญหลวงปู่หยอดหลัง ๑๒ ราศีที่ระลึกครบรอบ ๘๔ ปี
    ๓.รูปถ่ายกระดาษอายุ ๘๐ ปีหลวงปู่หยอด ปี๒๕๓๓
    ๔.พระปิดตาโภคทรัพย์ฝังพลอยหลวงปู่หยอด

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ

    IMG_20260304_141033.jpg IMG_20260304_141052.jpg IMG_20260304_141124.jpg IMG_20260304_141147.jpg IMG_20260304_150558.jpg IMG_20260304_150626.jpg IMG_20260304_150706.jpg IMG_20260304_150747.jpg IMG_20260304_150819.jpg IMG_20260304_150841.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 มีนาคม 2026 at 04:52
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,163
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1772607045795.jpg

    หลวงพ่อรวย (พระครูพิศาลวรเวช)อดีตเจ้าอาวาสวัดหอมศีลรูปแรก อดีตเจ้าคณะตำบลบางพลีน้อย
    เทพเจ้าแห่งหมอยาสมุนไพร ศิษย์หลวงพ่อแบน วัดแหลมทองและปลัดขิกอันลือเลื่อง ศิษย์หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก

    ประวัติความเป็นมาของวัดหอมศีล (เหนือ) โดยสังเขป
    วัดหอมศีล (เหนือ) เป็นวัดราษฎร์ ตั้งอยู่เลขที่ 10 หมู่ 4 บ้านคลองหอมศีล ต.บางพลีน้อย อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ได้ขอยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดมีพระสงฆ์ กระทรวงศึกษาธิการประกาศแจ้งความยกวัดร้างนี้เป็นวัดมีพระสงฆ์ใช้ชื่อเดิมว่า "วัดหอมศีล" เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2525 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาใหม่ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2530 ซุ้มประตูทางเข้าวัดหอมศีล (ติดถนนบางนา-ตราด) มีเนื้อที่ตั้งวัด 13 ไร่ โฉนดเลขที่ 158 อาณาเขตทิศเหนือติดที่เอกชน ทิศใต้ติดคลองชวดลังกา ทิศตะวันออกติดคลองหอมศีล ทิศตะวันตกติดคลองชวดลังกา
    วัดแห่งนี้เดิมเป็นวัดร้าง เป็นที่ว่างเปล่าไม่มีเสนาสนะอะไรที่จะใช้งานได้ มีแต่เพียงซากอุโบสถเก่าทิ้งไว้เป็นหลักฐานเพียงให้รู้ว่าที่ตรงนี้เป็นวัดร้าง เพราะมีพระพุทธรูปซึ่งเป็นพระประธานในอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปัจจุบันยังเก็บรักษาไว้ โดยสร้างวิหารเล็กๆ ขึ้นใหม่ตรงอุโบสถเก่านั้น เป็นที่ประดิษฐาน "หลวงพ่อขาว" คือ (พระประธานของอุโบสถเก่า) อายุราวๆ 200 กว่าปี
    กาลต่อมาประชาชนได้นิมนต์พระสงฆ์จาก วัดบางนาง ต.บางนาง อ.พานทอง จ.ชลบุรี คือ หลวงพ่อสำรวย คัมภีรธัมโม ได้เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ต่อมาได้รับพระราชทานเป็น "พระครูพิศาลวรเวช" ซึ่งเป็นพระลูกวัดอยู่ที่วัดบางนาง มาอยู่จำพรรษา แรกๆ ก็ปลูกศาลาด้วยไม้มุงสังกะสีหลังเล็กๆ เป็นที่พำนัก ขณะนั้นยังรกร้างมาก และเป็นที่อาศัยของสัตว์มีพิษนานาชนิด เช่น งูเห่า เป็นต้น ต้องหาห่านมาเลี้ยงไว้ในบริเวณนั้น เพราะขี้ห่านมันร้อน งูก็จะไม่ค่อยมารบกวน ในตอนบ่ายจะเห็นงูมาผึ่งแดดอยู่บ่อยๆ ก็ได้ชาวบ้านในละแวกนั้นมาช่วยกันถางหญ้าให้เตียน และช่วยกันบูรณะพื้นที่ปรับปรุงไปเรื่อยๆ จนต้นไม้ป่าหญ้าเตียนดีแล้ว
    ด้วยความอุตสาหวิริยะของเจ้าอาวาสรูปเก่า และเจ้าอาวาสรูปใหม่คือ "พระครูสุคนธ์กิจจานุยุต" ได้ดำเนินการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะพื้นที่วัดเป็นท้องนา และบ่อปลา จึงถูกน้ำท่วมอยู่ทุกปี ทำให้ความเป็นอยู่ของพระสงฆ์นั้นลำบากมาก ตลอดทั้งเสนาสนะที่มีอยู่ก็ถูกน้ำท่วม ขณะนี้ทางวัดกำลังรวบรวมปัจจัยหาทุนมาถมที่เพื่อหนีน้ำให้สูงขึ้น

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    เหรียญรุ่น ๑ หลวงพ่อรวยวัดหอมศีล

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260304_134506.jpg IMG_20260304_134538.jpg
     
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,163
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1412630-444df.jpg

    เหรียญหลวงปู่เทพโลกอุดร หลังยันต์เกราะเพชร
    นิตยสารญาณวิเศษจัดสร้าง เนื้อทองแดงรมดำ
    พิธีพุทธาภิเษกโดย
    สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ประธานในพิธี
    หลวงปู่บุดดา วัดกลางชูศรี
    หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม
    หลวงพ่อคง วัดเขาสมโภชน์
    หลวงปู่โง่น วัดพุทธบาทเขารวก
    หลวงพ่อฤาษีลิงขาว วัดฤกษ์บุญมี
    หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ
    หลวงพ่อพุธ วัดป่าสาลวัน
    หลวงพ่อดี วัดพระรูป
    หลวงพ่อเมี้ยน วัดโพธิ์กบเจา
    หลวงปู่ศรี มหาวีโร วัดป่ากุง
    หลวงพ่อปัญญา วัดราชประดิษฐ์
    หลวงพ่อสมคิด วัดพลับ
    หลวงพ่อป่วน วัดหนองบัวทอง
    หลวงพ่อห้อม วัดคูหาสวรรค์
    หลวงพ่อศรีเงิน วัดดอนศาลา
    หลวงพ่อชาญณรงค์ วัดเลา
    หลวงพ่อลำใย วัดทุ่งลาดหญ้า เป็นต้น
    จัดสร้างปี พ.ศ.2535-2536

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260304_205000.jpg IMG_20260304_205030.jpg
     
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,163
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1772703394804.jpg FB_IMG_1772703391651.jpg

    หลวงพ่อเงิน รุ่นสิริโลกนาถ วัดสระเกศ ปี ๒๕๓๖
    ......
    มีคำกล่าวกันในหมู่ผู้ที่ศรัทธาว่า “ใครมีพระหลวงพ่อเงิน จะเจริญรุ่งเรือง ไม่ฝืดเคืองขัดสน แม้ตกอยู่ในภาวะอันตราย จะแคล้วคลาดได้อย่างน่าอัศจรรย์ และไม่สำคัญว่าพระเครื่องรุ่นนั้นจะทันท่านหรือไม่”
    สิ่งที่เป็นเรื่องอัศจรรย์ก็คือ ความเข้มขลังในพระเครื่องหลวงพ่อเงินนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นของเก่า แม้ที่เพิ่งสร้างใหม่ในนามของหลวงพ่อเงินล้วนแล้วแต่เอกอุไปด้วยพลังแห่งความศักดิ์สิทธิ์ที่กระจายอยู่ทุกอนูของวัตถุมงคลมหามงคลนาม " หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ " ล้วนมีพลังอาถรรพณ์ก่อให้เกิดสิ่งอันเป็นมงคลแก่ผู้ครอบครองในทุกๆ ด้าน เชื่อกันว่าพลังดังกล่าวนั้นเกิดมาจากพลังบารมีของหลวงพ่อเงิน ที่แผ่กระจายครอบคลุมปกปักรักษาผู้ที่เคารพศรัทธาท่าน ให้ปลอดโรคปลอดภัย ปราศจากภยันอันตรายใดๆ ที่จะมากล้ำกราย
    พระรุ่นนี้ได้ผ่านพิธีมหาพุทธาภิเษก ถึงสองวัดใหญ่ เมื่อปี 2536
    โดยครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2536 ณ วัดระฆังโฆสิตาราม พระราชาคณะสวดชินบัญชร 9 จบ
    ครั้งที่2 เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2536 ณ พระอุโบสถวัดสระเกศฯ พระเกจิร่วมเสกมากมาย รวมทั้งหลวงปู่หมุนด้วยครับ จัดว่าเป็นพระที่มวลสารดีมากๆ พิธีก็สุดยอดครับ พุทธาภิเษกครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2536 ณ พระวิหารสมเด็จพุฒาจารย์(โต) วัดระฆังโฆสิตาราม กทม.โดยพระราชาคณะได้สวดพระธรรมจักกัปวัตนสูตรแล้วสวดพระคาถาชินบัญชร 9 จบ
    พุทธาภิเษกครั้งที่สองเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2536 ณ พระอุโบสถวัดสระเกศ กทม.มีพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงคุณได้เมตตามาร่วมพิธีรวม 208 รูป สมเด็จพุฒาจารย์(เกี่ยว) วัดสระเกศ กทม.องค์ประธานจุดเทียนชัยและนั่งปรก มีรายนามพระเกจิอาจารย์บางรูป ดังนี้ :
    - หลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน จ.ศรีสะเกษ
    - หลวงปู่คำพันธ์ วัดธาตุมหาชัย จ.นครพนม
    - หลวงพ่อเพชร วัดสิงห์ทอง จ.อุบลราชธานี
    - หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี
    - หลวงพ่อดี วัดพระรูป จ.สุพรรณบุรี
    - หลวงพ่อทองหยด วัดชีสุขเกษม จ.สุพรรณบุรี
    - หลวงพ่อทองเหมาะ วัดปราสาททอง จ.สุพรรณบุรี
    - หลวงพ่อจวน วัดไก่เตี้ย จ.สุพรรณบุรี
    - หลวงพ่อสำราญ วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท
    - หลวงพ่อนะ วัดหนองบัว จ.ชัยนาท
    - หลวงพ่อผล วัดดักคะนน จ.ชัยนาท
    - หลวงพ่อหยอด วัดแก้วเจริญ จ.สมุทรสงคราม
    - หลวงพ่อแนม วัดเขาหน่อ จ.นครสวรรค์
    - หลวงปู่พิมพา วัดหนองตางู จ.นครสวรรค์
    - หลวงพ่อสมควร วัดถือน้ำ จ.นครสวรรค์
    - หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม จ.กาญจนบุรี
    - หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ จ.นครปฐม
    - หลวงพ่อมี วัดมารวิชัย จ.พระนครศรีอยุธยา
    - หลวงพ่อเมี้ยน วัดโพธิ์กบเจา จ.พระนครศรีอยุธยา
    - ครูบาแก้ว วัดปงสนุกใต้ จ.ลำปาง
    - ครูบาสิงห์ วัดฟ้าฮ่าม จ.เชียงใหม่
    - หลวงพ่อวิชัย วัดถ้ำผาจม จ.เชียงราย
    - ครูบาแสงหล้า วัดพระธาตุสายเมือง ประเทศพม่า
    - พ่อท่านแก้ว วัดเขาปูน จ.นครศรีธรรมราช
    - หลวงพ่อยิด วัดหนองจอก จ.ประจวบคีรีขันธ์...ฯลฯ
    นอกจากนี้หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ นครราชสีมา,หลวงพ่อดาบสสุมโน อาศรมไผ่มรกต เชียงราย,หลวงพ่อเปรื่อง วัดบางคลาน จ.พิจิตร ได้เมตตาเสกเดี่ยว

    พระผงเจ้าสัว หลังหลวงพ่อเงิน รุ่นสิริโลกนารถ ปี 2536 หลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน ร่วมอธิฐานจิต
    พระผงเจ้าสัว รุ่นสิริโลกนารถ มวลสารเก่าวัดระฆังและผงวิเศษจากวัดต่างๆมากมาย..พุทธาภิเษกใหญ่วัดสระเกศ และ วัดระฆัง โดยพระราชาคณะ และ พระเกจิชั้นนำแห่งยุคร่วมปลุกเสก108รูป
    พระผงเจ้าสัวสิริโลกนาถ สมเด็จพุฒาจารย์เกี่ยว วัดสะเกศ สร้างจากผงสมเด็จวัดระฆังที่แตกหักเป็นมวลสารหลักและยังมีส่วนผสมดังนี้คือ
    - ผงครูบาเจ้า เกษม ลำปาง
    - ผงหลวงพ่อดาบส เชียงราย
    -ผงหลวงปู่น้อย เชียงใหม่
    -ผงหลวงปู่สิม เชียงใหม่
    -ผงหลวงปู่ดวงดี เชียงใหม่
    -ผงครูบาฟ้าหลั่ง เชียงใหม่
    -ผงหลวงปู่หล้าตาทิพย์ เชียงใหม่
    -ผงหลวงปู้แก้ว เชียงใหม่
    -ผงว่าน ๑๐๘ ครูบาศรีวิชัย รุ่นสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ เชียงใหม่
    และอื่นๆ อีกมากมาย

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260305_161049.jpg IMG_20260305_161108.jpg IMG_20260305_161226.jpg IMG_20260305_161307.jpg IMG_20260305_161150.jpg IMG_20260305_161208.jpg IMG_20260305_161129.jpg
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,163
    ค่าพลัง:
    +21,459
    15977507-3.jpg 15977507-4.jpg

    พระปิดตาปลดหนี้ คาดหวาย ครูบาอ่อน วัดสันต้นหวีด พระสงฆ์ผู้สมถะแดนล้านนา ละสังขาร อัฐิแปรเป็นพระธาตุ ท่านตั้งใจอธิฐานจิตเอาไว้ช่วยลูกหลาน สร้างเมื่อปี พ.ศ.2551 สร้างด้วยมวลสารศักดิ์สิทธิ์และผงดอกไม้หลายๆวัด ด้านหลังเป็นยันต์.นะมะพะทะ นะชาลีติ คือ ธาตุทั้ง 4 และหัวใจพระสีวลี

    ...........

    พระสมนึก สิริวฑฺฒนเมธี รักษาการเจ้าอาวาสวัดสันต้นหวีด ต.แม่ปืม อ.เมือง จ.พะเยา ระบุว่า หลังทางศิษยานุศิษย์และสาธุชนทั้งในและต่างจังหวัดได้จัดงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่พระครูสันติธรรมาภิรม (หลวงปู่ครูบาอ่อน รัตนวัณโณ) 60 พรรษา 90 ปี ณ เมรุชั่วคราววัดสันต้นหวีด ต.แม่ปืม อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 56

    จากนั้นได้ร่วมกันเก็บอัฐิธาตุในเช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งพบว่าอัฐิธาตุหลวงปู่กลายเป็นพระธาตุแล้ว โดยทางวัดเก็บไว้ในโกฏทองเพื่อให้สาธุชนกราบไหว้พร้อมกับนำไปบรรจุในสถูปมณฑป รูปเหมือน และอีกหลายแห่งที่ลูกศิษย์วัดกำลังจะดำเนินการก่อสร้างให้เป็นสถานที่เก็บอัฐิธาตุ

    ที่มา MGR online

    เกจินักบุญเมืองพะเยาครูบาอ่อนแห่งวัดสันต้นหวีด ต.แม่ปืม อ.เมือง จ.พะเยา
    ประวัติหลวงปู่พระครูสันติธรรมาภิรม (ครูบาอ่อน รตฺนวณฺโณ)
    นามเดิมชื่อ อ่อน สมวรรณ เป็นบุตรของ พ่อถา แม่ปั๋น สมวรรณ มีพี่น้องร่วมบิดา – มารดา ด้วยกัน ๕ คน
    เกิดเมื่อ วันที่ ๑๓ กันยายน ๒๔๖๕ ตรงกับ วันพุธกลางคืน
    เดือน ๑๒ เหนือ แรม ๘ ค่ำ ปีจอ จบการศึกษา ป.๔ น.ธ.ตรี
    เมื่อครั้นอายุ ครบบวชบรรพชา เป็นสามเณรเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ โดยมีพระอุปัชฌาย์ คือ ครูบาอิ่นแก้วสาร เจ้าอาวาส วัดใหม่หลวง และ ได้อุปสมบท พ.ศ. ๒๔๘๖
    อายุ ๒๕ ปี ได้ลาสิกขาไป จากนั้น ได้กลับเข้ามาบรรพชาอุปสมบท ครั้งที่ ๒
    ณ อุโบสถวัดศรีโคมคำ ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๐๕
    โดยมีหลวงพ่อพรอุบาลีคุณูปมาจารย์เป็นพระอุปัชฌาย์
    ได้ถวายตัว อุปฐาก ครูบาแก้ว คนฺธวํโส
    - พ.ศ. ๒๕๐๗ ได้ย้ายมารักษาการเจ้าอาวาสวัดสันต้นหวีด
    - พ.ศ. ๒๕๐๙ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสันต้นหวีด
    - พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลแม่ปืม เขต ๒
    - พ.ศ. ๒๕๒๔ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์พัดยศเป็น พระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ในราชทินนามใหม่ ชื่อ พระครูสันติธรรมาภิรม
    - พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์พัดยศเป็น พระครูสัญญาบัตรชั้นโท ในราชทินนามเดิม
    - พ.ศ. ๒๕๔๓ เนื่องปัญหาด้านสุขภาพ จึงได้ลาตำแหน่งเจ้าคณะตำบลแม่ปืม เขต ๒ และได้รับการแต่งตั้งเป็น เจ้าคณะตำบลกิตติมศักดิ์จนถึง ปัจจุบัน
    นอกจากนี้ท่านได้ทำหน้าที่ ปกครองวัด และช่วยเหลือคณะศัทธาญาติโยม
    ให้คำปรึกษา ทั้งในด้านการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ด้านสมุนไพร และอักษรภาษาพื้นเมืองล้านนา
    ผลงานด้านต่างๆ ที่สำคัญในระยะเวลาที่ผ่านมา
    ๑. เป็นผู้ทำหนังสือขอพระราชทานวิสุงคามสีมา ของวัดสันต้นหวีด
    ซึ่งวัดสันต้นหวีดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ และในปีเดียวกันนั้นได้สร้างศาลา โรงธรรม ศาลาบาตร อย่างละ ๑ หลัง ไว้กับวัด พร้อม ทำการฉลองและผูกพัทธสีมาในปีเดียวกัน และในปี ๒๕๑๓ ได้สร้างหอพระไตรปิฏก ใช้เวลาในการสร้าง ๑ ปี ในปี ๒๕๑๖ ได้กฐินจากชลบุรีมาทอด จึงได้ นำเงินที่ได้ ๑๐,๐๐๐ บาท ไปขยายพื้นที่ของวัด โดยได้ซื้อที่ดินของพ่ออ้าย ยอดวงค์ และที่ดินดังกล่าวได้ สร้างเชิงตะกอน (เมรุ) เผาศพ พร้อมทั้ง ศาลา ในปีเดียวกันนี้ได้ก่อสร้างกุฏิหลังใหญ่ และแล้วเสร็จในปี ๒๕๑๙
    ๒. เป็นผู้นำในการคิดริเริ่มการใช้ ระบบการ ฌาปนกิจโดยใช้วิธีการเผา แทนการฝัง
    “ เนื่องด้วยในสมัยก่อนนั้น อาจเป็นเพราะเป็นหมู่บ้านในชนบทดังนั้นงบประมาณในพัฒนาประเทศจึงได้กระจายไม่ทั่วถึง ทำให้ ไม่ได้มีการสร้าง เมรุสำหรับเผาศพ เหมือนในปัจจุบัน จึงใช้วิธีการฝัง ในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ หลังจากที่อาตมาได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดสันต้นหวีด จึงได้นำชาวบ้านช่วยกันพัฒนา ป่าช้าและสร้างเชิงตะกอนสำหรับเผาศพขึ้น โดยอาศัย การใช้เหล็ก ลางรถไฟ มาเพื่อนำมาทำเชิงตะกอน”

    พะเยาบ้านฉัน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกๆที่มาอย่างสูงครับ

    พระปิดตาคาดหวายปลดหนี้หลวงปู่อ่อน

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาท

    ปิดรายการ

    IMG_20260305_214309.jpg IMG_20260305_214329.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 มีนาคม 2026 at 01:58
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,163
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1772730226579.jpg


    พระปิดตาผสมเกศา หลวงพ่อสนธิ์ อนาลโย วัดพุทธบูชา มีเกศา องค์นี้เห็นชัดเจน

    ๏ ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่สนธิ์ อนาลโย ๏
    วันนี้วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๗ เป็นวันคล้ายวันเกิดพระพรหมวชิราภรณ์ (หลวงปู่สนธิ์ อนาลโย) เจริญอายุวัฒนมงคลครบ ๙๐ ปี เจ้าอาวาสวัดพุทธบูชา แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร

    ".. คนเราเกิดมาก็เพื่อที่จะเดินให้ถึงจุดหมายปลายทาง
    แต่ก็ไม่เดินให้ถึงจุดหมายปลายทางสักที
    มีแต่พากันมัวเมาเล่น เพลิดเพลินอยู่กับรส กลิ่น เสียง
    สัมผัสต่าง ๆ เพลิดเพลินอยู่กับโลกสมมุติตรงนี้อยู่
    ให้มองให้ลึก แค่ความสุขที่แท้จริงคือ ความว่าง
    ความสะอาด ความบริสุทธิ์ การไม่กลับมาเกิดอีก .."

    ประวัติปฏิปทาพระพรหมวชิราภรณ์
    (หลวงปู่สนธิ์ อนาลโย)

    • ในวัยเยาว์ (ปฐมวัย)
    นามเดิม ชื่อสุเต นามสกุล คำมั่น เกิดเมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๗ ตรงกับวันอาทิตย์ ที่บ้านโนนชาติ อำเภอเลิงนกทา ซึ่งปัจจุบันเป็นจังหวัดยโสธร บิดาชื่อ นายเป คำมั่น มารดาชื่อนางกันคำมั่น อาชีพที่บ้านท่านแต่เดิมก็มีอาชีพทำนาเป็นหลักในภาคอีสาน ในสมัยนั้นก็มีอาชีพเดียวเป็นหลัก ท่านมีพี่น้องร่วมอุทรเดียวกันทั้งหมด ๖ คน ส่วนหลวงพ่อเป็นบุตรคนที่สอง ชื่อเดิมว่าสุเต เพราะท่านเป็นคนที่ชอบสังเกตุ ผู้ใหญ่จึงเรียกว่า สนธิ์ คือมีสิ่งใหม่ให้สังเกตุพิจารณา ผู้ให้ทำอะไรท่านก็มีความสนใจจึงถูกเรียกว่าสน

    เด็กชายสนธิ์ คำมั่น เรียนจบชั้นประถมปีที่ ๔ จากโรงเรียนวัดบ้านสร้างมิ่ง ด้วยคุณธรรมที่มีมาแต่เดิมจึงทำให้ท่านเป็นคนชอบสงบ มีนิสัยรักสงบ เชื่อฟังผู้ใหญ่ กลัวต่อความผิด ซึ่งทำให้ท่านมีอุปนิสัยแตกต่างจาก เด็กในวัยเดียวกัน ชอบในการเป็นผู้ให้ เช่นให้อาหารบิณฑบาตกับคุณแม่ในวัยเด็ก เมื่อคุณแม่ใส่บาตร แก่พระที่มาบิณฑบาต ท่านจะมีความอิ่มใจ สุขใจ และด้วยบุญบารมีที่ได้สะสมในกาลก่อน เมื่อท่านได้พบกับภิกษุผู้ภิกขาจาร ก็ทำให้ท่านมีความเลื่อมใส่ รู้สึกว่าจิตใจสบายเป็นปิติ ด้วยกำลังแห่งบารมีธรรมที่เต็มบริบูรณ์ จึงทำให้ท่านมีจิตใจที่โน้มเอียงไปในทางออกบวช

    ด้วยนิสัยของชาวอีสานในสมัยนั้นมีความเคารพต่อพระพุทธศาสนามาก เมื่อมีลูกชายก็อยากจะให้บวชเีรียนเขียนอ่าน เป็นเพราะการศึกษาในสมัยนั้นยังไม่เจริญ คนที่มีความรู้ความสามารถ ก็จะเกิดจากนักบวช ทิด จารย์ครู คือผู้บวชแล้วสึกไป มีครอบครัว คนอีสานก็มีอัตตลักษณ์ของกลุ่มชนที่มีเฉพาะตน คือเป็นคนรักสงบ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น รักสนุก รักเพื่อนมิตร ดังนั้นบิดามารดาของท่านจึงมีความรักในลูกอยากจะให้ลูกได้มีความรู้ความสามารถ จึงนิยมนำลูกชายของตนเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา เด็กชายสนธิ์ก็เช่นเดียวกัน มีอัธยาศัยไปในการออกบวช จึงชอบไปอยู่วัด เพื่อรับใช้พระ (สังกะรีวัด) คือเป็นผู้คอยรับใช้พระผู้มีอาวุโส เช่น ตมน้ำร้อน น้ำเย็นถวายพระ

    ในวัยเด็กของหลวงพ่อสนธิ์ ท่านก็เหมือนเด็กอีสานในสมัยนั้นคือช่วยเหลือพ่อแม่ทำมาหากิน เพราะระดับการศึกษาในยุกนั้นมีน้อย จบแค่ประถมสี่ ก็สามารถอ่านออกเขียนได้แล้ว ถ้าจะให้มีความรู้มากกว่านั้นก็ต้องมาเรียนในตัวเมืองหลวงหรือหัวเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น ส่วนความรู้ที่มีมากอีกสาขาหนึ่งคือ วัด ซึ่งเป็นสถานอบรมนิสัยให้แก่ลูกหลาน พระท่านก็ให้เรียนหนังสือผูก เช่น เรียนสนธิ์ เรียนมูล เรียนตัวธรรม เรียนตัวขอม เป็นต้น ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้จารึก(จาร)ไว้ในใบลาน พระจึงต้องเรียนตัวธรรม (ไทยน้อย) ซึงส่วนมากจารึกเป็นนิทานธรรมบท หรือนิทานพื้นบ้านในอีสาน คือ นางผมหอม ผาแดงนางไอ่ ขู่หลู่ นางอั๋ว เป็นต้น ดังนั้นจึงทำให้นักปราชญ์อีสานนำมาเขียนเป็นกลอนลำ คำผญา สุภาษิตสอนหลาน เป็นต้นล้วนออกมาจากภาษาไทยน้อย หรือตัวธรรมในสมัยนั้น คนอีสานจึงนิยมฟังกันมาก เพราะมีความเคารพในพระพุทธศาสนา พระธรรม พระสงฆ์ เพราะฉนั้นคนอีสานทั้งชายหญิงก็อยู่ในจารีต ๑๒ ครอง ๑๔ ซึ่งเป็นธรรมเนียมของชาวภาคอีสาน เช่น ฮีตปู่ ครองย่า ฮีตป้า ครองลุง ฮีตพ่อ ครองแม่ ฮีตผัว ครองเมีย เป็นต้น ดังนั้นนิสัยของท่านจึงน้อมไปในทางออกบวชตั้งแต่นั้นเ็ป็นมา

    • #การเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์
    ด้วยความกตัญญูต่อแม่ของท่าน โดยคุณแม่ทุกคนหวังจะได้เกาะชายผ้าเหลืองของลูก หรือเป็นธรรมยาทในทางพระศาสนา แม่หวังให้ลูกได้บวชเรียนเขียนอ่านก่อน คือพ่อแม่หวังให้ลูกชายทุกคนได้มาฝึกความเพียร ความอดทน ความลำบากต่างๆ ในทางพระศาสนา คือการบวชในอดีต เป็นความลำบากมากคือไฟฟ้าก็ไม่มี มีแต่ตระเกียง จุดใต้ หรือนำเอายางไม้มาผสมกับไม้ที่ผุแล้วนำมาทำใต่จุดส่องสว่างกันเท่านั้น การท่องบ่นสาธยายต่างๆก็มีตำราน้อย บางวัดต้องมาเรียกปากต่อปาก เป็นแบบมุขปาถะ ดังนั้นท่านจึงมาลำรึกถึงคำแม่สั่งไว้ว่าจะทำอะไรต่อไปให้บวชให้แม่ก่อน ท่านจึงเดินทางกลับไปที่จังหวัดสกลนคร และขอบวชที่วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร โดยมีพระอาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระอาจารย์กว่า สุมโน เป็นพระกรรมวาจารย์ และพระมหาสนธิ์ ขนฺตยาคโม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ท่านบวชเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๗ และได้อยู่อุปัฏฐากอุปัชฌาย์และอาจารย์ ฝึกกัมมัฏฐานกับท่าน

    ในปี พ.ศ.๒๔๙๘ กลับไปจำพรรษาที่วัดป่าสุทธาวาส เพราะพระอาจารย์กว่า ไม่มีใครอยู่อุปัฏฐาก จึงต้องกลับไปอยู่กับท่านและเรียนหนังที่วัดป่าสุทธาวาส การทำกัมมัฏฐานในยุกสมัยก่อน ทำอย่างเรียบง่ายแต่ก็เข้มข้น เนื่องจากธรรมมารมณ์ที่จะมากระทบจิตมีน้อยกว่าสมัยนี้มาก การพิจาณาในสรีระร่างกายก็จะทำให้จิตสลดสังเวชลงได้ง่าย เพราะคนในสมัยก่อนไม่มีการแต่งตัวมากเหมือนสมัยนี้ ความลำบากปรากฏแก่จิตได้ง่าย ด้านอาหารก็ฉันตามชาวบ้าน โดยเฉพาะภาคอีสานจะเป็นอาหารที่เหมาะแก่การภาวนามากคือ ฉันอาหารป่าเช่นแกงหน่อไม้ แกงเห็ด หลวกผักตามธรรมชาติ ทำให้ผู้ภาวนาธรรมมีอาหารที่เหมาะแก่สัพปายะ เรียกว่าอาหารสัพปายะ ทำให้จิตลงง่าย จึงทำให้หลวงมีความสุข เย็นสบายจิตจะมีเมตตาธรรมจิตจะปรารภความเพียรอย่างเข้มแข็งมาก ธรรมปรากฏแก่จิต จิตถึงธรรม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรมจึงเป็นจิตที่สลัดทิ้งจากราคะ โทสะ โมหะได้

    • การอยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่เทสก์_เทสรังสี
    ขณะที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดป่านาภู จังหวัดสกลนคร บังเอิญหลวงปู่เทสก์ เทสรังษี ได้เดินทางมาที่จังหวัดสกลนคร และหลวงพ่อก็เดินทางร่วมไปกับหลวงปู่เทสก์ เพื่อไปจำพรรษากับหลวงปู่ที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๙ และได้รับรู้ถึงปฏิปทาของหลวงปู่มั่นได้เป็นอย่างดี เพราะหลวงปู่เทสก์เล่าให้ฟังถึงการปฏิบัติของหลวงมั่น การได้อยู่ใกล้ชิดกับครูบาอาจารย์ ทำให้หลวงพ่อได้เห็นตัวอย่างการปฏิบัติตนของท่าน การภาวนาจะเริ่มได้ดีก็ต่อเมื่อเรามีกัลยาณีที่ดี ติดขัดในข้อปฏิบัติใดๆ ก็สามารถสอบถามได้ หลวงเทสก์ก็ได้เล่าถึงวัตรปฏิบัติ ให้ฟังจึงทำให้จิตใจได้กำลัง มีความเพียรในการปฏิบัต เมื่อเข้าอยู่จำพรรษาโดยธรรมเนียมสายปฏิบัติก็จะพากันเร่งความเพียร อย่างอุกกฤต บางรูปก็ปรารภในการอดอาหาร ในการไม่น้อย ปรารภในการเดินจงกรม ทุกรูปก็ปรารภเช่น ทำให้วงพระกัมมัฏฐานได้รับความเคารพจากชาวพุทธ เมื่อเป็นอย่างหลวงปู่เทสก์ได้ปรารภกับหลวงพ่อว่าในพรรษานี้เราถือธุดงค์กันในข้อเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร

    • #จำพรรษาที่วัดพุทธบูชา
    ด้วยว่าท่านอายุยังน้อยอยู่จึงอยากจะเรียนพระปริยัติธรรมเพื่อเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติ ท่านจึงกราบเรียนให้หลวงปู่เทสก์ทราบ แต่หลวงปู่เทสก์ก็ได้ปรารภว่า ส่งพระเณรมากรุงเทพก็จะสึกกันหมด ท่านห่วงว่าหลวงพ่อจะเป็นเหมือนพระเณรรูปอื่นจึงได้ปรารภเช่นนั้น แต่ก็อนุญาติให้มาเรียนบาลีที่กรุงเทพได้ ในปีพ.ศ. ๒๕๐๐ โดยมีพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ได้ฝากให้มาจำพรรษาที่วัดพุทธบูชา ซึ่งเป็นสาขาของวัดวรนิเวศน์วิหาร และได้อยู่จำพรรษาที่วัดพุทธบูชาเป็นเวลาถึง ๘ ปี และในปีพ.ศ.๒๕๐๘ โดยพระอาจารย์สุวัจน์ ก็พามาฝากที่วัดบรมนิวาส และกาลต่อมาหลวงพ่อก็ได้ริเริ่มในการจะอบรมพระกัมมัฏฐานที่วัดบรมนิวาส เมื่อท่านกลับมาจากสหรัฐอเมริกา ท่านก็ได้เปิดการอบรมกัมมัฏฐาน ในปีพ.ศ.๒๕๒๖ โดยได้นิมนต์หลวงปู่พุธ ฐานิโย มาเป็นองค์แสดงธรรมได้รับความนิยมจากญาติโยมเป็นอย่างดี ต่อมาท่านก็ได้ปรารภกับพระมหาประกอบวัดป่ามหาชัย ว่าเราเป็นการฝึกอบกัมมัฏฐานที่วัดเลย โดยใช้ที่กุฏิหลวงพ่อ(กุฏิผ่องดำรงค์) เมื่อพ.ศ.๒๕๒๗ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม เริ่มเวลา ๑๘.๐๐ น.ถึง ๑๙.๐๐น.โดยมีอุบาสก อุบาสิกา พระ เณรมาปฏิบัติกันเป็นประจำ เหมื่อนกันเมื่อหลวงพ่อมาอยู่ที่วัดพุทธบูชา ในปีพ.ศ.๒๕๔๒ ท่านก็ได้เปิดการอบรมปฏิบัติที่วัดพุทธบูชาเป็นประ โดยเอาพระอุโบสถ์เป็นสถานที่ในการปฏิบัติ ในเวลา ๑๘.๐๐น. ถึง เวลา ๑๙.๐๐ น. ทุกวัน จนถึงปัจจุบันนี้

    • #หลวงปู่กับการปฏิสังขรณ์เสนาสนะ
    เมื่อหลวงได้ย้ายกลับมาจำพรรษาที่วัดพุทธบูชาอีก ในปีพ.ศ.๒๕๔๒ ท่านได้ริเริ่มในการบูรณะเสนาสนะภายในวัด ซึ่งแต่เดิมหลวงพ่อเพิ่มท่านได้ก่อสร้างไว้นาน สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายก็ดูทรุดโทรมไปตามกาลเวลา เมื่อหลวงสนธิ์ได้มาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดพุทธบูชาอีก ท่านได้เริ่มก่อสร้าง กำแพงวัดให้เป็นสัดส่วน แบ่งเป็นเขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส และได้ก่อสร้างซุ้มประตูโขงหน้าวัดอีกสองที่ และได้บูรณะปิดทองพระพุทธชินราชใหม่ก่อนที่จะทำการผูกพัทสีมาใหม่ และได้ก่อสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ศรีพุทธบูชา ขึ้นมาใหม่อย่างสวยงาม ได้ก่อสร้างกุฏิเพิ่มเติมขึ้นมาอีก ๓ หลัง อาทิเช่น กุฏิอนาลโย กุฏิ ๗๒ ปี เป็นต้น กระนั้นท่านยังมีเมตตาธรรมรับเป็นภาระธุระให้การสนับสนุนในการก่อสร้างวัดอีกมาก เช่น วัดป่าภูปังจังหวัดอุบลราชธานี วัดป่าอนาลโย จังหวัดนครปฐม และอีกที่จังหวัดราชบุรี ญาติโยมผู้มีความเลื่อมใส่ในวัตรปฏิบัติของหลวงพ่อต่างก็ได้ถวายที่ดินเป็นพุทธบูชาอีกหลายแห่ง นี้คือคุณธรรมของท่านในด้านการส่งเสริมบูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะในทางพระพุทธศาสนาให้เจริญก้าวหน้าและเป็นที่สัพปายะแก่ทุกท่านที่มาปฏิบัติธรรม นี้คือความเมตตาของหลวงพ่อที่มีแก่สาธุชนทั้งหลาย จะพบท่านก็ง่าย สบาย ๆ แบบเป็นกันเองกับทุกคน

    • #สมณศักดิ์
    พ.ศ. ๒๕๑๖ เป็น เปรียญธรรม ๓ ประโยค

    พ.ศ. ๒๕๒๕ เป็น พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นโท ที่ พระครูอุดมสังวรคุณ

    พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็น พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอก ในราชทินนามเดิม

    พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็น พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นพิเศษ ในราชทินนามเดิม

    ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่ พระอุดมสังวรญาณ

    พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นเจ้าอาวาสวัดพุทธบูชา

    ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็น พระราชาคณะชั้นราช ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่ พระราชภาวนาพินิจ ศาสนกิจจาทร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

    ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เป็น พระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่ พระเทพมงคลญาณ ปรีชาญาณวิมล โสภณศาสนกิจ ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

    ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า พระพรหมวชิราภรณ์ สุนทรวิสุทธิญาณ สีลาจารวิมล โสภณธรรมธาดา วิปัสสนาธุราทร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

    • #หลวงปู่กับการอบรมสั่งสอนธรรม
    พระกรรมฐาน ๕ คือ เกศา คือผมทั้งหลาย โลมาคือขนทั้ง นะขาคือเล็บทั้งหลาย ทันตาคือฟังทั้งหลาย ตะโจคือผิวหนังทั้งหลายให้พิจารณาไปตามลำดับ โดยย้อนกลับไปกลับมา ในสี่อริยาบท หรือใช้ท่องบริกรรมภาวนา เป็นสมถะภาวนาย่อมทำให้ท่านผู้บริกรรมอย่างนี้ทำใจของตนเองเข้าถึงฌาน ทั้ง ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตารมณ์ได้ง่าย อุบาสกอุบาสิกาบางคนบางท่านที่เขาทำฌาน กันเป็นแล้ว เมื่อภาวนา กรรมฐาน ๕ ได้ไม่กี่นาที ฌาน ๒ อุพเพงคาปีติ ก็ขึ้นทันทีสั่นไปทั้งตัว เสียงดังโครมครามไปหมดได้แค่ฌาน ๒ เท่านั้นก็เห็นนิมิตตัวเองนั่งอยู่ข้างหน้าแต่เป็น คฤหัสถ์อยู่ เห็นครึ่งตัวสวมเสื้อยืด คอแบะสีน้ำตาล ไว้ผมยาวหวีแสกข้าง สักประเดี๋ยวก็เห็นขันน้ำมาวางอยู่ข้างหน้า มีน้ำใสอยู่เต็มขันก็รู้ขึ้นมาทันทีว่า อ๋อ น้ำใส เต็มขันนั้นเป็นปริศนา เปรียบเทียบ เหมือนจิตเรานั่นเอง เพราะจิตไม่มีตัวตน "ผู้ที่เห็นนิมิตอย่างนี้มีน้อย(คือผู้ที่เห็นตัวเองออกมานั่งอยู่ข้าง หน้าอย่างนี้)เป็นผู้มีวาสนาสามารถปฏิบัติให้บรรลุถึง นิพพานในชาตินี้ได้" ในขณะที่ทำฌาน ๒ ได้แล้วนั้นรู้สึกเกิดความอิ่มเอิบใจเป็นที่สุดมีความมั่นใจและเชื่อมั่นถึงคำสั่ง สอน ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าเป็นของแท้แน่นอน เมื่อบวชแล้วท่านอาจารย์ผู้สอนกัมมัฏฐานโดยได้หลวงปู่เทสก์ เป็นผู้แนะนำในการภาวนาดั้งนั้นการภาวนาจึงต้องอาศัยกัลยาณมิตร คือครูบาอาจารย์เป็นมิตรในอาวาสของเรา ประดุจดังพ่อแม่เราเป็นมิตรในเรือนนั้นเอง

    • ปล่อยให้จิตรู้แต่ระวังอย่าให้จิตหลง
    ตามความเป็นจริงแล้ว จิตของเราเป็นธาตุรู้ เป็นอมตธาตุ เราให้เขารับรู้ แต่ไม่ให้เขาเกิด ถ้าเขาจะเกิดก็เอาสติคือความระลึกรู้ตัว เข้าไประลึกรู้แล้วจิตกับอารมณ์ก็จะดับ การระลึกรู้ใช้วิธีไหนก็ได้ ที่จะให้อารมณ์นั้นเขาดับไป เช่นเรากำหนดรู้ที่ลมหายใจเข้า ออก จิตเราจะพรากออกจากธรรมารมณ์ของเขาเอง เรียกว่า เห็นเขาเกิดขึ้นมาแล้วเขาก็ดับหายไปเอง ขอเพียงว่าให้จิต สติ และสัมปชัญญะเขาตามระลึกรู้ ธรรมารมณ์ต่าง ๆได้แต่ไม่ให้เขาเกิดเป็นตัวเราคิดไปตาม ถ้าเราอยากจะรู้อะไร เหตุอะไรที่มันเกิดภายนอก เราก็เอาสติปัญญา เราก็น้อมจิตเข้าไปดู ใหม่ ๆ จะเป็นกันหมดทุกคนเราต้องพยายามศึกษาให้ละเอียด ให้เข้าใจ ให้ถ่องแท้ การควบคุมจิตเป็นยังไง การบริหารจิตเป็นอย่างไร จิตของเราก็เหมือนกับเด็กน้อยนั่นแหละ ปล่อยให้เขาเล่น พอเกิดอุปสรรค เราก็ค่อยไปช่วยเหลือเขา ถ้าเขาจะส่งไปข้างนอก เราก็ต้องรู้จักดับเขา รู้จักแก้ไขเขาจิตที่ไม่ได้ฝึกนี่มัน ก็จะไปตามเองตามราวของเขา หลงไป ขนาดหลง ๆ อยู่ ยังว่ามันไม่หลงนะ เขาว่า เฮ้ย……คำหยาบนี่ไม่มีสติเลย ก็ไปโกรธให้เขา มันก็ไม่มีสติจริง ๆ ดังเขาว่านั่นแหละ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260305_234506.jpg IMG_20260305_234542.jpg IMG_20260305_234623.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 มีนาคม 2026 at 22:13
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,163
    ค่าพลัง:
    +21,459
    เหรียญพระพุทธชินราช เนื้อทองแดง ออกในงานสร้างโบสถ์พระประธานวัดวังทอง จ.พิษณุโลก พิธีพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดวังทอง จ.พิษณุโลก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม 2514 เวลา 17.41 น. โดย สมเด็จพระวันรัต วัดพระเชตุพนฯ ประธานจุดเทียนชัย พระเกจิอาจารย์ชื่อดังอาคมขลังลงเลขยันต์และนั่งปรกอธิษฐานจิต อาทิ หลวงพ่อคล้าย วัดจันดี จ.นครศรีธรรมราช, หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กทม., หลวงพ่อปี้ วัดลานหอย จ.สุโขทัย, หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี, ครูบาวัง วัดบ้านเด่น จ.ตาก, หลวงพ่อชื่น วัดตำหนักเหนือ จ.ปทุมธานี, หลวงปู่พล วัดหนองคณฑี จ.สระบุรี, หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา จ.นครปฐม, หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม จ.นครปฐม ฯลฯ อีกทั้ง
    หลวงพ่อพันธ์ วัดบางสะพาน อ.วังทอง จ.พิษณุโลก พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งเมืองพิษณุโลกร่วมปลุกเสก
    พระเกจิรูปแรกของเมืองพิษณุโลกที่ร่างไม่เน่า!!! สลายด้วยบุญฤทธิ์ สมดังฉายาที่ว่า "สุสิโม" ผู้มีความเชี่ยวชาญในพระเวทย์อย่างแท้จริง...
    เหรียญพระพุทธชินราชวัดวังทอง แค่เห็นรายชื่อพระเกจิอาจารย์ที่มานั่งปรกอธิษฐานจิต

    1772801463536.jpg

    ประวัติ หลวงพ่อพันธ์ วัดบางสะพาน (พิษณุโลก)

    "พระครูประพันธ์ศีลคุณ" หรือ (หลวงพ่อพันธ์ สุสิโม) ท่านถือกำเนิดเมื่อ เดือนกันยายน พ.ศ.๒๔๓๖ ที่บ้านโพนหนอง ต.นาหอ อ.ด่านซ้าย จ.เลย ภายหลังครอบครัวได้อพยพมาอยู่ที่ จ.พิษณุโลก ได้ศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่วัดน้อย ชอบศึกษาคาถาอาคมและสมุนไพรว่านยามาตั้งแต่เด็ก พออายุได้ ๑๘ ปี ได้เข้ารับราชการเป็นพลตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอนครไทย เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๔ ซึ่งขณะนั้นมี (หลวงปู่หุย วัดหัวร้อง) นครไทย และ (หลวงพ่อเรือง วัดบ้านดง) ชาติตระการ เป็นผู้เรืองอาคม เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วไปยิ่งนัก ท่านชอบเข้าป่าหาว่านยาและแร่ธาตุต่างๆ กับศึกษาอาคม เพื่อป้องกันตัว และไข้ป่า

    เนื่องจากอำเภอนครไทย หรือ เมืองบางยาง ของพ่อขุนบางกลางท่าว หรือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เป็นป่าดงดิบ มีสัตว์ร้ายชุกชุม ในสมัยนั้นหากข้าราชการผู้ใดถูกย้ายไปนครไทยก็เท่ากับเขาใช้ให้ไปตาย

    เมื่อท่านอายุครบ ๒๑ ปี จึงลาออกจากราชการตำรวจ แล้วเข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดราชบูรณะ "มีพระครูอนุโยคศาสนกิจ" (รอด) วัดนางพญา (เจ้าคณะแขวง และเจ้าของเหรียญพระเกจิอาจารย์เหรียญของเมืองพิษณุโลก พ.ศ.๒๔๖๐) เป็นพระอุปัชฌาย์ ใน พ.ศ.๒๔๕๗ ได้ศึกษาพระปริยัติธรรมวิปัสสนากรรมฐาน และพุทธาคม เพิ่มเติมจากพระอุปัชฌาย์ และ ตำราโบราณ จนเชี่ยวชาญแตกฉาน

    ภายหลังได้ลาสิกขาเพื่อดูแลบิดามารดาที่ป่วย มิได้มีผู้ดูแลอยู่สักพักหนึ่ง ท่านรู้สึกเบื่อหน่ายชีวิตฆราวาส หาความสงบได้ยากยิ่ง จึงขออนุญาตบิดามารดาอุปสมบทใหม่ ที่พัทธสีมาวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร โดยมี "พระวรญาณมุนี" (พร้อม พุทธสโร) เจ้าคณะมณฑลพิษณุโลก เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายาว่า "สุสิโม" แปลว่า ผู้มีความเชี่ยวชาญในพระเวทย์ จนได้ ๕ พรรษา ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลดอนทอง และใน พ.ศ.๒๔๘๔ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรที่พระครูประพันธ์ศีลคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์ และเจ้าคณะอำเภอวังทอง (เจ้าคณะแขวงนครป่าหมาก เดิม) จึงย้ายมาจำพรรษาที่วัดตลาดชุม หรือ วัดวังทองวราราม ในปัจจุบัน

    หลวงพ่อพันธ์ ท่านเริ่มนำว่านยา แร่ธาตุต่างๆ มาผสมบดรวมกับชานหมาก และมหาอุด ทำจากไม้ไผ่รวกยอดด้วน ชี้ไปทางทิศตะวันขึ้น บรรจุเศษไม้สากแม่ม่าย ชานหมาก อุดด้วยดินขี้สูตดินราบ บวชพระ ๑ ครั้ง ทำได้ไม่เกิน ๒-๓ ดอก เมื่อพระสวดถึงมิ ก็ภาวนาอุด แล้วเอามีดปาดทันที นำลงอักขระเสกกำกับที่กุฏิ ๓ คืน ตลอดจนชายจีวรที่ท่านนำไปห่มต้นโพธิ์ และมีเด็กมาเลี้ยงวัวในวัดเอานำจีวรที่ต้นโพธิ์ไปทำหางว่าว แล้วเกิดทะเลาะกับเพื่อน จึงถูกเพื่อนฟันด้วยมีด แต่ไม่เข้าไม่ระคายผิว จึงลือลั่นไปทั่ว และมีเกียรติศัพท์ด้านอยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาดปลอดภัย ในสงครามอินโดจีน จึงมีผู้คนไปขอชานหมากและชายจีวร ตะกรุด ปลอกลูกปืน ลงอักขระ รูปอัดกระจก จนท่านเคี้ยวและเสกแจกให้เกือบไม่ทัน

    ในยุคแรก ทหารพิษณุโลกที่ไปราชการสงคราม มาขอของดีจากท่าน อาทิ พลทหารบุญเลิศ มีศิลป์ อาสาสมัครไปรบสมรภูมิเวียดนามและลาว ถูกยิงหลายครั้ง แต่กระสุn ปืnไม่ระคายผิวหนังแต่ประการใด

    หลวงพ่อต้องรับธุระพระพุทธศาสนา ในฐานะเจ้าคณะปกครอง ปฏิบัติศาสนกิจมาหลายปี ไม่มีเวลาที่จะแสวงหาความสงบได้ โดยปกติหลังออกพรรษาท่านจะเดินเท้าเข้าป่า เขตวังทอง นครไทย ชาติตระการ ด่านซ้าย เลย และเพชรบูรณ์ แสวงหาว่านยา แร่ธาตุ และเจริญวิปัสสนากรรมฐาน บางครั้งท่านหายไปเป็นสิบๆวัน ชาวบ้านคิดว่าท่านคงถูกเสือหรือสัตว์ป่าทำร้าย หรือเป็นไข้ป่าเสียชีวิตไปแล้ว เมื่อท่านกลับออกมาอย่างปลอดภัยพร้อมว่านยา เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก

    ด้วยความสมถะสันโดษ ในลาภยศ ท่านจึงลาออกจากตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอวังทอง แล้วย้ายมาอยู่ที่วัดบางสะพาน คณะศิษย์ได้ทำแม่พิมพ์พระเครื่อง พิมพ์ต่างๆ หลายแบบ มาถวายให้ท่านนำชานหมากและว่านยามากดพระพิมพ์ด้วยมือของท่าน ซึ่งท่านก็มีเมตตาแจกอย่างทั่วถึง และยังไม่เคยปรากฏพบว่าบุคคลที่รับของจากท่านไปแล้วนำติดตัวไปจะตายโหง หรือถูกอาวุธตายสักรายเดียว

    คณะศิษย์ได้จัดสร้างเหรียญรูปเหมือนมาถวายให้ท่านปลุกเสก ประกอบด้วย เหรียญรุ่นแรก รูปพัดยศ ฉลองพัดยศ เจ้าคณะอำเภอชั้นเอก ในราว พ.ศ.๒๔๙๐ นิยมเรียกว่า เหรียญจักร, เหรียญรุ่น ๒ เหรียญสองหน้า พ.ศ.๒๕๑๒

    เหรียญรุ่น ๓ ฉลองอายุ ๘๐ ปี พ.ศ.๒๕๑๖ นิยมเรียกว่า เหรียญขวาน เนื่องจากมีประสบการณ์คล้องเหรียญรุ่นนี้ไปเที่ยวงานเขาสมอแคลงแล้วถูกฟั..นด้วยขวานไม่เข้า ไม่ระคายผิว หรือไม่มีเลือดตกยางออกแต่ประการใด และเหรียญรูปเหมือนรูปไข่ พ.ศ.๒๕๑๗ เนื้อทองคำ เท่าอายุ ๘๑ เหรียญ พิมพ์หลังยันต์ครู (๒๕ เหรียญ) และพิมพ์หลังพระพุทธชินราช (๕๖ เหรียญ) และเนื้อเงินและทองแดง ตลอดจนรูปหล่อโบราณหลวงพ่อพันธ์ รุ่นแรก, พระพิมพ์พระพุทธชินราช และพระนางพญาเนื้อโลหะหล่อโบราณ เทดินไทย โดยฝีมือ จ.ส.อ.ดร.ทวี บูรณะเขตต์ เป็นช่างหล่อ ปลุกเสกหารายได้สร้างบันไดวัดเขาสมอแคลง ใน พ.ศ.๒๕๑๐ เป็นต้น

    พระเครื่องวัตถุมงคลชนิดต่างๆ ของหลวงพ่อพันธ์ มีพุทธคุณสูงส่ง จนเป็นที่ประจักษ์ในด้านแคล้วคลาดปลอดภัยเป็นเอกอุ จึงเป็นพระเครื่องพระเกจิอาจารย์ยอดนิยมเมืองพิษณุโลก เป็นที่นิยมแสวงหาหวงแหนกันมากเป็นยิ่งนักในปัจจุบัน

    (หลวงพ่อพันธ์ วัดบางสะพาน) ท่านได้ละสังขารเมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๑๘ สิริอายุได้ ๘๒ ปี ปัจจุบันสังขารของหลวงพ่อพันธ์ที่มรณภาพมากว่า ๓๖ ปี ยังไม่เน่าสลายไปตามหลักธรรมชาติ เป็นรูปแรกของเมืองพิษณุโลกด้วยบุญฤทธิ์ จิตตานุภาพที่หลวงพ่อได้บำเพ็ญเพียรมาตลอดระยะเวลาในสมณเพศ สมดังฉายาที่ว่า "สุสิโม" ผู้มีความเชี่ยวชาญในพระเวทย์อย่างแท้จริง

    เรียบเรียง : พระเกจิ แดนสยาม
    https://www.facebook.com/prakejidansiam/

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาทุกๆที่มาอย่างสูงครับ

    ......เหรียญพระพุทธชินราชวัดวังทอง ปี ๒๕๑๔

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260306_194144.jpg IMG_20260306_194215.jpg
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,163
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1772806886803.jpg 1772806617301.jpg 1772806628532.jpg

    อภินิหารหลวงปู่คำบุ ผมบวชผมก็ทำความสะอาดกุฏิหลวงปู่ ตอนดึกก็นวดให้ท่าน ตำหมากให้ท่าน ปัดกวาดเช็ดถูทุกอย่าง ที่น่าแปลก หมอนขิดที่หลวงปู่ทำวัดเช้าตอนตี 4 จะมีรอยใหม้ทุกใบ มี5-6ใบ มีรอยใหม้ 3-4 รอยทุกใบขนาดรอยให้เท่ากำปั้นยัดได้ แต่ไฟก็หยุดอยู่แค่นั้น ไม่ใหม้ต่อแปลกดี เกิดจากรอยเทียนที่ทำวัดหยดใส่ เทียนล้มใส่ ใหม้ใต๊ะหมู่ก็ ยังมี (น่าจะหลายสิบปี)
    พื้นก็เป็นพรม กุฏิก็เป็นไม้ ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร ตอนนี้เพิ่งนึกได้ว่าคงเป็นอภินิหารหลวงปู่โดยแท้

    ยังจำได้ เหรียญท่าน เด็กวัดใส่ไปตีเขา คนหนึ่งจารหลังของหลวงปู่เต็มคอเลย อีกคนมีเหรียญหลวงปู่เหรียญเดียวไปลุยกะเขาเขาเป็นสิบ คิดว่าตนเองเหนีย..ว คนหนึ่งเลือดอาบอีกคนเสื้อขาดหมุ่นมีแต่รอยโดนสปาตาร์แต่ไม่เข้า ขับรถมอเตอร์ไซด์หนีกลับมา พวกที่มีเรื่องยังตามมาอีกขับมอเตอร์ไซด์ประกบแถมซัดลูกซ.อ.งใส่อีก หลวงพี่ที่วัดบอกว่ามอเตอร์ไซด์มีรอยลูกซ.อ ง เสื่อขาดรุ่งริง คนหนึ่งเลือ.ดอาบ คนหนึ่งมีแต่รอยแดงแดง คนที่ไม่เข้ายังโดนยิ..อีกที่ท้องกับที่น่องขา แต่ไม่เข้า ผมเข้าไปถามดูเจ้าตัวทีแรกก็ไม่บอก ผมก็เลยแกล้งถามว่าตอนโดนลูกซอ.งยิงเจ็บใหม เจ้าตัวบอกว่าปวดเป็นอาทิตย์เลยผมเลยขอดูรอย มีแต่รอยจ้ำจ้ำ แต่ไม่เข้า

    คนหนึ่งเข้า
    กันคนหนึ่งไม่เข้า
    ผมก็เลยสอบถามตอนหลังได้ความว่า คนไม่เข้าเขาเป็นคนดี เทกระโถนให้หลวงปู่รับใช้หลวงปู่ตลอด
    ไม่เคยจารหลัง มีแต่เหรียญในคอเหรียญเดียว หลวงปู่ใข้ให้ไปซื้ออะไรก็ไป พระในวัดใช้อะไรก็ทำ
    ไม่ลักเล็กขโมยน้อย ซื่อๆ..
    Cr. ฟล้คหมูสนาม

    ประสบการณ์หลวงปู่คำบุ วัดกุดชมภู

    ผมแนะนำให้ใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะครับ

    หลังจากที่ผมไปจารหลังกับหลวงปู่มา ลูกค้าก็เริ่มเข้าร้านผมเยอะขึ้นนะครับ งานซ่อมเริ่มเข้ามา หลังจากผมไปจารครั้งที่2เสร็จกลับมาร้านประมาน๓วันเห็นจะได้ ผมป่วยมีอาการเวียนหัวอย่างแรงและก็อาเจียน ผมก็ระลึกถึงใบหน้าตอนหลวงปู่ท่านยิ้มให้ผมและผมก็อธิฐานเป็นภาษาอีสานว่า "หลวงปู่ครับ ช่วยผมด้วยครับผมไม่ไหวแล้ว" หลังจากนั้นไม่ถึงชม.อาการเวียนหัวก็เริ่มหายจนผมลุกขึ้นไปอาบน้ำและไปหาหมอได้ หมอบอกว่าผมพักผ่อนน้อย อิอิ
    อันนี้เป็นของเพื่อนผมครับเจ้าโหน่ง คือหลังจากที่โหน่งกับผมไปจารกลับมา เค้าฝันว่า รถยนต์ที่เค้ารักแสนรักได้หาย พอตื่นมาโหน่งก็เลยไปซื้อล๊อตเตอร์รี่เอาเลขท้ายรถที่ฝันว่าหายเลยครับ แต่เรื่องมันไม่ได้เกิดกับรถเตอร์รี่ใบนี้นะครับ ดันเกิดขึ้นกับิีกใบที่ได้มาโดนบังเอิญ ก็เจ้าล๊อตเตอร์รี่ที่ได้มาโดยบังเอิญนี่ เรื่องของเรื่องมันคือ เช้าวันที่ ๑ กย. ๕๓ โหน่งเค้าไปทำงานปกติ จู่ๆก็มีคนขายล๊อตเตอร์รี่เดินมาบอกว่า "พี่ๆช่วยซื้อผมหน่อย เหลือ11ใบสุดท้ายผมขายไม่หมด ผมให้พี่ใบละ ๙o บาท" โหน่งเค้าสงสารก็เลยซื้อไว้1ใบโดยที่หยิบมามั่วๆไม่ได้ดูเลข พอถึงช่วงเวลาเลขออก โหน่งเค้าก็เข้าเว็บกองสลากที่ทำงานแล้วตรวจใบเลข (ใบที่ฝันว่ารถหาย) ผลปรากฏว่าพลาด (5555 อด) แต่พอถึงอีกใบที่ซื้อมาด้วยความสงสาร กลับถูกรางวัลเลขท้าย๓ตัว โอ้ว.... เจ้าโหน่งคันปากอย่างแรงเลิกงานรีบขับรถมาหาผมที่ร้าน และเล่าให้ผมฟัง ผมกับโหน่งเลยคิดว่า หลวงปู่ท่านให้โชค
    อันนี้เป็นเรื่องของเพื่อนรุ่นน้องข้างๆร้านผม เจ้าคนนี้ชื่อชาติ เปิดร้านขายหมูย่างข้างๆร้านผม ผมเอาชานหมากที่ได้มาจากหลวงปู่ไปให้เค้า เห็นว่าเค้ามีอาชีพค้าขายเหมือนกัน พอผมให้เสร็จเค้าก็พนมมือรับไว้ ผมก็บอกว่า อย่าพึ่งเอาไปใส่กรอบนะรอให้แห้งสนิทก่อนกลัวขึ้นรา แล้วผมก็บอกอีกว่า อยากได้อะไรก็อธิฐานเอานะ พอเช้าวันที่๑ กย.๕๓ ตื่นเช้ามาเจ้าชาติก็อธิฐานเลย บอกว่า "ขอผมมีโชคด้วยนะครับหลวงปู่" เจ้าชาติก็รอคนขายล๊อตเตอร์รี่มาขายหน้าร้าน พอคนขายมาเจ้าชาติกับแฟน ก็เลยซื้อกันคนละ๑ใบ เลขเดียวกัน พอถึงเวลาเลขออก ปรากฎว่า ถูกทั้ง๒ใบเลยครับ เออ!!เกือบลืม คือเจ้าชาติกับเจ้าโหน่ง ไม่ได้บอกกันนะครับเรื่องจะซื้อเลขตัวไหน คือต่างฝ่ายต่างถูกแต่ไม่ได้บอกกัน (งงไหมครับ) เจ้าชาติก็เดินมาบอกผมที่ร้านว่า พี่ก้องผมถูกล๊อตเตอร์รี่คนละใบกะเมีย โอ้ว... ไม่ถูกแต่ผมนี่แหละครับเพราะผมไม่ซื้อ 555
    อันนี้เป็นของพี่สาวโหน่ง คือโหน่งเค้าเอาชานหมากที่ได้มาจากมือหลวงปู่ท่าน ไปให้พี่สาวแล้วงวดวันที่ ๑ กย.๕๓ ก็ถูกแบบไม่ตั้งใจเหมือนกันครับ
    อันนี้เป็นของเพื่อนเจ้าแจ็ค หลังจากที่ผมพาน้องเค้าไปจารกับหลวงปู่คำบุมา ประมาน2เดือนเห็นจะได้ เหตุเกิดที่ห้องพักของน้องเค้าครับ ห้องนั้นน้องเค้าเช่าอยู่กับเพื่อน2คน(น้องเค้ากำลังเรียนหนังสืออยู่ครับ) บังเอิญคืนนั้นน้องเค้านอนอยู่ในห้องคนเดียว เพื่อนที่อยู่ด้วยกันเค้าไปทานเหล้าข้างนอกพอดูทีวีเสร็จน้องเค้าก็ปิดห้องนอนห่มผ้าห่ม พอเช้ามาน้องเค้าก็อาบน้ำไปเรียนหนังสือตามปกติ ส่วนเพื่อนที่ออกไปทานเหล้าเมื่อคืนก็จะมานอนต่อ(เนื่องจากดื่มจนสว่าง)และพอเพื่อนน้องเค้าดึงผ้าห่มจะมาห่มก็ตกใจ! เจองูอยู่ในนั้น1ตัว(ใหญ่ด้วยครับ)ก็เลยโทรถามเพื่อนเจ้าแจ็คว่า เมื่อคืนนอนไม่เห็นงูเหรออยู่ในผ้าห่ม เพื่อนเจ้าแจ็คก็บอกว่าไม่มีนะเมื่อคืนก็นอนห่มผ้าหลับตามปกติ เจ้าแจ็คเลยมาเล่าให้ผมฟังครับบอกว่าเพื่อนนอนหลับและมีงูอยู่ในผ้าห่มทั้งคืนโดยที่ไม่กัดเพื่อนเจ้าแจ็คเลย
    อันนี้เป็นของเจ้าชาติข้างๆร้านผม หลังจากที่เคยถูกล๊อตเตอร์รี่ไปแล้วก็มาเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันอีกครับ ช่วงๆต้นเดือนกค.๕๔ นี้เองครับประมาณบ่ายๆขณะที่เจ้าชาติกำลังเตรียมของกำลังจะเปิดร้าน กำลังนั่งสับกระดูกหมูอยู่ จู่ๆมีdอีโต้สับหมูคมๆก็แฉลบจากกระดูกหมูมาเข้าที่หน้าแข้งตัวเอง เจ้าชาติถึงกับหน้าเสียเพราะมองเห็นขากางเกงยีนส์ที่ใส่อยู่ขาดเพราะมีdแฉลบมาโดน ตอนแรกก็ตกใจ!คิดว่ายังไงก็ได้ไปหาหมอแน่เพราะแฉลบมาโดนเต็มแรงจนกางเกงยีนส์ที่ใส่ขาดเป็นรอยมีด แต่พอเอามือดึงกางเกงยีนส์ขึ้นดูหน้าแข้งกลับเป็นแค่รอยขาวๆ(เหมือนรอยถลอกครับ)และก็ไม่มีเลือดออกด้วยครับ ชาติบอกผมว่าในคอแขวนเหรียญหลวงปู่ด้านหลังหนุมารแค่องค์เดียวครับกับไปจารกับหลวงปู่ แค่นั้นครับ

    ส่วนมากโชคลาภที่ได้จากหลวงจะเป็นแบบไม่ได้ตั้งใจครับ
    ขอบคุณที่มา
    http://ikongza.blogspot.com/2010/09/blog-post.html

    ประวัติหลวงปู่คำบุ วัดกุดชมภู จ.อุบลราชธานี " หลวงปู่คำบุ คุตตจิตโต" เป็นพระสงฆ์ที่เล่าขานกันว่าทรงคุณพุทธาคมเข้มขลัง แห่งวัดกุดชมภู ต.กุดชมภู อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ท่านเป็นศิษย์สายตรงของพระครูวิโรจน์รัตโนมล (หลวงปู่รอด นันตโร) แห่งวัดทุ่งศรีเมือง และอดีตเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี พระเกจิอาจารย์ผู้มีความเข้มขลังมีพลังจิตสูง

    ประวัติหลวงปู่คำบุ ชาติภูมิ หลวงปู่คำบุถือกำเนิดเกิด ณ บ้านกุดชมภู เมื่อวันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2465 ตรงกับวันจันทร์ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ปีจอ เกิดในตระกูล คำงาม โยมบิดา-มารดา ชื่อนายสาและนางหอม คำงาม ครอบครัวทำนาทำสวน หลวงปู่คำบุ ปัจจุบันท่านอายุ 86 ปี มีชื่อ-นามสกุลเดิมว่า คำบุ คำงาม ท่านเป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 6 คน กาลต่อมาท่านเจริญวัยขึ้น มีอายุอันสมควร บิดามารดาได้ให้บรรพชาในปี พ.ศ.2482 ณ วัดกุดชมภู โดยมี พระครูญาณวิสุทธิคุณ (กอง) วัดตากโพธิ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ภายหลังบวชท่านได้มีโอกาสเดินทางไปกราบไหว้ พระครูวิโรจน์รัตโนมล (หลวงปู่รอด นันตโร) วัดทุ่งศรีเมือง เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานีและได้รับความเมตตาโอบอ้อมอารีจากหลวงปู่รอดเป็นอย่างยิ่ง

    อุปนิสัยของสามเณรคำบุ เป็นผู้ใฝ่เรียนรู้จึงมีโอกาสได้พบกับพระอาจารย์รอด วัดบ้านม่วง ผู้เป็นศิษย์อุปัฏฐากหลวงปู่รอด นันตโร แห่งวัดทุ่งศรีเมือง ด้วยเหตุนี้พระอาจารย์รอดจึงได้อยู่รับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่รอดจวบจนท่านได้ มรณภาพลง พระอาจารย์รอดก็กลับมาพำนักพักที่วัดบ้านม่วงตามเดิม กล่าวสำหรับพระอาจารย์รอด วัดบ้านม่วง ท่านเป็นพระที่มีวิทยาคมแก่กล้า พระอาจารย์รอดเป็นคนบ้านเดียวกันกับสามเณรคำบุ (สมัยบวชเณร) จึงมีความคุ้นเคยกันมาก่อน ด้วยความที่สามเณรคำบุเป็นผู้มีนิสัยสงบเรียบร้อย ใจเย็นมีเหตุมีผล เหตุนี้เองพระอาจารย์รอด จึงได้ถ่ายทอดวิทยาคมคาถาต่างๆ ที่ได้ร่ำเรียนมาแก่สามเณรคำบุตั้งแต่นั้นเรื่อยมา จวบจนถึงวัยอุปสมบทเป็นพระภิกษุ จึงอุปสมบท เมื่อปี พ.ศ.2486 ได้รับฉายาว่า "คุตตจิตโต" มีพระครูสาธุธรรมจารี (สา) วัดดอนจิก เป็นพระอุปัชฌาย์

    ครั้นบวชเป็นพระแล้ว หลวงปู่คำบุท่านยังคงแวะเวียนไปร่ำเรียนสรรพวิชาเวทมนตร์คาถาอาคมต่างๆ กับพระอาจารย์รอด ที่วัดบ้านม่วงอยู่เป็นประจำ ได้ศึกษาศาสตร์วิชาต่างๆ จากตำรา จนมีความชำนาญแตกฉานจึงออกเดินธุดงค์เพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์ หลวงปู่คำบุได้มีโอกาสร่ำเรียนวิชาวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาคมจากพระอาจารย์ที่มีความ ชำนาญด้านพระคาถาต่างๆหลายรูปจนวิชาแกร่งกล้า จึงได้กลับมาจำพรรษาอยู่ที่ วัดกุดชมภูจนถึงปัจจุบัน มีเรื่องน่าสนใจอยู่ตอนหนึ่ง เนื่องจากพระอาจารย์รอดท่านเป็นพระที่ร้อนวิชาชอบลองวิชาอยู่เสมอ เมื่อร่ำเรียนวิชาอาคมแขนงใดได้ก็จะนำมาทดสอบหรือทดลองวิชานั้นอยู่เป็นประจำ มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านได้สำเร็จวิชาหุงสีผึ้งมหาเสน่ห์ แล้วทำการทดลองปรากฏว่าบรรดาญาติโยมทั้งหญิงและชายแห่เข้ามาที่วัดเพื่อมาขอ สีผึ้งมหาเสน่ห์จากท่านอย่างมากมาย จนไม่มีเวลาประกอบกิจสงฆ์อันใดได้ ท่านจึงย้ายมาอยู่กับพระภิกษุคำบุ ที่วัดกุดชมภูและได้เขียนตำราเพื่อมอบให้กับพระภิกษุคำบุไว้ศึกษาเล่าเรียน สืบต่อไป

    พระภิกษุคำบุได้ศึกษาศาสตร์วิชาต่างๆ จากตำราจนมีความชำนาญแตกฉาน จึงออกเดินจารึกธุดงค์เพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์ ได้มีโอกาสร่ำเรียนสายวิชาวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาคมต่างๆ ในสายของท่านสำเร็จลุน แห่งวัดเวิ่นไชย เมืองปาเซ นครจำปาสัก พระผู้ทรงอภิญญา นอกจากการศึกษาวิชาทางด้านวิปัสสนากรรมฐานแล้ว สรรพวิชาอาคมทุกแขนง หลวงปู่คำบุท่านก็มีความชำนาญและได้หมั่นศึกษาฝึกฝนอยู่เป็นประจำ ตามคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ ปัจจุบัน หลวงปู่คำบุ คุตตจิตโต วัดกุดชมภู มีอายุถึง 86 ปี แต่ยังคงให้ความเมตตาศิษยานุศิษย์อย่างสม่ำเสมอ ในทุกวันอังคาร เสาร์ และอาทิตย์ ท่านจะประกอบพิธีลงเหล็กจารอักขระธรรมอักษรลาว ลงบนแผ่นหลังของบรรดาลูกศิษย์ที่เดินทางมาจากสถานที่ต่างๆ ด้วยความเมตตา
    การจารอักขระธรรมลงแผ่นหลังของหลวงปู่คำบุ ถือเป็นกุศโลบายทางธรรมเพื่อบ่งบอกถึง "ความประมาทเป็นบ่อเกิดแห่งความตายหรือความหายนะ" ดังนั้นควรตั้งมั่นไม่ให้อยู่ในความประมาท ที่สำคัญถ้าท่านได้จารอักขระธรรมได้ครบถึง 7 ครั้ง ว่ากันว่าอักขระธรรมจะฝังลึกถึงกระดูกและถ้าประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งของครูบาอาจารย์อย่างเคร่งครัดแล้ว จะอยู่ยงคงทน ต่อศาสตราวุธทั้งปวง สำหรับพระเครื่อง-วัตถุมงคลของหลวงปู่คำบุ คุตตจิตโต วัดกุดชมภู ที่สร้างขึ้นมานั้นมีมากมายหลายรุ่น
    พระครูพิบูลนวกิจ หลวงปู่คำบุ คุตตจิตโต วัดกุดชมภู มรภาพด้วยอาการสงบ ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา14:51 นาที ณ.โรงพยาบาลศิริราช สิริอายุได้91ปี คณะศิษยานุศิษย์จะเคลื่อนสรีระสังขารหลวงปู่ออกจากโรงพยาบาลศิริราชในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 09.00 น. ไปยังวัดวิหารเจดีย์ศรีชมพู (วัดกุดชมภู)

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกๆที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญรุ่น ๔ หลวงปู่คำบุ มากประสบการณ์ สร้างน้อย
    สภาพสวยตามอายุผิวรุ้ง

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260306_211218.jpg IMG_20260306_211249.jpg
     
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,163
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1772811984813.jpg

    FB_IMG_1772811987297.jpg
    เหรียญเงินไหลมาพระพุทธนิมิตรองค์ดำล้อมรอบด้วยยันต์นะปัดตลอด(ปัดอุปสรรคต่างๆให้มีแต่ความคล่องตัว) หลวงปู่ศรี วัดหน้าพระลาน สร้างน้อย จัดสร้าง พ.ศ. ๒๕๔๗ หลังเสริมด้วยยันต์โภคทรัพย์ เรียกเงิน เรียกทอง เรียกทรัพย์
    อานุภาพแห่งยันต์โภคทรัพย์ ยันต์นี้ลงแล้วให้เก็บไว้ในที่ๆ เก็บเงินทอง เงินมิขาดมือเลย เก็บยันต์นี้ไว้ในกระเป๋าสตางค์ ทำให้เงินทองพอกพูนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วิเศษนัก
    "หลวงพ่อองค์ดำ" นามธรรมที่สามรถนำให้เกิดเป็นรูปธรรมได้ด้วยแรงแห่งศรัทธาและสะสมเพิ่มทุน เป็นพลังทำให้เกิดสิ่งต่างๆขึ้นและสามารถสัมผัสและแตะต้องได้อย่างปฏิหารย์ ความศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม

    "พระครูสิริภัทรกิจ(หลวงปู่ศรี ปริสุทโธ)" เจ้าอาวาสวัดหน้าพระลานและเจ้าคณะอำเภอเฉลิมพระเกียรติได้ กล่าวว่าปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อองค์ดำนั้น ใครจะศรัทธาอย่างไรก็ไม่รู้แต่หลวงปู่เชื่อในพลัง คือเมื่อก่อนนี้ตอนนั้นหลวงปู่เป็นอัมพาตได้มีเสียงกระซิบที่ข้างหูว่า "มาหาอาตมาซิแล้วจะดีขึ้น อาตมาอยู่ที่มหาวิทยาลัยนาลันทาประเทศอินเดีย" มันก็เท่านั้นไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนักด้วยที่ตัวเราเป็นพระบ้านนอกแก่ๆจนๆคง ไม่ได้ไป แต่บังเอิญหรืออย่างไรมีผู้ศรัทธาออกค่าตั๋วเครื่องบินและค่าใช้จ่ายให้เดิน ทางไปประเทศอินเดีย

    เมื่อไปกราบหลงพ่อองค์ดำ ได้นมัสการและอธิษฐานจิตรปิดทองก็มีเสียงเดียวกันนั้นกระซิบว่า”ถ้ากลับบ้าน แล้วให้จำลองมาสร้างซิ”แต่ก็ได้เพียงนึกในใจว่าจะทำ แต่ก็พะวงว่าคงไม่มีเงินและงบประมาณที่จะสร้าง พอกลับมาถึงหน้าพระลานก็บังเอิญอีกครั้งที่มีคนนำหินอ่อนสีดำก้อนใหญ่ราคา เป็นล้านมาถวาย หลังจากนั้นอีก2วันก็มีคนนำปัจจัยมาถวาย150,000 บาทบอกว่าให้เป็นค่าแกะสลักพระ มันเป็นการบังเอิญถึง3ครั้ง หลวงปู่จึงเชื่อและศรัทธา

    ส่วนในเรื่องที่เป็นข่าวกันนั้น หลวงปู่ศรีบอกว่า”ไม่รู้ใครจะทำอะไรประสบผลสำเร็จอย่างไรนั้นไม่รู้ เพราะมันเป็นเรื่องของเขา เราเป็นผู้ใหญ่พูดไปก็ไม่ดี” เป็นการปฏิเสธนิ่มๆของท่าน

    แต่กับ"นายคณิต ตงกันเผ่า"ยืนยันว่ามีประสบการณ์กับตัวเองคือหลังจากที่หลวงปู่ศรีสร้างหลวง พ่อองค์ดำเสร็จ ก็ได้สร้างองค์เล็กๆแจก ตัวเขาเองได้นำติดตัวไปด้วยแล้วได้รับอุบัติเหตุขับรถตู้ประสานงากับรถโค้ก รถของเขาพลิกไป3ตลบพังยับเยินแต่ตัวเขาไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด แล้วบอกว่าในช่วงวินาทีที่เกิดอุบัติเหตุได้ร้องบอกว่า"หลวงพ่อองค์ดำช่วย ด้วย" ก็มีความรู้สึกว่ามีใครซักคนมีถีบตัวเองออกจากรถจึงรอดจากการอัดก๊อปปี้

    มีคราวหนึ่งที่หลวงปู่ศรียืนอยู่ในกุฎิแล้วเป็นลมล้มทั้งยืนสลบไป นายคณิตจึงอุ้มขึ้นรถพาไปส่งโรงพยาบาล พอรถวิ่งผ่านหลวงพ่อองค์ดำจึงได้ตั้ง จิตอธิษฐานว่า"ให้หลวงพ่อองค์ดำช่วยหลวงปู่ศรีด้วย อย่าให้อาการป่วยถึงขั้นเสียชีวิต" ก็เป็นอย่างที่คิดพอรถวิ่งไปยังไม่ถึงโรงพยาบาลหลวงปู่ฟื้นขึ้นแล้วบอก ว่า"ไม่ไปโรงพยาบาลแล้วกลับกุฎิเถอะ" ซึ่งนายคณิตก็ปฏิบัติตามและอาการป่วยของหลวงปู่ก็หายเป็นปลิดทิ้งไม่ต้องไป หาหมออีก เลยต้องเอาโรตีไปแก้บน

    อีกคนหนึ่งคือ"สงวน ระนองไทย" บอกว่าเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2546 นายอนุสรณ์(ปัจจุบันเป็นเสี่ยรถพ่วงอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์) ก่อนมีอาชีพรับจ้างขายไก่ที่หน้าพระลาน แล้วมาจุดธูปเทียนบูชาหลวงพ่อองค์ดำแล้วขอโชคก็ถูกล๊อตเตอรี่หมายเลข 652748 ได้เงิน 12 ล้านบาท หลังจากที่รับเงินรางวัลแล้วก็นำเงินมาถวายหลวงปู่ศรี 50,000 บาทซึ่งหลวงปู่ก็ถามว่า"ถูกมากไหม" เขาตอบว่า"พอสมควร" หลวงปู่บอกว่า "ท่านให้พวกเธอหลวงปู่ไม่ได้รู้เห็นด้วย" จึงคืนให้ 40,000 บาทไป ทำทุนเอาไว้เพียงส่วนที่เหลือ

    หลวงปู่ไม่รับรู้ว่าใครจะได้อะไร มีประสบการณ์อย่างไรกับพระพุทธนิมิตองค์ดำไม่ว่าศรัทธาหรือปาฏิหาริย์ "หลวงพ่อองค์ดำ" จึงเป็นที่ศรัทธาและเคารพนับถือมากของประชาชนชาวหน้าพระลานและต่างจังหวัด ที่ได้ยินความศักดิ์ศิทธิ์ของท่าน "หลวงพ่อองค์ดำ" จึงมีผู้คนมาสักการบูชากันไม่เว้นแต่ละวัน บ้างก็มาขอโชคลาภ บ้างก็มาขอให้พ้นเคราะห์ เป็นต้น และคนที่ประสบดังที่ตัวเองหวังก็จะมาแก้บนโดยการเอาโรตีมาถวาย “หลวงพ่อองค์ดำ”
    ........

    ลป.ศรีท่านเป็นพระมีเมตตาสูงและได้พรพิเศษมาจากหลวงพ่อองค์ดำจากประเทศอินเดียทำให้ท่านหายจากอาการป่วยอย่างน่าอัศจรรย์ ท่านจึงสร้างองค์จำลองไว้ที่วัดใครได้ไปกราบก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าท่าศักดิ์สิทธิ์จริง ๆประวัติหลวงปู่ศรีท่านน่าทึ่งมาก พระที่ท่านปลุกเสกก็เช่นกัน ใครยังไม่มีก็น่าจะหาไว้อาราธนาสักองค์
    พระครูสิริภัทรกิจ หรือ "หลวงปู่ศรี ปริสุทโธ" วัดหน้าพระลานต.หน้าพระลาน อ.เฉลิม พระเกียรติจ.สระบุรี
    ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ที่มีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีบารมีธรรมแห่งความเมตตาสูง เป็นที่นับถือศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนทั่วไปท่านดังเงียบๆ ในท้องถิ่น แต่งานไหนงานนั้นถ้าต้องการให้วัตถุมงคลเข้มขลังต้องนิมนต์หลวงปู่ศรีรูปนี้ ไปร่วมปลุกเสกว่ากันว่าพลังจิตท่านสามารถติดต่อด้วยญาณกับหลวงพ่อองค์ดำที่นาลันทาได้"หลวงปู่ศรี" สร้างโบสถ์ไว้เป็นสิบๆ หลัง แล้วตอนนี้กำลังสร้างหลังที่ 13ไม่มีบารมีทำไม่ได้ปัจจุบันอายุ 81 ปีจากประวัติระบุว่าท่านเกิดที่เมืองลพบุรี บวชที่เมืองลพบุรี ศึกษาสายตักกศิลาวัดเขาวงกต สายหลวงพ่อเภา ซึ่งมีหลวงพ่อสุต วัดปฐมพานิชเป็นพี่เลี้ยง ตอนอยู่ลพบุรีไปเรียนวิชาสายหลวงพ่อก๋ง วัดเขาสมอคอน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260306_224830.jpg IMG_20260306_224903.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 มีนาคม 2026 at 04:50

แชร์หน้านี้

Loading...