เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 20 กุมภาพันธ์ 2026 at 18:18.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,910
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,032
    ค่าพลัง:
    +26,863
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,910
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,032
    ค่าพลัง:
    +26,863
    วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศที่โรงแรม Highland Resort Hotel & Spa อยู่ที่ -๑ องศาเซลเซียส แต่ว่าห้องพักซึ่งคุยนักคุยหนาว่าเป็นห้องเดียวที่มองเห็นภูเขาไฟฟูจิยามะ กลับมองไม่เห็นอะไรเลย เนื่องเพราะว่าเมฆหมอกหนามาก..!

    กระผม/อาตมภาพถามเข้าไปในกลุ่มไลน์ว่า "ใครมีปลั๊กเสียบแบบขาแบนบ้าง ?" เนื่องเพราะว่าที่ตนเองนำมานั้นเป็นแบบขากลมทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถที่จะชาร์จไฟได้ ปรากฏว่า "เถ้าแก่ตี๋" (นายชวาลภพ วิทูรสุนทร) รีบนำเอาสายชาร์จแบบขาแบนมาให้ยืม แต่ด้วยความที่พาวเวอร์แบงค์ซึ่งกระผม/อาตมภาพใช้นั้น ไม่ว่าจะใช้สายชาร์จแบบไหนก็จะชาร์จเข้าได้ช้ามาก กว่าจะเต็มบางทีต้องใช้เวลาทั้งคืน..! จึงต้องทิ้งคาเอาไว้ แล้วลงไปรอที่ห้องอาหาร ซึ่งเปิดตอน ๗ โมงของญี่ปุ่นตรงเป๊ะ ถ้าเป็นเวลาเมืองไทยก็ตี ๕ พอดี

    เมื่อเข้าไปแล้ว พวกเราก็ต้องยื่นบัตรรับอาหารให้กับเจ้าหน้าที่ก่อน แล้วไปจองโต๊ะกันเป็นการใหญ่ ปรากฏว่าภูเขาไฟฟูจิยามะนั้น ปรากฏโฉมโดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง ในห้องกระจกของร้านอาหารนี้เอง มิน่าล่ะ..ถึงได้ชื่อว่าห้องอาหาร Fuji Terrace

    เมื่อตักอาหารได้แล้ว กระผม/อาตมภาพก็เข้าที่เพื่อจะฉัน "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) ถามว่า "จะถ่ายรูปกับภูเขาไฟหรือไม่ ?" กระผม/อาตมภาพตอบตกลง แต่พอถ่ายเสร็จ ระหว่างที่รับประทานอาหารอยู่ เมฆหมอกก็ไหลเข้ามาปิดจนกระทั่งเห็นแค่ฐานภูเขาไฟเท่านั้น..! ได้ยินเสียงบ่นประมาณว่า "ให้หลวงพ่อได้อยู่คนเดียวจริง ๆ" ไม่ทราบเหมือนกันว่าต่อว่าใคร ผู้ใดรู้ก็รับไปแล้วกัน..!

    เมื่อฉันอาหารเสร็จเรียบร้อย กระผม/อาตมภาพก็กลับขึ้นห้อง มีนัดแนะกันว่าล้อหมุน ๘ นาฬิกาตรง จึงไปรอให้การชาร์จไฟนั้นเต็มเสียก่อน แต่ทำอย่างไรก็ไม่เต็ม ได้แค่สองจุดเท่านั้น เมื่อเห็นว่าได้เวลาแล้ว จึงหอบข้าวของทั้งหมดลงมาข้างล่าง ทำการคืนห้องเสียก่อน ซึ่งระบบการคืนห้อง เราไม่สามารถที่จะวางคีย์การ์ดคืนเฉย ๆ ได้ เนื่องเพราะว่าต้องมีเจ้าหน้าที่มารับไป แล้วทำการแปะกับเครื่องของเขาก่อน ถึงจะเป็นการตัดเช็คเอาท์ เป็นเรื่องที่ยุ่งยากอยู่เหมือนกัน

    เมื่อขึ้นรถแล้ว พวกเราก็วิ่งตรงไปยังลานจอดรถโออิชิคาร์ปาร์ค ซึ่งเป็นมุมที่คนไทยนิยมมากันมาก เนื่องเพราะว่านอกจากมีร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกแล้ว ยังเป็นมุมที่มองเห็นภูเขาไฟฟูจิยามะโดดเด่นทั้งลูกเลยทีเดียว

    กระผม/อาตมภาพเดินฝ่าความหนาวลงไปถึงชายทะเลสาบด้านล่าง ซึ่งมีนกเป็ดน้ำหากินอยู่หลายต่อหลายตัวด้วยกัน ตั้งใจกำหนดจิตบอกกล่าวแก่ "ท่านนายพล" ว่า "ขอให้เห็นภูเขาไฟชัด ๆ ทั้งลูกด้วย" "ท่านนายพล" ก็รับปากแบบไม่ลังเล เหตุที่ต้องขอก็เพราะว่า ผู้เชี่ยวชาญในการมาญี่ปุ่นนั้น บางคนมาถึง ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง กว่าที่จะได้ภูเขาไฟฟูจิยามะเต็ม ๆ ลูกไป บางคนถ่ายรูปออกมา เพื่อนฝูงยังถามว่า "ภูเขาอยู่ตรงไหนวะ ?"
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,910
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,032
    ค่าพลัง:
    +26,863
    แต่กระผม/อาตมภาพยืนรอจนขาแข็งอยู่เป็นชั่วโมง จนกระทั่งเริ่มรู้สึกว่าหนาว ภูเขาไฟก็ยังปรากฏโฉมไม่เต็มลูกอยู่ดี ส่วนยอดยังหายไป จึงตัดสินใจว่า "ไม่รอแล้ว" เพราะว่านานเกินไป เรียกทุกคนมามาถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน จากนั้นปล่อยเข้าไปในร้านขายของที่ระลึก เพื่อซื้อหาสินค้ากันตามอัธยาศัย กระผม/อาตมภาพเข้าไปเพื่อละลายตัวเองเท่านั้น..!

    เพิ่งจะเข้าห้องน้ำออกมา เสียงของ "คุณนายโย" (นางสาวทัศน์วรรณ พิพัฒน์รังสรรค์) ที่เมื่อเช้ามาต่อว่า "หนูไม่ได้ชื่อเสาวณีย์มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว..!" บอกว่าตอนนี้ภูเขาไฟฟูจิยามะโผล่มาเต็มลูกแล้ว ทั้งหมดจึงเฮละโลเอาข้าวของที่จะซื้อ ไปยัดใส่ตะกร้าของ "น้องต้นหอม" (นางสาวพิมพ์ภัทรา สันตะพันธุ์) ลูกสาวของ "คุณนายปุ๊ก" (นางสาวพิกุลฉัตร พิจารณ์จิตร) แล้วเผ่นออกไปด้านนอก ถ่ายรูปกันเป็นการใหญ่ จนกระทั่งได้รูปกันครบถ้วนแล้ว "น้องต้นหอม" เพิ่งเดินออกมาแบบงง ๆ ว่าลุงป้าน้าอาหายไปไหนกันหมด ? คุณเธอจ่ายค่าของไป ๙,๐๐๐ กว่าเยน คงจะไปคิดหักเงินให้อุตลุดกันในภายหลัง

    เมื่อพวกเราได้รูปแล้ว ก็เดินทางต่อไปอีกไม่กี่ร้อยเมตร เป็นมุมที่ได้ชื่อว่า "มุมลับ" มุมหนึ่ง เมื่อจอดรถได้แล้วก็ฝ่าดงต้นอ้อญี่ปุ่น ซึ่งดูคล้าย ๆ กับข้าวบาร์เล่ย์ ลงไปยังชายทะเลสาบ ด้านนี้เห็นภูเขาไฟฟูจิยามะโดดเด่นทั้งลูก โดยที่ "พ่อเจ้าประคุณเบ็นโนะสึเกะ" และ "ท่านนายพล" ยืนแยกเขี้ยวยิ้มให้อยู่ไม่ไกล กระผม/อาตมภาพคำรามใส่ในใจว่า "เออ..เป็นความผิดของกูเอง ที่ไม่ได้บอกว่าขอเห็นเต็มลูกตอนไหน ? และขอเห็นเต็มลูกที่ไหน ? ทีใครทีมันก็แล้วกัน..!" ทั้งสองหัวเราะเป็นการใหญ่ พวกเราถ่ายรูปมุมนี้จนครบถ้วนตามที่ต้องการแล้ว ก็วิ่งรถย้อนออกมาทางด้านนอก แวะจอดซื้อผลไม้หลายอย่าง จากนั้นก็เดินทางกันต่อไป

    เมื่อวิ่งมาถึงช่วงสะพานข้ามทะเลสาบ ภูเขาไฟฟูจิซังซึ่งกระผม/อาตมภาพเปลี่ยนเป็นชื่อไทยว่า "ไอฮานิซัง" พยายามออกเสียงให้ถูกก็แล้วกัน ปรากฏขึ้นมาโดดเด่นเต็มจอทั้งลูก..! วิ่งไปอีกหน่อยหนึ่งก็เด่นอยู่กลางถนนเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร..! จะไม่ให้เปลี่ยนชื่อเป็นไทยก็คงจะไม่ได้แล้ว ทั้งสองท่านที่คอยติดตามดูแลอยู่ เดินไปหัวเราะไป แต่พ่อเจ้าประคุณเดินอีท่าไหนถึงได้เร็วกว่ารถของเราวิ่งเสียอีก..!

    เมื่อวิ่งมาจนได้เวลาเพลพอดี พวกเราก็แวะเข้าไปลานจอดรถแห่งหนึ่งของดังโกซากะเจ้าเก่า เพื่อที่จะหาอาหารรับประทานกัน "คุณนายโย" ไม่ทราบว่าของขึ้นหรือไร ? ไปกดสั่งอาหารมาเสียมากมาย ทั้ง ๆ ที่แค่ชามเดียว กระผม/อาตมภาพก็หมดสภาพแล้ว ยังสงสัยอยู่เหมือนกันว่า คนญี่ปุ่นกินอาหารเยอะขนาดนี้ ทำไมหาคนอ้วนได้ยากมาก..!

    เมื่ออิ่มกันแล้ว ค่อยไปเดินหาซื้อสินค้าต่าง ๆ "เถ้าแก่จิ๊บ" (นายอรรถสิทธิ์ พึ่งอุตสาหะ) ชี้ให้ดูตุ๊กตาซึ่งน่าจะเอาไว้แขวนติดกระเป๋า บอกว่า "ลูกสาวฝากซื้อ เนื่องเพราะว่ากำลังดัง" กระผม/อาตมภาพถามว่า "โตเป็นสาวทั้งคู่แล้ว ยังสนใจเรื่องพวกนี้อีกหรือ ?" "เถ้าแก่จิ๊บ" หัวเราะพลางบอกว่า "โตแต่ตัวครับ นิสัยยังเด็กทารกอยู่เลย"
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,910
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,032
    ค่าพลัง:
    +26,863
    เมื่อทุกคนได้ข้าวของที่ตนเองต้องการแล้ว เราก็วนรถมาเติมน้ำมัน ต้องบอกว่ารถยนต์รุ่นนี้ของญี่ปุ่น กินน้ำมันค่อนข้างจะประหยัด วิ่งมาเกือบสองวันเต็มเพิ่งจะเติมน้ำมันกันตอนนี้เอง บรรดาคุณลุงที่เป็นเด็กปั๊มนั้นเคร่งครัดมาก ใครเลี้ยวเข้ามาก่อนต้องได้เติมก่อน พวกเราจึงต้องรอจนกระทั่งรถ ๖ ล้อที่ปาดหน้าเราไปนั้นเติมจนเต็มแล้วถึงได้เข้าไป

    คุณลุงเอาปลอกมาสวมที่กระจกมองข้าง อยู่ในลักษณะที่ว่า ถ้าเติมยังไม่เต็ม จ่ายเงินยังไม่เสร็จ ไม่เอาออกให้ ซึ่งถ้าเป็นเมืองไทยก็ไม่เห็นจะมีปัญหา วิ่งไปก็ดึงออกเองได้ แต่คนญี่ปุ่นนั้นซื่อสัตย์มาก จึงได้จ่ายเงินจนเรียบร้อย แม้ว่าจะเป็นการรูดบัตรก็สามารถทำได้อย่างสะดวก

    แล้วพวกเราก็ออกวิ่งต่อไปจนเกือบ ๒ ชั่วโมง จึงแวะเข้าที่พักลานจอดรถซาโนะ เข้าห้องน้ำห้องท่า ซื้อหาข้าวของกัน เนื่องเพราะทุกคนบอกต่อ ๆ กันว่า แต่ละเมืองนั้นข้าวของไม่เหมือนกัน แล้วก็ไม่เหมือนกันจริง ๆ เสียด้วย ไม่เหมือนกับบ้านเราเมืองเรา เข้าร้านไหนข้าวของหน้าตาเหมือนกันหมด จัดอยู่มุมเดียวกันหมดอีกต่างหาก..!

    เมื่อทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว ก็วิ่งต่อไปจนกระทั่งมาถึงสถานที่สำคัญ ซึ่งเรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่า "สะพานแดง" ซึ่งชื่อจริงก็คือ "สะพานชินเคียว" ที่ปัจจุบันนี้ปิดอยู่ ไม่ให้ใช้งาน แต่ว่าในสมัยก่อนนั้นเป็นสะพานเชื่อมสองฝั่ง เพื่อข้ามแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกราก ประวัติว่าเจ้าป่าซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นท่านท้าววิรูปักษ์ ทนการอ้อนวอนของพระภิกษุไม่ไหว จึงได้ปล่อยงูคู่ใจสองตัวทอดข้ามแม่น้ำมา เพื่อรับผู้มีจิตศรัทธาข้ามไปสร้างวัดที่ฝั่งตรงข้าม ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ทุกคนเกิดความศรัทธว่าเจ้าป่าเจ้าเขาช่วยเหลือ จึงช่วยกันสร้างสะพานแดงนี้ขึ้นมา แม้ว่าปัจจุบันนี้มีสะพานคอนกรีตแล้ว เขาก็ยังบูรณะปรับปรุงสะพานแดงเอาไว้จนแข็งแรงให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันอยู่

    พวกเรามาถึงแบบหวุดหวิด เพราะว่าเหลือเวลาอีก ๒๐ นาทีก็จะปิดแล้ว..! จึงรีบซื้อตั๋วเข้าไปข้างใน ความจริงยังมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่ว่าทุกคนประหยัดค่าตั๋วคนละ ๓๐๐ เยน ไม่ยอมซื้อตั๋ว แต่ว่ายืนถ่ายรูปอยู่บนถนนทางด้านนอก จึงกลายเป็นว่าพวกเราทั้งคณะเป็นเจ้าของสะพานแดงไปโดยปริยาย เมื่อถ่ายรูปจนทั่วถึงแล้ว กลับออกมา คนขายตั๋วก็จัดแจงปิดทางเข้าสะพานทันที นับว่าหวุดหวิดหวาดเสียวเป็นอย่างยิ่ง..!

    เมื่อเข้าห้องน้ำห้องท่ากันแล้ว พวกเราก็วิ่งข้ามสะพานใหม่ วิ่งเลยสะพานแดงขึ้นเขาไป ข้างบนนี้หิมะตกค่อนข้างที่จะหนักมาก คาดว่าเมื่อคืนคงจะกระหน่ำลงมาอย่างหนัก จนบัดนี้ก็ยังละลายไม่หมด ทางขึ้นเขาคดเคี้ยวยิ่งกว่างูเลื้อย ขึ้นไปจนกระทั่งถึงสถานที่สำคัญ คือ "น้ำตกเคกง" หรือ "เคงง" ซึ่งออกเสียงยากมาก
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,910
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,032
    ค่าพลัง:
    +26,863
    เมื่อไปถึงปรากฏว่าเหลือเวลาไม่มากเช่นเคย พวกเรารีบซื้อตั๋ว แล้วนั่งลิฟท์ลงไปลึกถึง ๑๐๐ เมตร..! ครั้นลงไปแล้วยังต้องเดินตามอุโมงค์ออกไปจนถึงริมหน้าผาน้ำตก ซึ่งน้ำตกนั้นมีทั้งสายใหญ่ด้านขวามือและสายใหญ่ทางด้านซ้ายมือ ทางด้านขวามือนั้นเป็นหน้าผาที่ลดหลั่นเป็นชั้น ๆ น้ำตกด้านนี้จึงมีชื่อเสียงมากกว่าทางขวามือซึ่งพุ่งเป็นลำลงไปเส้นเดียว ครั้นพวกเราถ่ายรูปแล้ว คุณนายโยบอกว่า "มาสามครั้งแล้วไม่เคยได้รูปน้ำตกตอนกำลังไหลแบบนี้สักที มาทีไรก็กลายเป็นน้ำแข็งไปหมด" นับว่าครั้งนี้สมปรารถนาแล้ว

    เมื่อได้รูปที่ต้องการแล้ว กระผม/อาตมภาพและทุกคนเดินย้อนขึ้นมา เขากำลังจะปิดร้านค้า พวกเราทำท่าไม่เข้าใจ เดินเปิดประตูเข้าไปเพื่อดูของที่ระลึก แต่เจ้าของร้านไม่เกรงใจ คุณจะอยู่ข้างในก็อยู่ไป ดึงประตูปิดลงมาทีละบาน..ทีละบาน เท่ากับว่าพวกเราโดน "ไล่แขก" โดยปริยาย..!

    ครั้นออกมาทางด้านนอก หยอดตู้จ่ายค่าจอดรถไป ๕๐๐ เยน แล้วเห็นว่ามีแสงแดดเสียนี่ จึงตั้งใจวิ่งตรงไปยังทะเลสาบ Yuno (Yuyu) ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนัก เนื่องเพราะว่าถ้าหากวันนี้ไม่มาก็ต้องมาพรุ่งนี้ ในเมื่อพรุ่งนี้กว่าแดดจะขึ้น ก็ไม่หนี ๙ โมงกว่าอีกตามเคย ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เราเห็นว่ายังมีแดด จึงวิ่งมาทีเดียวเลย

    ครั้นเลี้ยวเข้าไปในลานจอดรถที่มีหิมะกองเกะกะ ลงจากรถแล้วลมแรงมาก อากาศอยู่ที่ ๐ องศาเซลเซียส หนาวจนมือไม้ชาไปหมด..! ต้องรีบหามุมถ่ายรูปกันเป็นการใหญ่ แล้วค่อยย้อนกลับออกมา ปรากฏว่าพวกเราใช้เวลาอยู่ในลานจอดรถน้อยเกินไป เครื่องอัตโนมัติก็เลยไม่คิดเงิน..!

    พวกเราวิ่งต่อมา เป็นระยะทาง ๗๕๐ เมตรเท่านั้น อยู่ในลักษณะวนรอบทะเลสาบ เพื่อมายังโรงแรมที่พักคืนนี้ ซึ่งก็คือ โรงแรม Yutorelo Nikko เมื่อมาถึง พวกเราเข้าไปข้างใน รู้สึกว่าตัวละลายออกมาหน่อยหนึ่ง เพราะว่ามีฮีตเตอร์เครื่องใหญ่อยู่ ทำการเช็คอินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ห้องพักของกระผม/อาตมภาพนั้น ไม่สามารถที่จะอุดอ่างอาบน้ำเพื่อแช่น้ำร้อนได้ ญาติโยมจึงพร้อมใจกันเปลี่ยนห้องให้

    เมื่อเข้ามายังห้องพักใหม่ ทั้งฮีตเตอร์และน้ำร้อนที่เปิดไว้ ทำให้ห้องอบอุ่นเป็นพิเศษ จึงได้รีบทำการแช่น้ำเพื่อขับไล่ความเย็นที่โดนมาทั้งวันเสียก่อน ออกจากห้องน้ำมา อากาศก็อยู่ที่ -๑ องศาเซลเซียส และ -๒ องศาเซลเซียสภายในเวลาอันรวดเร็ว กระผม/อาตมภาพจึงมาส่งงานทางไลน์และบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เสร็จแล้วคาดว่าคงจะสลบไสลแน่นอน เนื่องเพราะว่าเหนื่อยมาทั้งวัน..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันศุกร์ที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...